ดูเหมือนอุปสรรคใหญ่ที่ต้องผ่านด่านให้ได้ของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่รัฐบาล “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังผลักดันอย่างสุดลิ่ม หลังจากชัดเจนว่า ต้องพึ่งเงินกู้จากพ.ร.ก.กู้เงินล็อตแรก 2 แสนล้านบาท เป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก “ศาลรัฐธรรมนูญ”
ก่อนอื่นที่ต้องทำความเข้าใจ ก็คือ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นมาอย่างไร เหตุใดรัฐบาลจึงคาดหวังสูงกับโครงการนี้ เห็นได้จากกระแสโฆษณาประชาสัมพันธ์
แท้จริงแล้ว “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” ก็คือ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เดิมสมัย “อนุทิน1” ที่ปรับเปลี่ยนแปลงร่าง ใหม่ ในการช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้ง ประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อมีคำอธิบายว่า เพื่อให้การช่วยเหลือรวมหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะกลุ่มคน “ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือบัตรคนจน ที่จะสามารถใช้วงเงินช่วยเหลือร่วมกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ด้วย
อีกทั้ง รัฐบาลต้องการให้เม็ดเงินหมุนเวียนกระจายลงสู่ร้านค้าชุมชน ร้านธงฟ้า ร้านอาหาร และผู้ประกอบการรายย่อยได้กว้างขึ้น จึงกลายเป็นที่มาของชื่อใหม่ “ไทยช่วยไทยพลัส” ภายใต้แนวคิด “ช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ”
สำหรับวิธีใช้สิทธิ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% โดยใช้จ่ายได้วันละ100 บาท หากใช้ไม่หมด สามารถทบไปใช้วันถัดไปได้ภายในเดือนเดียวกัน
ส่วนร้านค้าที่ร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” นอกจากร้านค้าทั่วไปแล้ว ยังเชื่อมกับร้านธงฟ้า และร้านค้าชุมชนมากขึ้น เพื่อรองรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
และการใช้จ่าย ยังคงใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เป็นหลัก โดยรัฐบาลช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ 60% ส่วนประชาชนจ่ายเองอีก 40% ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มสัดส่วนการช่วยเหลือจากโครงการคนละครึ่งเดิม หรือ พูดง่ายๆว่า ในการใช้จ่าย 100 บาท รัฐออกให้ 60 บาท ประชาชน ออก 40 บาทนั่นเอง
ประเด็นที่น่าสนใจ ต้องยอมรับว่า โครงการในลักษณะนี้ เคยประสบความสำเร็จในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงวิกฤต มาตั้งแต่สมัยรัฐบาล “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากผลกระทบของโรคระบาด โควิด 19 วัดจากมีโครงการอย่างต่อเนื่องถึง 5 เฟส ใช้งบประมาณนับ 230,000 ล้านบาท
กระทั่ง รัฐบาล “อนุทิน 1” หลังจาก อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างมีเงื่อนไข “ยุบสภา” ก็ได้ปัดฝุ่น “มรดก” รัฐบาลลุงตู่ชิ้นนี้ มากระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบ และมีเสียงตอบรับค่อนข้างดี แต่ต้องหยุดโครงการจากการยุบสภาของ “อนุทิน”
ความจริง ถ้าบอกว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นโครงการสานต่อ โครงการค้างคามาจากรัฐบาลอนุทิน 1 ก็คงไม่ผิด เพราะ “อนุทิน” เคยหาเสียงเอาไว้เช่นกัน ว่าถ้าได้เป็นรัฐบาล จะผลักดันโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ทำให้ประชาชนอยู่ในอารมณ์ค้าง
แล้วสัญญาก็มาเร็วเกินคาด ยังไม่ทันรัฐบาล “อนุทิน 2” จะได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก็ต้องเผชิญปัญหาวิกฤต ราคาน้ำมันแพง และที่สำคัญมีแนวโน้มวิกฤตพลังงานตามมา เนื่องจากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งแน่นอนต้องมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นลูกโซ่
ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อน และกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะเดียวกัน โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือ “คนละครึ่งพลัส” แปลงโฉมใหม่ จึงถูกผลักดันอย่างมีเป้าหมาย และนัยยะทางการเมือง
เพราะอย่าลืม ก่อนหน้านี้รัฐบาลอนุทิน 2 ถูกโจมตีอย่างหนัก จนคะแนนความเชื่อมั่นลดวูบ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าอุ้มนายทุนน้ำมัน ซึ่ง มีแกนนำพรรคบางคน ครอบครัวมีหุ้นจำนวนมากในธุรกิจค้าน้ำมันระดับประเทศ ทั้งยังถูกมอบหมายให้รับผิดชอบแก้ปัญหาน้ำมันด้วย
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเฉื่อยชาต่อการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำมันก่อนขึ้นราคา เฉื่อยชาต่อการแก้ปัญหากักตุนน้ำมัน จนประชาชนเดือดร้อน ต้องต่อแถวซื้อน้ำมันตั้งแต่เช้ามืด ทั้งที่รู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า สงครามดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อปัญหาน้ำมัน ขณะเดียวกันค่อนข้างเมินเฉยต่ออารมณ์ความรู้สึกของประชาชน และมีบางคำพูดที่ว่า “ประชาชนกักตุนน้ำมัน” ถูกนำไปขยายผลจุดกระแสอย่างหนัก
นี่ก็อีกเหตุผล ทำให้รัฐบาลอนุทินในเวลานี้ จำเป็นต้องหามาตรการและโครงการ “ประชานิยม” เพื่อฟื้นคะแนนนิยมและความเชื่อมั่นกลับคืนมา และ ไทยช่วยไทยพลัส นี้เองที่ตอบโจทย์ดีที่สุด เพราะยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งแก้ปัญหาประชาชน และแก้ปัญหาการเมือง
แต่ถึงกระนั้น ก็ใช่ว่า โครงการนี้จะราบรื่นเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ เนื่องจากรัฐบาลมีปัญหาด้านงบประมาณ จึงจำเป็นพึ่งเงินกู้ นี่คือที่มาของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งอยู่ในอำนาจของรัฐบาล แต่ต้องนำเข้าสู่สภาอีกที เพื่อใช้จ่ายในโครงการนั่นเอง โดยล็อตแรก ของเงินกู้จะนำมาใช้ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 2 แสนล้านบาท และล็อตที่สอง 2 แสนล้าน จะนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด
พอโครงการนี้ไปผูกพันกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ซึ่งไม่ใช่การโยกย้ายงบประมาณประจำที่ไม่จำเป็นมาใช้อย่างที่รัฐบาลเคยบอกไว้ ปัญหาใหญ่ก็ตามมาทันควัน เพราะพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในสภาวะที่ปัญหาหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดานการกู้ได้ คือ เหยื่ออันโอชะของฝ่ายค้าน ที่จ้องอยู่แล้ว ยิ่งมีช่องให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ด้วย
ที่สำคัญ มีรายงานข่าวว่า ขณะที่รัฐบาลกำลังรอ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก่อนมีผลบังคับใช้ ด้านฝ่ายค้าน นำโดย พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ก็กำลังอยู่ระหว่างยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่เช่นกัน
ส่วนความคืบหน้าของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีรายงานข่าวว่า ล่าสุด (8 พ.ค.69) คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ(คนน.) เห็นชอบว่า การกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินควรแบ่งเป็น 2 ครั้ง ครั้งละ 2 แสนล้านบาท โดย 2 แสนล้านบาทแรกที่จะให้ ครม.เห็นชอบ จะนำไปใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่จะให้ครม.เห็นชอบวันที่ 19 พฤษภาคม มีจำนวน 30 ล้านสิทธิ แจกเงินคนละ 4,000 บาท เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน เพิ่มวงเงินจาก 300 บาท อีก 700 บาท เป็น 1,000 บาท โดยจะเริ่มให้ลงทะเบียนในวันที่ 25 พฤษภาคม และเริ่มใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน
ในส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน 2 เดือนแรก จะให้สิทธิกับผู้ได้รับสิทธิเดิม 13.2 ล้านคนก่อน โดยเพิ่มวงเงินเพื่อซื้ออุปโภคบริโภคจาก 300 บาทต่อเดือน เป็น 1,000 บาทต่อเดือน และหลังประมวลผลการลงทะเบียนรอบใหม่ ซึ่งอาจมีคนหลุดจากเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามเกณฑ์เดิม คือรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี ก็จะให้ใช้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัสแทน
ด้านฝ่ายค้านที่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็น่ารับฟังอยู่ไม่น้อย
โดยกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ย้ำ 3 ประเด็นสำคัญว่า
1. ไม่เข้าเงื่อนไข “เพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ” และ “เร่งด่วน-หลีกเลี่ยงไม่ได้”
“กรณ์” ยกรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ระบุชัดว่า การออก พ.ร.ก. จะกระทำได้ เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น และต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนจริงๆ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ปัจจุบัน GDP ของเรายังเติบโต การจัดเก็บภาษีเข้าเป้า และความน่าเชื่อถือทางการคลังยังอยู่ในระดับมั่นคง ไม่เหมือนช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤตโควิด ที่ GDP ติดลบอย่างหนักจนต้องกู้มาประคองประเทศ
2. มีทางเลือกอื่นที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้
หากรัฐบาลจริงใจจะลดภาระประชาชน สามารถ “ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน” และ “ปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน” ได้ทันที ซึ่งจะเป็นการแก้ต้นตอของปัญหาค่าครองชีพโดยไม่ต้องรอแก้ที่ปลายทางด้วยการออก พ.ร.ก. เงินกู้
3. ส่วนแหล่งเงินนั้น รัฐบาลควรจริงจังกับการทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณปี 69 ที่ทำได้ตามกฎหมายปกติ เดิมทีรัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่ไม่จริงจังเพียงพอในการระงับการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น จนล่าสุดจะโอนได้เพียง 20,000 ล้านบาท นอกจากนั้น รัฐบาลไม่แก้ไขรายการในงบประมาณปี 2570 ให้ตรงกับสถานการณ์ เพื่อรองรับโครงการปรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แทนการกู้เงิน...
ด้าน ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายขณะตั้งกระทู้ถามนายกฯถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท(7 พ.ค.69) ว่ารัฐบาลกำลังใช้การเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันเพื่อสอดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วน ซึ่งสุ่มเสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172
“รัฐบาลกู้สุดแรงเกิด ยัดไส้โครงการไม่เร่งด่วน ทั้งที่ควรนำไปใส่ในงบประมาณปี 2570 เพื่อให้สภาตรวจสอบได้ การทำแบบนี้คือการตีเช็คเปล่าให้ประชาชนใช้หนี้ แถมยังแจกแบบสุ่มไม่รู้ใครเดือดร้อนจริงหรือไม่ หากยื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้วมีปัญหา รัฐบาลต้องรับผิดชอบ อย่าเอาความลำบากชาวบ้านมาบังหน้า”
เหนืออื่นใด ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้วินิจฉัยหรือไม่ หรือ ส่งผลกระทบต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส อย่างไร เสียงสะท้อนของคนไทย จะแบ่งเป็นสองกระแสอยู่ดี คือ กระแสคัดค้าน ห่วงใยเรื่องวินัยการเงินการคลัง และหนี้สาธารณะที่ตกกับประชาชนในระยะยาว
โดยเฉพาะในกลุ่มคนมีอันจะกินไม่เดือดร้อน กับอีกกระแส ที่สนับสนุนเพราะเงินเยียวยาในภาวะเดือดร้อนที่เป็นอยู่ อย่างน้อยก็ประคองชีวิตให้พออยู่รอดไปได้ ดิ้นรนอย่างยากลำบากก็ยังพอสู้ไหว ซึ่งคนกลุ่มนี้น่าจะเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ ตั้งแต่ระดับล่างสุดขึ้นมาถึงชนชั้นกลางที่ไม่มีฐานะมั่นคง
คำถามก็คือ รัฐบาลมีทางออกอื่นที่จะหางบประมาณมาดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือไม่ หากศาลรัฐธรรมนูญรับไว้วินิจฉัย หรือพ.ร.ก.กู้เงินขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่กำลังรอความช่วยเหลือ?
และสำคัญไม่แพ้กัน รัฐบาลอ้าง “การเยียวยาประชาชน” ที่กำลังเดือดร้อนเป็นตัวประกัน เพื่อสอดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วน จริงหรือไม่? ที่ต้องให้ความ “ชอบธรรม” กับการคัดค้านด้วย

