วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

รถพุ่มพวง 'ไทยช่วยไทย' ข้อเสนอแนะที่น่ารับฟัง

รถพุ่มพวง 'ไทยช่วยไทย' ข้อเสนอแนะที่น่ารับฟัง

คนไทย โดยเฉพาะในชนบทห่างไกล คงไม่มีใครไม่รู้จัก “รถพุ่มพวง” โดยเฉพาะในยุคที่พ่อค้ารายย่อยเป็นอาชีพหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูง และมีการแข่งขันสูง

ดังนั้นถ้าจะให้ประทับใจลูกค้า ซื้อง่ายขายคล่อง ตรงกลุ่มเป้าหมาย ก็ต้องเสิร์ฟให้ถึงหน้าบ้านกันเลยทีเดียว และดูเหมือน “รถพุ่มพวง” นี่เอง เป็นคำตอบได้ดีที่สุด

รถพุ่มพวง มีหลายแบบแล้วแต่ฐานะของพ่อค้าแต่ละราย ตั้งแต่รถจักรยานยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ รถสามล้อ หรือ มอเตอร์ไซค์พ่วง ไปจนถึงรถกระบะ ซึ่งลักษณะทั่วไปจะมีการดัดแปลงโครงสร้างรถสามารถผูกมัดห้อยแขวนสินค้า นานาชนิด จนดูเยอะแยะเป็นพุ่มเป็นพวงเต็มรถ ลักษณะนี้เอง ทำให้เรียกกันว่า “รถพุ่มพวง”

ทำไมถึงต้องอธิบายเกี่ยวกับรถพุ่มพวง คำตอบก็เพราะเวลานี้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล โดย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ใช้รถพุ่มพวงในการสร้างเครือข่ายกระจายสินค้าราคาถูกตามนโยบายบรรเทาความเดือดร้อนค่าครองชีพ “ไทยช่วยไทย” ไปสู่ประชาชนที่อยู่ห่างไกลห้างร้านค้าที่ขึ้นทะเบียน “ธงฟ้า” ขายสินค้าราคาถูกของรัฐบาล ให้ทั่วถึงมากขึ้น    

จากที่คิกออฟไปเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในนามโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน”

สรุปได้ว่า กระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าของโครงการ บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยมี กรมการค้าภายใน เป็นผู้บริหารโครงการ มีหน้าที่ทั้งประสานผู้ผลิต กำหนดรายการสินค้า และราคาสินค้า กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง สนับสนุนการคัดเลือก และประสานรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชนในพื้นที่ ส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนเครือข่ายจุดจำหน่าย และจุดกระจายสินค้า

โครงการนี้ ถูกกำหนดให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในเวลา 3 เดือน เพื่อสอดรับกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาลในช่วงเดียวกัน

สำหรับสินค้าในโครงการ ที่ต้องการให้นำไปจำหน่ายถึงมือประชาชนมากที่สุด เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน 14 รายการ ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนได้โดยตรง

ทั้งนี้ จุดจำหน่ายสินค้า เบื้องต้นจะมีรถพุ่มพวงทั่วประเทศ รวม 3,800 คัน ไปรษณีย์จังหวัดและไปรษณีย์อำเภอ รวม 946 จุด และร้านค้าชุมชน 129 ร้าน ซึ่งจะเป็นเครือข่ายนำสินค้าราคาพิเศษไปถึงมือประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน และพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงห้างค้าปลีกหรือแหล่งจำหน่ายขนาดใหญ่ได้ไม่สะดวก

ที่สำคัญ เพื่อให้รถพุ่มพวงสามารถเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง โครงการยังสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท.

สำหรับ รถพุ่มพวงที่ผ่านการคัดเลือก แบ่งตามขนาดรถพุ่มพวง ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อ ได้รับการสนับสนุน 375 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,500 บาทต่อเดือน และรถกระบะ ได้รับการสนับสนุน 750 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน

เมื่อมีการนำสินค้าไปจำหน่ายต่อตามขั้นต่ำที่กำหนด เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินรถ และสนับสนุนรถพุ่มพวงให้นำสินค้าราคาพิเศษออกจำหน่ายในพื้นที่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้รับการสนับสนุนชุดสินค้าเริ่มต้น หรือ Starter Kit เพื่อทดลองตลาด และช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มจำหน่ายสินค้า โดยรถกระบะจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 64 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,800 บาท รถสามล้อได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 37 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,000 บาท

รถพุ่มพวง 'ไทยช่วยไทย' ข้อเสนอแนะที่น่ารับฟัง

รถจักรยานยนต์ได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 8 รายการ 22 ชิ้น มูลค่าประมาณ 450 บาท โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กำหนด และมีป้ายแสดงราคาจำหน่ายตามโครงการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าจะได้รับสินค้าราคาพิเศษตามเจตนารมณ์ของโครงการ

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลค่อนข้างมั่นใจว่า โครงการนี้จะมีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

แต่ถ้าฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ และนักวิชาการดูเหมือนยังมีช่องว่างและอาจก่อให้เกิดปัญหาอยู่เช่นกัน  

เริ่มจากผู้ประกอบการรถพุ่มพวง ที่สื่อบางสำนักสัมภาษณ์เอาไว้  

อย่าง นายณัฐพงษ์ อายุ 35 ปี พ่อค้ารถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ใน อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา เห็นว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี ส่วนตนซื้อสินค้าตามตลาดทั่วไปมาขาย ซึ่งราคาสินค้าจะขึ้นหรือลงตามกลไกตลาด และสินค้าที่ตนนำมาขายจะเป็นของกินทั้งสด และปรุงสุกแล้ว ไม่ได้ขายสินค้าในโครงการฯ

อย่างเช่น น้ำมัน น้ำปลา ซอส เครื่องปรุง บะหมี่ ผงซักฟอก แชมพู หรืออื่นๆ เหมือนกับรถยนต์พุ่มพวง เพราะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างมีขนาดเล็กกว่า ตนจึงยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือแบบระยะยาว ไม่ใช่ช่วยเหลือระยะสั้น

ขณะที่ นางชนิภา อายุ 51ปี แม่ค้าขายไส้กรอกย่าง กล่าวว่า ไม่อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือแค่รถพุ่มพวงอย่างเดียว อยากให้ช่วยเหลืออาชีพขายของอย่างอื่นด้วย เพราะทำมาค้าขายเหมือนกัน แต่ละวันตนเร่ขายไส้กรอกอีสานย่าง และไข่ย่าง

โดยขับรถจักรยานยนต์พ่วง เดินทางไปกลับวันละ 30 กว่ากิโลเมตร ต้องจ่ายค่าน้ำมันไม่ต่ำกว่าวันละ 70 บาท ขายของก็ได้กำไรเล็กน้อย เพราะต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาแพงมาก น้ำมันก็แพง ซึ่งโครงการดีๆแบบนี้ รัฐบาลควรจะช่วยเหลือให้ทั่วถึงทุกอาชีพ

ขณะเดียวกัน ในมุมของนักวิชาการที่คร่ำหวอดอยู่กับนโยบายทางการเมือง อย่าง เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่เขียนคอลัมน์ในสื่อบางสำนัก (21 เม.ย.69) ในช่วงที่รัฐบาล “อนุทิน” ประกาศริเริ่มโครงการพอดี ถือว่ามีข้อคิดและข้อเสนอแนะที่น่ารับฟังอย่างยิ่ง  

“เจิมศักดิ์” ชี้ประเด็นว่า นโยบายการนำ “รถพุ่มพวง” เข้าสู่ระบบร้านธงฟ้าเพื่อกระจายสินค้าราคาถูก ถือเป็นกลไกที่รัฐบาลเลือกใช้เพื่อบรรเทาปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ผ่านเลนส์ของโครงสร้างเศรษฐกิจ นโยบายนี้เปรียบเสมือนการใช้เครื่องมือทางนโยบายที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กลายเป็นการสร้างภาระงบประมาณที่ไม่ยั่งยืนหรือบิดเบือนกลไกตลาดในระยะยาว

1. นโยบายชั่วคราว : เมื่อตลาดปกติไม่ทำงาน

ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสินค้าสูง “ระบบตลาดปกติ” อาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงกว่าปกติเนื่องจากต้นทุนการขนส่งและระบบพ่อค้าคนกลางไม่แข่งขัน ในบริบทนี้ การมีร้านธงฟ้าและรถพุ่มพวงธงฟ้าในฐานะ “โครงข่ายความปลอดภัยทางเศรษฐกิจ” (Economic Safety Net) จึงมีความเหมาะสมในระยะสั้น เพื่อ :

• บรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วน : ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนรายได้น้อย
• สร้างทางเลือกให้ผู้บริโภค : เป็นเครื่องมือป้องปราม (Deterrent) ไม่ให้ผู้ค้าในพื้นที่ฉวยโอกาสตั้งราคาสูงเกินควรแต่ทั้งนี้ต้องระมัดระวังไม่ใช่ทำเปรอะไปหมดทุกพื้นที่

2. กับดักของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของนโยบายนี้คือ การติดกับดัก“ประชานิยมที่ไม่ได้สร้างความยั่งยืน” หากรัฐเพียงแค่นำเงินภาษีไปอุดหนุนส่วนต่างราคา (Subsidy)หรือเจรจาขอให้ผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ลดราคาพิเศษให้ชั่วคราว เพื่อหวังผลทางการเมืองหรือคะแนนนิยมโดยไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ นโยบายนี้จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี :

• ภาระงบประมาณ : การใช้เงินภาษีของประชาชนอุดหนุนสินค้าร้านธงฟ้าและผ่านรถ 3,800 คันทั่วประเทศหากทำระยะยาวถาวรจะเป็นงบประมาณมาก ซึ่งควรจะถูกนำไปใช้ในส่วนที่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้มากกว่า

• ความเสี่ยงต่อกลไกตลาด : การอุดหนุนที่ยาวนานเกินไปจะทำลายผู้ประกอบการรายย่อยอื่นที่ไม่ได้อยู่ในโครงการ ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

3. การปฏิรูปโครงสร้างตลาด : จาก “ผู้รับ” สู่ “ผู้ผลิต”

เพื่อให้เกิดความยั่งยืน รัฐบาลต้องเปลี่ยนผ่านจากการเป็น “ผู้แจกส่วนลด” ไปสู่การเป็น “ผู้เชื่อมโยงตลาด” (Market Facilitator) ดังนี้ :

• เชื่อมโยงเกษตรกรกับรถพุ่มพวง : รัฐควรเปลี่ยนบทบาทรถพุ่มพวงให้เป็น “หน่วยขนส่งและกระจายสินค้าชุมชน” ที่เชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนในท้องถิ่นสู่ผู้บริโภคโดยตรง ในเขตที่มีการผูกขาดโดยพ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะช่วยตัดวงจรพ่อค้าคนกลางที่กินส่วนต่างมากเกินไป

• สร้างตลาดกลางระดับชุมชน : ส่งเสริมให้มีการจัดพื้นที่ให้เกษตรกรรายย่อยนำผลผลิตมาขายในราคาที่เป็นธรรม โดยรัฐเข้าช่วยดูแลเรื่องระบบโลจิสติกส์และมาตรฐานสินค้า แทนที่จะเน้นการขนสินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรมในเมืองไปขายเพียงอย่างเดียว

แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้ตลาดกลางเพื่อเกษตรกรกลายเป็นตลาด “อ.ต.ก.” ที่อยู่ติดสวนจตุจักรที่มีพ่อค้าแม่ค้าผูกขาดแผงขายของ และขายทั้งแผงและสินค้าในราคาสูง

• แก้ไขปัญหาการผูกขาด : หากราคาที่สูงเกิดจากการผูกขาดของห่วงโซ่การค้าในบางพื้นที่ รัฐต้องใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเข้ากำกับดูแล ไม่ใช่ใช้เงินภาษีไปอุดหนุนเพื่อกลบเกลื่อนปัญหาการผูกขาดนั้น...

เหนืออื่นใด สิ่งที่รัฐบาลจะต้องตระหนักก็คือ ทุกโครงการมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การมองแต่ผลดีเลิศเพียงอย่างเดียว จะเท่ากับหมักหมมกลบปัญหาที่มีอยู่ขณะดำเนินโครงการ เพราะฉะนั้น การติดตามวิเคราะห์ปัญหาในโครงการ การสรุปบทเรียนและการแก้ปัญหา จึงจำเป็นอย่างสูง ที่สำคัญเสียงสะท้อนที่เป็นประโยชน์ก็ต้องรับฟังด้วย