ดูเหมือน “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ประธาน กมธ. ศึกษาการจัดทำติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร จะกัดไม่ปล่อย โครงการ TH-AI Passport ใช้งบถึง 1,600 ล้าน
ประเด็นที่ “ไอซ์” รักชนก พุ่งเป้าโจมตีคือ โครงการ “TH-AI Passport” ใช้งบประมาณจาก “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” (กองทุน DE) ภายใต้การดูแลของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) แทนที่จะเป็นการใช้งบประมาณปกติ ที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หลีกเลี่ยงอะไรหรือไม่?
เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ ที่ว่า หากรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะดำเนินโครงการพัฒนา AI เพื่อประเทศจริงๆ ควรถอนโครงการนี้ออกจากงบประมาณกองทุนฯ แล้วนำเสนอเข้าสู่ระบบงบประมาณปกติ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถตรวจสอบได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอน ตั้งแต่เปิดให้ สส.อภิปรายวาระแรก การพิจารณาอย่างรอบคอบ ชั้นกรรมาธิการงบประมาณ ตลอดจนกลั่นกรองตัดลดงบประมาณส่วนที่ไม่เหมาะสมในชั้นอนุกรรมาธิการ ซึ่งแนวทางนี้จะมีความสง่างามต่อตัวรัฐมนตรีเอง
“ไม่มีใครคิดที่จะขวางอนาคตทางด้านเทคโนโลยี AI ของประเทศ แต่สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือ ตลอดกระบวนการของเงิน 1,600 ล้านบาทนี้ พบความผิดปกติในทุกสิ่งทุกอย่าง จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลยังจะฝืนเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปเพื่ออะไร”
ไม่เพียงเท่านั้น “ไอซ์” ขู่สำทับด้วยว่า ถ้าเปิดลงทะเบียนเมื่อไหร่ มีคนลงทะเบียนเมื่อไหร่ จะยื่นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แน่นอน
จึงนับว่าน่าสนใจ ตั้งแต่ “โครงการ TH-AI Passport” คืออะไร อะไรคือ ความไม่ชอบมาพากลร้ายแรง? ถึงขั้น “ไอซ์” ขู่ยื่นคำร้อง ป.ป.ช. เอาผิด ถ้าหากมีการดำเนินโครงการต่อไป
เริ่มจาก TH-AI Passport คือ โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย โดยสนับสนุนให้คนไทยสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI และเรียนรู้การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการศึกษา การทำงาน และการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัล
แนวคิดสำคัญคือการผลักดันให้ประชาชนจำนวนมากสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ การทำงาน และการสร้างนวัตกรรม ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะคนในวงการเทคโนโลยีเท่านั้น
ส่วนคนไทยจะได้อะไรจาก TH-AI Passport นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยมีอัตราการเข้าถึง เทคโนโลยี AI เพียง 10.7% ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ 60.9% และเวียดนาม 23.5%
โครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดีอี จะสามารถเพิ่มผู้ใช้งาน AI ได้ถึง 5 ล้านคน ผลักดันให้อัตราการเข้าถึง AI ของไทยเพิ่มขึ้นเป็นราว 23% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 16.3% โดยใช้งบเฉลี่ยเพียง 324 บาทต่อคนต่อปี หรือประมาณ 27 บาทต่อเดือนเท่านั้น
ภายใต้แนวคิด "Learn to Earn" โครงการมุ่งพัฒนาทักษะ AI ที่นำไปใช้ได้จริง ผ่านหลักสูตร Up Skill ที่ร่วมพัฒนากับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Google, Microsoft และ OpenAI เพื่อให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้
ในด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รมว.ดีอี ระบุว่า ผู้ให้บริการ AI จะไม่สามารถนำข้อมูลของผู้ใช้งานไป Gen AI ต่อได้ โดยข้อมูล User และ Prompt จะจัดเก็บบน Cloud ภายในประเทศไทย และเข้าถึงได้เฉพาะในรูปแบบที่ไม่สามารถระบุตัวตน (Anonymous) ส่วนการยืนยันตัวตน (Verify ID) มีไว้เพื่อยืนยันสิทธิใช้งานของคนไทยเท่านั้น และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้เจ้าของโมเดล AI
หากโครงการดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ผู้ได้รับสิทธิ์จะเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับมืออาชีพ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการใช้งาน พร้อมรับโอกาสพัฒนาทักษะดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับตลาดแรงงานและเศรษฐกิจยุคใหม่
ฟังดูเหมือนเป็นโครงการที่สอดรับกับการพัฒนาแรงงาน พัฒนาเศรษฐกิจ และพัฒนาประเทศในโลกยุคดิจิทัล แต่ทว่า การดำเนินโครงการ จะทำได้จริงแค่ไหน คุ้มกับการลงทุนหรือไม่ ที่สำคัญ เป็นการ “ล็อกสเปก” เพื่อให้ใครได้ประโยชน์หรือไม่ นับเป็นเรื่องที่น่าคิด และมีเสียงสะท้อนค่อนข้างมาก
โดยเฉพาะจากการเปิดรับฟังความคิดเห็น(11 มิ.ย.69) “ไอซ์ รักชนก” จับพิรุธว่า บรรยากาศในงานมีลักษณะเหมือนถูกตระเตรียมและเกณฑ์คนมาร่วมงานเพื่อฟอกขาวโครงการ ซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือ หลังจากจบงานพบว่ามีการเกณฑ์ผู้เข้าร่วมงานกลับขึ้นรถตู้ที่เหมามาด้วยกัน ซึ่งผิดวิสัยของผู้ที่สนใจเรื่องเทคโนโลยี AI ทั่วไปที่จะเหมารถตู้มาร่วมงานและกลับพร้อมกัน
เมื่อถามถึง กรณีที่เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา น.ส.รักชนก ได้ปล่อยภาพผู้บริหารบริษัท Plan B ร่วมงานวันเกิดตระกูลชิดชอบ แต่ภายหลังมีการปล่อยภาพนายปิยบุตร แสงกนกกุล และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ จากอีกฝั่งเหมือนกัน
“รักชนก” กล่าวว่า ไม่ว่าคนในพรรคจะมีความสัมพันธ์ในรูปแบบใดกับใคร สส.กว่า 100 คนของพรรคประชาชน ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกัน คือเดินหน้าทำงานตรวจสอบงบประมาณแผ่นดินอย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมา โดยไม่นำเรื่องส่วนตัวมาพิจารณา ต่อให้บุคคลนั้นจะเป็นญาติ เป็นเพื่อนสนิท เป็นเพื่อนสมัยเรียน มีความสัมพันธ์เป็นบุพการี หรือเป็นใครก็ตามแต่ แต่ถ้ามีพฤติกรรมในการใช้วิธีงบประมาณแผ่นดินไปอย่างส่อทุจริตคอร์รัปชัน หรือเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง กล้าพูดได้เลยว่าจะไม่ไว้หน้าใคร
ขณะเดียวกัน ช่วงหนึ่งของการรับฟังความคิดเห็น ยังมีบรรยากาศที่น่าสนใจ กรณี นายธีระชาติ ก่อตระกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และที่ปรึกษากรรมาธิการติดตามงบประมาณสภาผู้แทนราษฎร ตั้งคำถามว่า ยังมีข้อสังเกตหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดให้มีป้ายโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบชัดเจนว่าจำเป็นอย่างไร นอกจากนี้ เงื่อนไขยังมีลักษณะคล้ายกับอีกโครงการหนึ่งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย
“คำถามที่อยากให้ชัดๆ คือ ทั้ง 2 ท่านรู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้ได้งานหรือไม่”
“ธีระชาติ” กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การนำบริษัทที่ถูกใช้เป็นแหล่งข้อมูลในการจัดทำราคากลางเข้าร่วมประมูล อาจเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามเรื่องความเป็นธรรมได้ รวมถึงข้อสงสัยในการดำเนินโครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก ทั้งที่ ทุกวันนี้เราก็ใช้ Gemini ฟรีอยู่แล้ว บางคนก็ใช้ ChatGPT อยู่แล้ว ทำไมต้องเสียเงินเป็นพันล้านเพื่อไปจ่ายให้กับบริษัทเหล่านี้” พร้อมตั้งคำถามว่า ระบบที่ภาครัฐกำลังจัดหาแตกต่างจากบริการฟรีอย่างไร และคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้หรือไม่
“ธีระชาติ” กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ โครงการมูลค่า 1,621 ล้านบาท กำหนดให้เปิดลงทะเบียนภายใน 30 วันหลังลงนามสัญญา และเปิดบริการภายใน 90 วัน ซึ่งระยะเวลาสั้นมากสำหรับโครงการขนาดใหญ่
“ผมนึกไม่ออกว่า ถ้าเอกชนไม่ได้รู้โครงการนี้มาก่อน จะสามารถทำโครงการระดับ 1,621 ล้านบาทให้เสร็จใน 30 วันได้อย่างไร จากข้อสงสัย จึงต้องการผู้เกี่ยวข้องชี้แจงตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ได้รับงาน รวมถึงที่มาของข้อกำหนดต่างๆ ในโครงการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์
ทำให้ นายไชยชนก รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้องชี้แจงว่า ก่อนอื่น ในส่วนของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง อันนี้ต้องเป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำ
“ถ้าถามว่า ผมรู้จักเป็นการส่วนตัวหรือไม่ รู้จักครับ แต่ผมก็รู้จักหลายท่านมากในประเทศนี้ การที่ผมจะมาทำงาน ผ่านการทำงานในภาคเอกชนมาเยอะ ทำหลายเรื่องมาเยอะ แล้วจะบอกว่า ผมต้องไม่รู้จักสักคนเลยที่มาชนะการประมูลงานของกระทรวงใดๆ ก็ตาม ผมว่าคงเป็นไปไม่ได้ แต่ในกระบวนการทุกอย่าง ผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการ อันนี้ยืนยัน แล้วทุกอย่างก็เป็นสิ่งที่ทางฝ่ายราชการประจำชี้แจงไปแล้ว ก็คงตอบตรงไปตรงมาครับ”
ที่สำคัญไม่แพ้กัน รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล โพสต์เฟซบุ๊ก(12 มิ.ย.69) สาระสำคัญ ระบุว่า
ดูคลิปการรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport เมื่อวานนี้ ทางผู้ทำระบบยอมรับอย่างชัดเจนว่า ระบบนี้มีการประมวลผลในต่างประเทศ(ดูคลิปใน Link ใน comment นาที 1:49.00) กรณีนี้ขัดกับวัตถุประสงค์ของโครงการข้อ2.2 ที่จะให้มีการประมวลผลในประเทศอย่างชัดเจน
การเขียนวัตถุประสงค์ของโครงการไว้ตามนี้ เชื่อครับคนที่มีความรู้ด้านนี้ต้องเข้าใจว่า ต้องทำการประมวลผลในไทย ที่ต้องใช้ server มหาศาล และต้องเจรจากับ vendor ต่างชาติ เพื่อเอา AI Frontier Models ให้มาทำการประมวลผลในไทย ซึ่งเป็นไปได้ยากมากๆ เพราะผู้ทำระบบเองก็ยอมรับว่าในทางสากลต้องประมวลผลในต่างประเทศ สรุปแล้ว App ไม่มีการทำงานตามวัตถุประสงค์หรือไม่
นอกจากนี้ TOR ข้อ 4.2.2.1 ยังสับสน ระหว่าง Gen AI Model กับ Gen AI App เวอร์ชัน Pro/Premium ซึ่งในทางวิชาการไม่มีคำว่า Gen AI Pro/Premium มีแต่คำว่า AI frontier model ทำให้เข้าใจได้ว่า TOR หมายถึง Gen AI App เวอร์ชั่น Pro/Premium แต่ App ที่นำมาแสดง Feature ต่ำกว่า Gen AI App เวอร์ชัน Pro/Premium ที่มีขายมาก อย่างนี้เรียกว่า ทำเกิน TOR ตามที่ชี้แจงเมื่อวานนี้หรือไม่ครับ
ข้อสำคัญการที่ผู้ทำโครงการพยายามอ้างว่า ให้สิทธิผู้ใช้เข้าถึง Frontier model ต่างๆ และสัญญาว่าจะทำภาพ วิดีโอ ค้นหาเชิงลึก อะไรได้จำนวนมากสำหรับผู้ใช้แต่ละคน ผมประมวลค่า Token ต่อคนต่อเดือน ราคาประมาณ 10,000 บาท แต่ระบุว่ามาขาย 27 บาท ดูแล้วน่าจะดีเกินจริง (ดู Infographic ประมาณราคา Token ใน comment)
และถ้าจะจ่ายตามการใช้งานจริง รัฐบาลจะจ่ายเงินอย่างไร เพราะปกติการจ่ายเงินแบบนี้โดยทั่วไปจะจ่ายตามจำนวนToken ที่ใช้ไป แต่กรณีนี้คู่สัญญาเหมือนจะบอกว่าจะให้ใช้ Token ต่อคนในราคาพิเศษจาก 10,000 บาทเหลือเพียง 27 บาท หรือเราจะจ่ายแค่ตามจำนวนผู้ใช้ที่มาลงทะเบียนแม้ไม่ใช้งานอะไรเลย แต่ถ้าจะจ่ายตามค่า Token จริงที่คู่สัญญาจ่ายไป ราคาจะแพงสุด ผู้ใช้ก็ไม่น่าจะใช้งานได้ตามที่ผู้ทำโครงการพยายามจะบอกว่าผู้ใช้แต่ละคนเล่นอะไรได้บ้าง
กล่าวโดยสรุป App ที่ทำมาแล้วผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ และไม่ตรงกับข้อกำหนดบางข้อใน TOR ถือว่า เราต้องยอมรับหรือครับ ดังนั้นถ้าเราคิดว่า App มีความเหมาะสมที่จะมาใช้งานแม้ไม่เทียบเท่ากับ Gen AI App เวอร์ชัน Pro/Premium เราต้องทบทวนสัญญาให้เหมาะสม และอาจต้องปรับวัตถุประสงค์ของโครงการ ให้ตรงกับสิ่งที่ทำด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเด็นที่หลายคนเป็นห่วงที่สุด และถือว่าสำคัญ ในภาวะที่ประเทศขาดแคลนงบประมาณ ก็คือ การทุจริตคอร์รัปชันและความโปร่งใสในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ และใช้งบประมาณสูง ที่แม้ประชาชนจะมีส่วนได้ประโยชน์ก็อาจไม่คุ้มกับการลงทุนที่สูญไป
อย่าลืม งบประมาณก้อนโตเข้ากระเป๋าใครก่อน หลังเซ็นสัญญาสัมปทานไปแล้ว ส่วนประชาชนมาทีหลัง แม้จะถูกนำมาอ้างก่อนว่าเป็นผู้ได้ประโยชน์ หรือไม่จริง?


