น่าสนใจอย่างยิ่ง โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องว่า เป็นโครงการช่วยซับน้ำตาเกษตรกร ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ
โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต ดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลัง ซึ่งมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และประธานกรรมการ ธ.ก.ส. เป็นหัวเรือใหญ่ก็ว่าได้
“อนุทิน” นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดโครงการดังกล่าว ที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. พระนศรศรีอยุธยา จำกัด อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ตอนหนึ่งว่า
“วันนี้เราหาสินเชื่อมาให้พี่น้องได้ไปใช้ในการจะไปปลูกข้าว ไปทำเกษตรกรรม ถ้าเป็นชาวนาใช้ปุ๋ย ก็ต้องกู้ ธ.ก.ส. มาซื้อปุ๋ย โดยโครงการฯนี้ ดอกเบี้ย 6% ก็เท่ากับพี่น้องออก 3% แล้วก็รัฐออก 3% โดยมุ่งหวังต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตได้มากขึ้น เพื่อที่จะทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้น”
ที่สำคัญ “อนุทิน” ยังกล่าวตอนหนึ่งว่า “เราต้องทำให้เกษตรกรทั้งหลายมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลต้องวางรากฐานให้เกษตรกร ภาคเกษตรของไทยเข้มแข็งในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจที่เราจะไม่เอาแต่แจกปลาให้กับพี่น้องประชาชน แต่จะให้เบ็ดไปตกปลาที่ทำให้พี่น้องสามารถบริหารจัดการรายได้ของตัวเอง โอกาสของตัวเองได้มากขึ้น”
สำหรับโครงการสินเชื่อคนละครึ่ง คณะกรรมการ ธ.ก.ส. มีมติเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการ วงเงิน 30,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 3 ปี ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล เพื่อยกระดับศักยภาพภาคการเกษตรในการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรดั้งเดิมไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน”
ควบคู่กับการลดต้นทุนการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย ผ่านการสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพทางการเกษตรอย่างยั่งยืน
โดยกำหนดวงเงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 6 ต่อปี ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยให้เกษตรกร ร้อยละ 3 ต่อปี ทำให้เกษตรกรรับภาระดอกเบี้ย เพียงร้อยละ 3 ต่อปี ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
ส่วนเกษตรกรที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ ต้องเป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. และขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยพืชที่เข้าร่วมโครงการ 7 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย และผลไม้
นอกจากนี้ เกษตรกรต้องผ่านการอบรม หรือเรียนรู้ การพัฒนาทักษะและบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) โดย ธ.ก.ส. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ/หรือหน่วยงานร่วมดำเนินการอื่น ๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามค่าการวิเคราะห์ดิน เป็นต้น
ทั้งนี้ ต้องใช้เงินกู้เพื่อจัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ หรือแหล่งอื่นตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด และเกษตรกรต้องใช้พันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง มีมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรกรในราคาที่เหมาะสม ซึ่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะควบคุมราคาให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
ในด้านการชำระเงินกู้ เกษตรกรต้องสามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ตามระยะเวลาที่ ธ.ก.ส. กำหนด โดยเกษตรกรผู้กู้รับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. และยินยอมให้ ธ.ก.ส. หักชำระหนี้จากบัญชีเงินฝาก วงเงินกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยรัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี เมื่อผู้กู้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของโครงการ โดยกำหนดชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน (ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 30 เมษายน 2572)
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข้อดีมากมาย และชวนให้เกษตรกรมีความหวังพลิกชีวิตขึ้นมาลืมตาอ้าปากได้ ก็ต้องมีข้อเสียที่จะต้องรับฟัง เพื่อนำไปสู่การทบทวนโครงการเอาไว้ด้วย
จากที่มีการรวบรวมข้อมูลพบว่า ข้อเสียประการแรก คือ จำกัดกลุ่มเป้าหมาย : สิทธิเข้าร่วมโครงการสงวนไว้เฉพาะลูกค้า ธ.ก.ส. และต้องเป็นผู้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ 7 ชนิดเท่านั้น (ข้าว, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, มันสำปะหลัง, ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน, อ้อย และผลไม้)
ประการที่สอง ข้อจำกัดในการใช้เงินกู้ : ผู้กู้ไม่สามารถนำเงินไปใช้อเนกประสงค์ได้ตามใจชอบ แต่ต้องใช้ซื้อปัจจัยการผลิตที่กำหนด เช่น ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ ผ่านสถาบันเกษตรกรหรือร้านค้าที่ ธ.ก.ส. กำหนดเท่านั้น
ประการที่สาม ภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น : หากนำเงินกู้ไปใช้ในการเกษตรแล้วเกิดปัญหาภัยแล้ง โรคระบาด หรือผลผลิตราคาตกต่ำ เงินกู้ก้อนนี้จะกลายเป็นภาระหนี้สินและต้นทุนที่ต้องผ่อนชำระคืนภายใน 1 ปี
ประการที่สี่ เงื่อนไขผูกมัดที่ต้องปฏิบัติ : ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเข้าร่วมการอบรม (Reskill/Upskill) ตามที่กระทรวงเกษตรฯ กำหนด และต้องรับเงินค่าผลผลิตผ่านบัญชี ธ.ก.ส. เพื่อยินยอมให้หักชำระหนี้
ประการที่ห้า จำกัดวงเงิน : ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย อาจไม่เพียงพอสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเงินในการลงทุนขนาดใหญ่
นอกจากนี้ บทเรียนที่เกษตรกรเป็นหนี้ ธ.ก.ส. ก็นับว่าสำคัญ ที่ผู้บริหารโครงการจะต้องสรุปบทเรียน และไม่ให้เกิดการซ้ำรอยซ้ำซาก
กล่าวคือ สาเหตุหลักของปัญหาหนี้ ธ.ก.ส. จนหลายคนเป็นหนี้สินล้นพ้น เกิดจากหลายปัจจัยสะสม ได้แก่
1.รายได้ไม่แน่นอน
2.ผลผลิตทางการเกษตรมักได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ ปัญหาภัยแล้ง หรือน้ำท่วม ทำให้ราคาตกต่ำและขาดรายได้
3.ต้นทุนการผลิตสูง ราคาปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องกู้ยืมเงินเพิ่มเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในรอบถัดไป
4.วงจรการจ่ายแต่ดอก ปัญหาการจ่ายคืนของเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นการจ่ายแค่ดอกเบี้ยแต่ละปี ทำให้ยอดเงินต้นคงเหลือเท่าเดิมและไม่สามารถปิดจบหนี้ได้
ขณะที่โครงการ “สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ซึ่งเป็นผลงานของ ธ.ก.ส. แม้จะมีจุดเด่นที่น่าสนใจ แต่ก็มีข้อสังเกตที่น่าติดตามอยู่ด้วย
เริ่มจากจุดเด่น ข้อแรก ลดภาระดอกเบี้ยอย่างเห็นได้ชัด: การจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปี ถือเป็นอัตราที่ถูกกว่าสินเชื่อหมุนเวียนเกษตรกรทั่วไปในระบบ ช่วยลดต้นทุนการผลิตและเสริมสภาพคล่องวงเงินเหมาะสม
ข้อที่สอง วงเงินสูงสุด 100,000 บาท เป็นจำนวนที่เพียงพอต่อการจัดหาปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐาน (เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ หรืออุปกรณ์การเกษตร) โดยไม่สร้างภาระหนี้ก้อนใหญ่เกินตัวจนเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระ
ข้อที่สาม เข้าถึงแหล่งทุนในระบบ : ช่วยดึงเกษตรกรที่อาจเคยพึ่งพาหนี้นอกระบบให้เข้ามาสู่ระบบสถาบันการเงินที่ถูกกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นธรรมมากขึ้น
ส่วนข้อสังเกตและความท้าทาย
ข้อแรก วงเงินกู้อาจไม่เพียงพอ : โดยเฉพาะเกษตรกรรายใหญ่ที่ต้องใช้เครื่องจักรกลหนักหรือทำการเกษตรขนาดพื้นที่มากๆ
ข้อที่สอง ความเสี่ยงเรื่องรายได้ในระยะยาว : การกู้ยืมไม่ว่าจะดอกเบี้ยต่ำแค่ไหนก็ยังคงเป็นหนี้ หากผลผลิตราคาตกต่ำหรือเกิดภัยแล้ง เกษตรกรอาจประสบปัญหาในการหาเงินต้นมาคืนเมื่อถึงกำหนด
ข้อที่สาม การอนุมัติและเงื่อนไขหลักประกัน: แม้โครงการจะน่าสนใจ แต่ขั้นตอนการประเมินความสามารถในการชำระคืนและหลักทรัพย์ค้ำประกันจาก ธ.ก.ส. อาจเป็นอุปสรรคสำหรับเกษตรกรบางกลุ่มที่ไม่มีหลักทรัพย์เพียงพอ
ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้สภาฯตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษา การแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ของ เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และญัตติที่มีเนื้อหาคล้ายกัน อีก 3 ญัตติ
มีการหยิบยกปัญหาราคาพืชผลมาอภิปรายอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะ “เลาฟั้ง” หนึ่งในเจ้าของญัตติเรื่องนี้
“เลาฟั้ง” อภิปรายว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาสินค้าเกษตรหลายรายการตกต่ำอย่างมาก ทั้งมะพร้าวน้ำหอม หอมหัวใหญ่ กะหล่ำปลี มันฝรั่ง กระเทียม กระทบความเป็นอยู่ของเกษตรกรจำนวนมาก สาเหตุไม่ได้เป็นเพียงสถานการณ์ตลาดตามปกติเท่านั้น แต่ยังมาจากการกำกับดูแลมาตรฐานของสินค้าที่ไม่ครอบคลุม ชัดเจน ปริมาณการนำเข้าที่มากเกินไป ยิ่งสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังรุนแรง ส่งผลกระทบต้นทุนการผลิตเกษตรกร ที่เพิ่มขึ้น ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ยเคมี
“เลาฟั้ง” สะท้อนอีกว่า ความเดือดร้อนเหล่านี้ เกษตรกรไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ สินค้าที่วิกฤตมากๆ คือ มะม่วง เหลือกิโลกรัมละ 3 บาท ตกลูกละไม่ถึงบาท ถุงห่อมะม่วงยังแพงกว่ามะม่วง รัฐบาลประโคมว่า ช่วยแล้ว แต่ความจริงไม่ได้ช่วย ขณะนี้ต้นทุนเพาะปลูกสูง แต่รัฐบาลช่วยแบบฉาบฉวย เช่น ราคามะม่วงที่จ.พิษณุโลก กรมการค้าภายในเข้าไปช่วยซื้อ เพิ่มให้อีกกิโลกรัมละ 1.50 บาท แต่ซื้อแค่ 30 ตัน จากทั้งจังหวัดมี 50,000 ตัน คิดเป็นแค่ 0.06% ทั้งจังหวัดขาดทุน 450 ล้านบาท
ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรอื่นๆ อาทิ ข้าว ราคาตันละ 5,000-6,000บาท จากต้นทุน 6,000-10,000บาท มันสำปะหลัง กิโลกรัมละ 2.8-3.5บาท ส้มกิโลกรัมละ 3-8บาท กะหล่ำปลีกิโลกรัมไม่ถึงบาท รัฐบาลช่วยแบบฉาบฉวย แทบจะไม่ได้ช่วย....
เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญหาสำคัญของโครงการสินเชื่อคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต อาจอยู่ที่ปัญหาซ้ำซาก ซึ่งเกษตรกรเจอมาตลอดในทุกฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิต นั่นคือ ราคาผลผลิตตกต่ำ หรือ ที่เรียกว่า ปัญหาการตลาดนั่นเอง นี่ยังไม่นับว่า ระหว่างทางผลผลิตเสียหายจากฝนแล้ง น้ำท่วมหรือไม่
ปัญหาเกษตรกร แม้เรื่องต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตที่ได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เพราะมีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ไม่มีทักษะ และความรู้สมัยใหม่ ก็ต้องยอมรับ และพัฒนาต่อไป แต่ปัญหาใหญ่และสำคัญยิ่งกว่า และไม่เคยได้รับการแก้ไข คือ “ราคาตลาด” ในการรองรับที่ให้ความเป็นธรรม หรือคุ้มค่าการลงทุนกับเกษตรกร
ทำอย่างไร การผลักดันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อลดต้นทุนครั้งนี้ จะมีมาตรการแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรของเกษตรกรอย่างจริงจัง จริงใจ เหมือนกับที่ลงทุนและทุ่มเทกับโครงการขนาดใหญ่เพื่อนายทุน อย่างที่เป็นอยู่
เพราะไม่เช่นนั้น เกษตรกรในโครงการสินเชื่อคนละครึ่ง ก็อาจไม่ต่างกับลูกค้า “ธ.ก.ส.” รายเดิม ที่ต้องมาแบกรับหนี้สินก้อนใหม่ ต่อให้ดอกเบี้ยต่ำแค่ไหนก็ตาม หรือไม่จริง


