ท่ามกลางข่าวดีของคนทั้งโลก เมื่อมีรายงานข่าวว่า สหรัฐและอิหร่านได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อคลี่คลายสถานการณ์สงครามไปแล้ว
ส่งผลให้เรือบรรทุกสินค้าและบรรทุกน้ำมันกลับมาใช้เส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มากขึ้น ทำให้การฟื้นตัวของเส้นทางดังกล่าว เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ถึงขั้นมีข่าวเปิดเผยว่า เรืออย่างน้อย 18 ลำแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วงวันที่ 17–18 มิถุนายนที่ผ่านมา
ล่าสุด อ้างถึงรายงานข่าว จากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐรายหนึ่งเปิดเผย อิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง มีผลตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย. เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 20.00 น. ของไทย โดยมีสหรัฐอเมริกาและกาตาร์เป็นตัวกลางเจรจา และได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน
พลังบวกทั้งสองส่วน ทำให้ราคาน้ำมันโลกลดลงอย่างหนักตามไปด้วย กล่าวคือ ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์หลุดระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) หลุดระดับ 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ณ เวลา 20.40 น. ตามเวลาประเทศไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนกรกฎาคม ลดลง 0.11 ดอลลาร์ หรือ 0.14% อยู่ที่ระดับ 76.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนสิงหาคม ลดลง 0.43 ดอลลาร์ หรือ 0.54% มาอยู่ที่ระดับ 79.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นี่คือ แนวโน้มคลี่คลายของภาวะสงครามในตะวันออกกลาง และสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างมาก
สอดรับกับการออกมาเคลื่อนไหวอย่างสำคัญของ “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (19 มิ.ย.69) ต่อประเด็นราคาน้ำมัน โดยอ้างประชาชนตั้งคำถามว่า ทำไมราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงไปมาก แต่ราคาในประเทศไทยกลับลดลงทีละนิด ไม่ก้าวกระโดดเหมือนตอนปรับขึ้น
และตนเห็นว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหา ในมุมของรัฐบาลเข้าใจว่าคงพยายามกันเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อชดเชยสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันที่ยังคงขาดทุนอยู่ในระดับสูง แต่ในมุมของประชาชนเองก็คาดหวังอยากให้ราคาน้ำมันปรับลดลงเร็วเหมือนตอนที่ปรับขึ้น
“ศิริกัญญา” กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับทั้งสองส่วนนี้ในสัดส่วนที่พอๆกัน ทั้งเรื่องการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และการล้างหนี้เดิมของกองทุนน้ำมัน ซึ่งในความเป็นจริง หากแนวโน้มราคาน้ำมันในระยะยาวเริ่มปรับตัวลดลงเป็นปกติแล้ว
รัฐบาลก็สามารถทยอยจ่ายคืนหนี้กองทุนน้ำมันได้โดยไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ควรปล่อยให้ราคาน้ำมันลดลงมาให้ประชาชนได้มีโอกาสหายใจหายคอ และช่วยให้ค่าครองชีพโดยรวมลดลงก่อน ซึ่งน่าจะช่วยให้ประชาชนส่วนใหญ่สามารถดำรงชีวิตได้ดีขึ้นในสถานการณ์ช่วงนี้
ขณะที่ รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ก็ออกมาทวงคืนราคาน้ำมันที่ลดลงให้ประชาชนเช่นกัน โดยระบุว่า หลังมีรายงานว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย และมีแนวโน้มเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ
ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 73.19 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดวิกฤต
“เมื่อราคาน้ำมันดิบกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงก่อนเกิดสงคราม ผู้บริโภคย่อมคาดหวังว่า ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจะปรับลดลงตามต้นทุนที่แท้จริง ไม่ใช่ปรับลดเพียงเล็กน้อยจนไม่สะท้อนสถานการณ์ตลาดโลก”
“รสนา” เห็นว่า หากพิจารณาจากต้นทุนน้ำมันดิบที่ปรับลดลง ปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ยังมีช่องว่างให้ปรับลดลงได้อีก โดยยังคงเหลือกำไรในระดับเหมาะสมให้ผู้ประกอบการ หากมีการปรับปรุงโครงสร้างราคาน้ำมันให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากขึ้น
ทั้งนี้ ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะฯ แสดงความเห็นต่อว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปไม่ปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบ มีปัจจัยหลัก 3 ประการ ได้แก่
1. โครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นและค่าการตลาด ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นยังมีการบวกต้นทุนบางส่วนที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริง ขณะที่ในช่วงวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง ค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาคปรับตัวสูงกว่าระดับปกติอย่างมีนัยสำคัญ
“หลายประเทศมีมาตรการจัดเก็บภาษีลาภลอย หรือ Windfall Tax จากกำไรส่วนเกินของธุรกิจพลังงาน เพื่อนำรายได้กลับมาช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการลักษณะดังกล่าว”
2. การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือในการบิดเบือนราคา เนื่องจากปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถูกใช้เป็นกลไกอุดหนุนเชื้อเพลิงบางประเภท จนทำให้โครงสร้างราคาน้ำมันขาดความชัดเจน และเป็นภาระหนี้สะสมในระยะยาว จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาหยุดจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราวในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันในราคาที่ใกล้เคียงกับต้นทุนจริงมากขึ้น รวมถึงทบทวนการใช้งบกองทุนเพื่ออุดหนุนเชื้อเพลิงบางประเภทที่อาจเพิ่มภาระหนี้ให้กองทุนในอนาคต
3. การมุ่งจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันแม้ในยามวิกฤต เนื่องจากภาษีสรรพสามิตน้ำมันยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของราคาขายปลีก แต่ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังยังคงให้ความสำคัญกับการจัดเก็บรายได้ตามเป้าหมาย แม้ในช่วงที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องเผชิญภาระค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งที่ราคาน้ำมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง
จึงขอเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาหยุดจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาที่สะท้อนต้นทุนตลาดโลกมากขึ้น รวมถึงทบทวนการนำเงินกองทุนไปอุดหนุนเชื้อเพลิงบางประเภท เช่น น้ำมันดีเซล B20 เพื่อลดภาระหนี้สะสมของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
“รสนา” ระบุด้วยว่า หากยกเลิกการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันเบนซิน 95 ในอัตรา 12.27 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ในอัตรา 4.59 บาทต่อลิตร ควบคู่กับการกำกับดูแลค่าการตลาดให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2 บาทต่อลิตร จะทำให้ราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์มีโอกาสปรับลดลงมาอยู่ในระดับ 30 บาทต่อลิตรได้ทันที
สำหรับน้ำมันดีเซล B7 เสนอให้ปรับลดภาษีสรรพสามิตลงจากปัจจุบันที่ 6.92 บาทต่อลิตร เหลือประมาณ 1.92 บาทต่อลิตร หรือปรับลดลง 5 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลงจาก 38.80 บาทต่อลิตร เหลือประมาณ 33.60 บาทต่อลิตร ใกล้เคียงกับระดับราคาก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระหนี้ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
“ในช่วงที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง รัฐบาลควรพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงชั่วคราว เพื่อช่วยลดต้นทุนการขนส่งและลดผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง”
นอกจากนี้ “รสนา” ยังเสนอปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ โดยกล่าวว่า การแก้ปัญหาราคาน้ำมันไม่ควรเป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่ควรมุ่งสู่การปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อผู้บริโภค
“ที่ผ่านมา รัฐมักอ้างราคาตลาดโลกในการปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อราคาตลาดโลกปรับลดลง ผู้บริโภคก็มีสิทธิได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงเช่นกัน รัฐบาลจึงควรเร่งทบทวนกลไกต่างๆ ที่เป็นภาระต่อประชาชน เพื่อให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น”
ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะฯ ยังระบุอีกว่า หากทบทวนการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับการกำกับดูแลค่าการตลาดให้อยู่ในระดับเหมาะสม และพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับลดลงได้มากกว่าปัจจุบัน อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
ถามว่า เสียงสะท้อนเหล่านี้ ทางฝายรัฐบาลมีความเห็นสอดคล้องหรือไม่ ถ้าฟังจาก เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยืนยันชัดเจนว่า จะไม่อุ้มโรงกลั่นและธุรกิจน้ำมัน ทั้งพร้อมปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันด้วย ก็นับว่า เห็นพ้องต้องกันอยู่ไม่น้อย
โดย “เอกนัฏ” กล่าวถึงกรณีน้ำมันเข้าสู่ขาลงและโรงกลั่นน้ำมันอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนหรือขาดทุนสต็อกว่า เป็นเรื่องของโรงกลั่น เพราะตอนที่น้ำมันขาขึ้นก็เก็บกำไรไปแล้ว ตอนนี้รอบแห่งการหมุน หรือไซเคิลเป็นอีกไซเคิลหนึ่งคือน้ำมันขาลง เพราะฉะนั้นหากขาดทุนก็ต้องรับสภาพไป เพราะก็เก็บกำไรมาก่อนหน้านี้แล้ว
ส่วนที่รัฐไปบี้มาจาก 6 โรงกลั่นก่อนหน้านี้ เพื่อนำมาเป็นส่วนลดราคาน้ำมันให้กับประชาชน เป็นการบี้ค่าการกลั่นประมาณ 8,300 ล้านบาท หรือ 2,400 ล้านลิตร ตอนที่น้ำมันถูกก็ขายแพง ฉะนั้นตอนแพงก็ต้องขายถูก นี่เป็นไซเคิลเป็นสิ่งที่ต้องรับสภาพ
อย่างไรก็ดี ที่ดำเนินการตอนนี้คือใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.เป็นอำนาจชั่วคราว เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างนิ่ง และ พ.ร.ก.ไม่ได้ใช้ก็ต้องปรับโครงสร้างน้ำมันอยู่ดี อ้างอิงราคาสิงคโปร์ควรจะต้องไปบวกพรีเมียมไหม ประเด็นเหล่านี้ก็ต้องมาดู หรือในอนาคตควรจะต้องมีกลไกจัดการจำกัดค่าการกลั่นโดยอัตโนมัติหรือไม่ ไม่ให้พุ่งสูงเกินไป
“ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่เคยพบ ที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งสูงเกินน้ำดิบมาก แล้วทำให้ค่าการกลั่นพุ่งสูงผิดปกติก็มาใช้อำนาจ พ.ร.ก.เข้ามาจัดการลดค่าการกลั่นกำหนดค่าการกลั่นใหม่ แต่เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.”
“เอกนัฏ” กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ต้องการคือ ในสถานการณ์ปกติก็ควรมีกลไกแบบนี้ด้วย ก็ใช้ กบง.(คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน)ตั้งอนุกรรมการขึ้นมา ให้ทีมสุดซอย เข้ามาดู ส่วนเรื่องจับน้ำมันเถื่อนทาง DSI ก็เริ่มออกหมายเรียกแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ โอกาสที่คนไทยจะได้เห็นโครงสร้างราคาน้ำมันที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค อาจไม่ไกลเกินเอื้อม
เหนืออื่นใด ปัจจุบันในช่วงที่น้ำมันโลกกำลังลดลง หรือ อยู่ในช่วง “ขาลง” สิ่งที่คนไทยเดือดร้อนอย่างมากคือ น้ำมันของไทยเวลาขึ้น ขึ้นมากและรวดเร็ว แต่เวลาลง ลงช้าและลงน้อย รัฐบาลจะมีกลไกอะไรเข้าไปจัดการให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลางโดยเร็วหรือไม่ และน่าจับตามอง
เพราะถ้าไม่ และปล่อยให้สถานการณ์น้ำมันเข้าสู่ภาวะปกติช้าเท่าใด ข้อครหาเดิมที่ว่า รัฐบาลอุ้มนายทุนน้ำมัน ก็จะตามมาหลอกหลอนอีกไม่หยุดหย่อนแน่ ตราบใดที่คนโตในรัฐบาลบางคน ยังคงใกล้ชิดกับธุรกิจค้าน้ำมัน ระวังให้ดีก็แล้วกัน


