แห่เช็กสิทธิ์ 'บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' ดรามาบนน้ำตาคนจน ลูกกตัญญไม่ได้รวย เรื่องราวสุดร้อนแรง ความจริงของสังคมไทยวันนี้
เห็นอะไรไหม? คนไทยทั้งประเทศแห่เช็กสิทธิ์ 'บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' ดรามาบนน้ำตาคนจน ลูกกตัญญไม่ได้รวย เรื่องราวสุดร้อนแรง ความจริงของสังคมไทยวันนี้
น่าสนใจอย่างยิ่ง ดรามาอย่างหนักบนโลกโซเชียล กรณี “บิดา-มารดา” ผู้สูงอายุถูกบุตรนำรายชื่อไป ลดหย่อนภาษี แล้วถูกตัดสิทธิที่จะได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างคัดกรองตามหลักเกณฑ์ใหม่ปี 2569
ที่สำคัญ หลายคนไม่รู้ทำไมตัวเองต้องถูกตัดสิทธิ ไม่รู้บุตรเอาชื่อไปลดหย่อนภาษี จนหลั่งน้ำตาอย่าง น่าเวทนาสงสาร
ทั้งนี้ สิ่งที่น่าทำความเข้าใจลำดับแรก ก็คือ การพิจารณาคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน ปี 2569 รัฐบาล มีการเพิ่มเติมหลักเกณฑ์เข้ามาใหม่ถึง 5 กลุ่มต้องห้าม เพื่อที่จะเป็นการให้สิทธิกับคนจนอย่างแท้จริง
โดยสื่อบางสำนักได้เปรียบเทียบ หลักเกณฑ์เดิมปี 2565 และหลักเกณฑ์ใหม่ ปี 2569 เอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
- สัญชาติ-อายุ หลักเกณฑ์คุณสมบัติปี 2565 และ ปี 2569 ยังคงไว้ในหลักการเดิม กำหนดให้มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
- กลุ่มต้องห้าม กลุ่มบุคคลที่ไม่มีสิทธิลงทะเบียน เดิมในปี 2565 มี 4 กลุ่ม ได้แก่ นักบวช ผู้ต้องขัง ผู้อาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์ ข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ รวมถึงผู้รับบำเหน็จ บำนาญ เบี้ยหวัด ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา
ขณะที่ ปี 2569 ได้เพิ่มอีก 5 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนและนักศึกษา ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัท ผู้มีบัญชีหุ้น ตราสารหนี้ ผู้ถือกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญที่ชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป
ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร
- รายได้ ด้านรายได้ ปี 2565 ใช้เกณฑ์รายได้เฉลี่ยของครอบครัวไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี ขณะที่ปี 2569 ปรับเป็นการพิจารณารายบุคคล โดยต้องมีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลอื่นไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
- ทรัพย์สินทางการเงิน ปี 2565 กำหนดให้ทรัพย์สินทางการเงินเฉลี่ยของครอบครัวไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน แต่ในปี 2569 เปลี่ยนเป็นการตรวจสอบรายบุคคล โดยกำหนดให้เงินฝากและสลากออมทรัพย์รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท
- อสังหาริมทรัพย์ หลักเกณฑ์ปี 2565 เกษตรกรไม่เกิน 10 ไร่ (รวมครอบครัวไม่เกิน 20 ไร่) ทั่วไปไม่เกิน 1 ไร่ (รวมครอบครัวไม่เกิน 2 ไร่)
ปี 2569 ต้องไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ห้องชุดรวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร, บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา,
กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่ และกรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่ และไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้น รถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน
- ไม่มีบัตรเครดิต สำหรับเงื่อนไขการถือครองบัตรเครดิต ปี 2565 และ ปี 2569 ยังคงเดิม คือ ผู้ลงทะเบียนต้องไม่มีบัตรเครดิต
- ภาระหนี้สินเชื่อ ถือเป็นอีกจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยปี 2565 กำหนดให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต้องไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และสินเชื่อรถยนต์ไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่ในปี 2569 ปรับมาใช้เกณฑ์วงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชีต้องไม่เกิน 100,000 บาท
จากหลักเกณฑ์ใหม่ที่ปรับเพิ่มเข้ามาดังกล่าว กรณีที่น่าโฟกัสอย่างยิ่ง คือ กลุ่มต้องห้าม ข้อที่ว่า “ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร” จนอาจทำให้คนแก่และจนจำนวนมาก ถูกตัดสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน
แล้วหากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า หลักเกณฑ์ในการนำไปลดหย่อนภาษี ในส่วนคุณสมบัติของบิดา-มารดา ระบุว่า ต้องอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และต้องมีรายได้พึงประเมินในปีภาษีที่ขอหักลดหย่อน ไม่เกิน 30,000 บาท (รายได้ในที่นี้รวมถึงเงินบำนาญ เงินปันผล และดอกเบี้ยเงินฝาก) ส่วนการพำนัก ไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ร่วมกันกับผู้มีเงินได้ (ชาวต่างชาติก็สามารถใช้สิทธิได้หากถือว่าอยู่ในความอุปการะและมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของไทย)
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มคนที่ถูกตัดสิทธิรับบัตรคนจนรอบใหม่ จึงเป็นกลุ่มคนแก่ ที่มีบุตรเป็นมนุษย์เงินเดือน ตั้งแต่ชนชั้นกลางระดับล่างไปถึงระดับกลางที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ถือว่า เป็น “คนรวย” และมีภาระมากมาย จนแม้จะดูแลพ่อแม่ได้บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับสม่ำเสมอจนไม่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเท่ากับเป็นการตัดสิทธิคนจนที่แท้จริงนั่นเอง
นี่ยังไม่รวม ภาระที่ พ่อ-แม่เหล่านี้ บางกรณีต้องดูแลหลานหลายคนที่ลูกฝากเลี้ยง แต่ลูกบางคน ไม่สามารถส่งเงินกลับมาดูแลได้ แม้อยู่ในกลุ่มลูกตัญญูที่เอาชื่อพ่อ-แม่ไปลดหย่อนภาษีก็ตาม โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง ค่าครองชีพสูง การได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงช่วยได้มาก แต่ถ้าตัดส่วนนี้ออกไป พ่อ-แม่เหล่านี้จะยิ่งเดือดร้อนมาก
จริงอยู่, มีคำอธิบายจากนักวิชาการว่า เจตนาของรัฐบาลในการดึงเกณฑ์ภาษีเข้ามาเกี่ยวโยงนั้น มองในแง่ “วินัยการคลัง” ถือว่าพยายามคัดกรอง ให้งบประมาณสวัสดิการไปถึงมือคนที่เดือดร้อนจริงๆ เพราะที่ผ่านมามีผลการศึกษาพบว่า มีคนที่ไม่มีสิทธิ์จริงๆ แอบแฝงเข้ามาเคลมสิทธิอยู่ไม่น้อย
ดังนั้น รัฐบาลจึงตั้งสมมติฐานว่า หากพ่อแม่คนไหนมีลูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แสดงว่า พ่อแม่คนนั้น “มีคนดูแลอยู่แล้ว” รัฐจึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปซัพพอร์ตอีก เพื่อนำงบประมาณไปเฉลี่ยช่วยคนอื่นที่ไม่มีใครดูแลจริงๆ
แต่ก็มีข้อสังเกตอย่างน่าสนใจด้วยว่า หากลองมาคำนวณตัวเลข ในมุมของมนุษย์เงินเดือนระดับล่าง-กลาง สมมุติว่า ลูกมีเงินเดือน 30,000 บาท (ทั้งปี 360,000 บาท) ฐานภาษีจะอยู่ที่ต่ำสุดคือ 5%
ในกรณีนำชื่อบิดา-มารดาคนใดคนหนึ่งมา ลดหย่อนภาษี (สิทธิ 30,000 บาท) จะช่วยให้ลูกประหยัดภาษีไปได้เพียง 1,500 บาทต่อปี (หรือตกเดือนละ 125 บาทเท่านั้น)
ด้านได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พ่อแม่จะได้รับวงเงินช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค และค่าเดินทาง ซึ่งรวมๆ แล้ว คิดเป็นมูลค่าหลักพันบาทต่อเดือน
ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้แทบฟันธงว่า ต่อให้ลูกรวยจนเสียภาษีฐานสูง 30-35% เมื่อคำนวณออกมาแล้ว สิทธิประโยชน์จาก “บัตรคนจน” ก็ยังคงมูลค่าสูงกว่าฝั่งลดหย่อนภาษีของลูกอยู่ดี ทำให้ชาวเน็ตหลายคนตัดพ้อว่า “ถ้ารู้อย่างนี้ จะไม่ยื่นลดหย่อนภาษี เพื่อเซฟสิทธิ์บัตรคนจนให้พ่อแม่ดีกว่า”
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ว่า “เงินเดือน 30,000 ในเมืองหลวง ไม่ได้แปลว่า “รวย” เป็นสิ่งที่รัฐบาลมองข้าม
ทั้งนี้ จากผู้เชี่ยวชาญที่แสดงทัศนะผ่านสื่อบางสำนักว่า เกณฑ์นี้อาจจะ “ตึงและปุบปับเกินไป” เนื่องจากไม่ได้มองลึกลงไปในรายละเอียดของโครงสร้างเศรษฐกิจจริง
ค่าครองชีพที่แบกรับ เงินเดือน 30,000 บาท หากต้องใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ พร้อมกับส่งเงินเลี้ยงดูพ่อแม่ที่ต่างจังหวัด ถือว่าเหนื่อยมาก การที่ลูกเซฟภาษีได้เดือนละร้อยกว่าบาท ไม่ได้แปลว่าเขามีศักยภาพมากพอที่จะตัดขาดความช่วยเหลือจากรัฐให้พ่อแม่ได้
อีกอย่าง ที่มีปัญหาอยู่ไม่น้อย และเป็นส่วนหนึ่งของดรามา พ่อ-แม่เสียน้ำตา ก็คือลูกมักกรอกชื่อพ่อแม่เพื่อลดหย่อนภาษี โดยที่พ่อแม่ไม่ทราบเรื่อง (เนื่องจากระบบไม่ได้บังคับให้ใช้ใบยินยอมร.ย.03 ในการยื่นออนไลน์) เวลาพ่อแม่ไปลงทะเบียนบัตรคนจนแล้วโดนตัดสิทธิ อาจกลายเป็นความทุกข์ใจที่ไม่รู้ทำไมถึงไม่ผ่าน และเป็นชนวนเหตุสร้างความร้าวฉานและมองหน้ากันไม่ติดในครอบครัวเมื่อมารู้ทีหลัง
ข้อเสนอสำคัญต่อเรื่องนี้ ก็คือ แม้ว่าเจตนาเดิมของรัฐจะทำเพื่ออุดรอยรั่วทางการคลัง แต่การประกาศเกณฑ์แบบปุบปับอาจสร้างความเดือดร้อนมากกว่าผลดี สิ่งที่ประชาชนต้องการในตอนนี้ไม่ใช่แค่เกณฑ์ที่ชัดเจน แต่ต้องการ “คำอธิบายและเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นกว่านี้” เช่น การกำหนดเพดานรายได้ของลูกร่วมด้วย ไม่ใช่ตัดสิทธิแบบเหมาเข่งเพียงเพราะมีการยื่นลดหย่อนภาษี
นอกจากนี้ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า “ประชาชนควรบ่นและส่งเสียงสะท้อนออกมาให้มากที่สุด” เพราะปัจจุบันภาครัฐมีระบบ Social Listening ในการรับฟังเสียงสะท้อน หากเหตุผลของประชาชนมีน้ำหนักและสะท้อนความเดือดร้อนจริง เชื่อว่า หลังปิดลงทะเบียนรอบนี้ รัฐบาลอาจจะต้องนำข้อมูลไปทบทวนและตั้งไครทีเรีย (Criteria) ใหม่ที่ละเอียดและเป็นธรรมกับ “ลูกกตัญญู” มากขึ้นกว่าเดิม
ด้านความเห็นที่น่าสนใจของฝ่ายการเมือง กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาจี้รัฐบาลให้ทบทวนหลักเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ทันที โดยชี้ว่าเงื่อนไขในปัจจุบันเกิดความย้อนแย้งและไม่เป็นธรรม เพราะกำลังลงโทษ “ลูกกตัญญู” เพียงเพราะลูกนำชื่อพ่อแม่มาใช้หักลดหย่อนภาษีจากการเลี้ยงดู ทำให้พ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์บัตรคนจนไปอย่างไม่เป็นธรรม
เช่นเดียวกับ “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก(4 มิ.ย.69) ถึงกรณีกระทรวงการคลังได้ออกหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยพ่อ แม่ ที่ลูกนำรายชื่อไปลดหย่อนภาษี 30,000 บาท จะไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า
นี่มันเกณฑ์อะไรกัน ลูกหักลดหย่อนอุปการะบุพการีได้ปีละ 30,000 บาท ให้กับพ่อแม่ที่อายุเกิน 60 ปี และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท เท่ากับว่ารัฐสนับสนุนให้ลูกส่งเงินให้พ่อแม่ใช้เดือนละไม่ถึง 3,000 แต่ถ้าเอาไปลดหย่อนเมื่อไหร่ พ่อแม่โดนตัดสิทธิ์รับบัตรสวัสดิการทันที
“ทั้งๆ ที่เกณฑ์รายได้หากจะได้บัตรสวัสดิการคือ ไม่เกิน 100,000 บาท ลูกส่งเงินมารวมกับรายได้ของพ่อแม่ยังไงก็ไม่เกิน 60,000 บาท เอาอะไรไปตัดสิทธิ์เค้า...??? กลายเป็นทำโทษลูกกตัญญู ถ้าให้ลดหย่อนอุปการะบุพการี 100,000 บาทก็ว่าไปอย่าง”
เรื่องนี้ เมื่อเสียงสะท้อนไปถึงรัฐบาล เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นการตัดสิทธิบุพการี หากบุตรมีการนําชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีค่าเลี้ยงดู ว่า ในขณะนี้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเร่งพิจารณาและทบทวนรายละเอียดดังกล่าวแล้ว
“เอกนิติ” ย้ำว่า หัวใจสําคัญของการทบทวนสิทธิครั้งนี้ คือการ “คัดกรอง” เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงมือผู้ที่เดือดร้อนและมีความจําเป็นจริง ๆ เนื่องจากเกณฑ์สิทธิเดิมไม่ได้มีการปรับปรุงมาเป็นเวลานาน และได้ประสานให้กระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่สํารวจข้อมูลเชิงลึก เพื่อค้นหาประชาชนที่กําลังลําบากแต่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิ (กลุ่มตกหล่น) ให้เข้ามาอยู่ในระบบ
“เราต้องการช่วยกลุ่มที่เดือดร้อนจริงๆ ก่อน ส่วนเงื่อนไขที่เป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่นั้น กําลังอยู่ระหว่างดูรายละเอียดให้รอบคอบ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการนําข้อมูลมาชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบความคืบหน้าอีกครั้งหนึ่ง”
ส่วนในโลกโซเชียล มีเสียงสะท้อนเกี่ยวกับเงื่อนไขใหม่ ที่ไม่เพียงปมบุตรใช้ชื่อบิดา-มารดาไปลดหย่อนภาษี แล้วถูกตัดสิทธิเท่านั้น
ประเด็นแรก กรณีดรามา “ลูกกตัญญู” ทำพ่อแม่เดือดร้อน ถูกตัดสิทธิบัตรคนจนนั้น ชาวเน็ต มองว่า ไม่แฟร์ เพราะลูกบางคนนำชื่อไปลดหย่อนภาษีแต่ไม่ได้ส่งเงินเลี้ยงดู หรือรายได้ของลูกไม่ได้มากพอที่จะจุนเจือพ่อแม่ได้จริง ทำให้คนจนตัวจริงต้องตกหล่นจากระบบ
ประเด็นที่สอง เกณฑ์วัดความจนที่ไม่สะท้อนชีวิตจริง โดยชาวเน็ตตั้งข้อสังเกตว่า เงื่อนไขการจำกัดรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี และเงินฝากไม่เกิน 100,000 บาท อาจไม่ได้สะท้อนความยากลำบากของชีวิตคนจน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีค่าครองชีพสูง จึงเรียกร้องรัฐบาลควรให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามทะเบียนบ้าน หรือใช้ฐานข้อมูลเชิงลึก (เช่น การใช้ค่าน้ำ ค่าไฟ ภาระหนี้สิน ผู้ป่วยติดเตียง) มากกว่าการดูแค่ตัวเลขเอกสารทางภาษี
ประเด็นที่สาม ผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางและนักศึกษา เงื่อนไขครอบครัวยังส่งผลกระทบไปถึงนักศึกษาหรือผู้มีรายได้น้อยในครัวเรือนเดียวกัน ที่อาจถูกนำรายได้ของคนในครอบครัวมารวมคำนวณ จนทำให้พลาดโอกาสได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ
แน่นอน, เสียงสะท้อนเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ใหม่ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน เพื่อคัดกรองให้ได้คนจนที่แท้จริง เป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง หากแต่ ฐานข้อมูลที่นำมาใช้ในการปรับปรุงก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะถ้าข้อมูลที่ได้ไม่รอบด้านเพียงพอ อาจเท่ากับเป็นการไม่ให้ความเป็นธรรมกับคนที่สมควรได้รับสิทธิที่แท้จริงด้วย อย่างกรณี “ลูกกตุญญู” ที่มีการพูดถึงกันมาก
เหนืออื่นใด มิติของคนจน และความจนในประเทศไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาข้อมูลเชิงลึกและรอบด้านมาวิเคราะห์อย่างที่หลายคนสะท้อน และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการทบทวนเงื่อนไขที่มีข้อบ่งชี้ว่า ผิดพลาดมากที่สุด อย่างกรณีลูกกตัญญู เพราะไม่เช่นนั้น ตัวเลขคนแก่จำนวนมาก ที่ถูกตัดสิทธิ ก็คือคนจนในกลุ่มนี้นั่นเอง
ที่สำคัญ รัฐบาลไม่ควรเอาตัวเลขคัดกรองออกได้มากมาเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ หากแต่ต้องเอาตัวเลขเข้าถึงคนจน ได้มากที่สุด มาชี้วัดให้ความความสำเร็จดีกว่า ส่วนจะมากหรือน้อย ก็คือความจริง หรือว่าไม่จริง?

