วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม 2569

Login
Login

สยบดราม่าถล่ม 'ศุภจี' งานนี้มีแต่คนหงายท้อง

สยบดราม่าถล่ม 'ศุภจี' งานนี้มีแต่คนหงายท้อง

“นักรบย่อมมีบาดแผล” คำนี้ถือว่าใช้ได้กับ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำลังถูกดรามาถล่มอย่างหนัก กรณีมีคลิปวีดีโอสนับสนุน อินฟลูเอนเซอร์ดัง “พิมรี่พาย” ในการไลฟ์สดขายทุเรียนลูกละ 100 บาท

พลันคลิปนี้เผยแพร่ออกไป ไม่เพียงมีคนเข้ามาดูอย่างล้นหลาม ก่อกระแสวิจารณ์ในโลกโซเชียลอย่างร้อนแรง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะบางคนมองว่าเป็นการสนับสนุนการตัดราคาขายทุเรียนของเกษตรกรหรือไม่ เพราะปัจจุบัน ทุเรียน “เกรดดี” หรือ “คุณภาพดี” มีราคาสูงกว่าที่อินฟลูเอนเซอร์สาวประกาศขายอย่างมาก

ที่สำคัญหลายคนเห็นว่า การสนับสนุนเรื่องนี้ของ “ศุภจี” ในฐานะรองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดและง่ายเกินไปหรือไม่ แทนที่จะไปจัดการในสิ่งที่เอื้อให้การส่งออกดีขึ้น หรือใช้วิธีแก้ปัญหาให้ราคาทุเรียนสูงขึ้น ถ้าต้องการช่วยเกษตรกรชาวสวนอย่างแท้จริง

ไม่เพียงเท่านั้น คนที่ออกตัวแรงที่สุด ยังเป็นนักการเมืองฝ่ายตัวเอง อย่าง คริส โปตระนันท์ สส.บัญชีรายชื่อ ประธานพรรคเศรษฐกิจ นำทีมแถลงถึงกรณีศุภจี รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ปรากฏตัวอยู่ในคลิปของ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ก่อนที่จะมีการไลฟ์สดขายทุเรียน ว่า

สิ่งที่นางศุภจี ทำ อาจไม่แก้ไขเรื่องที่เป็นหัวใจโครงสร้างปัญหาทุเรียนในปัจจุบัน จนตอนนี้สังคมโซเชียลได้ถล่ม รมว.พาณิชย์ จำนวนมาก จึงเรียกร้องให้นางศุภจี ลาออกจากตำแหน่ง

“คริส” เห็นว่า การแก้ปัญหาที่ยังยืนคือ การจัดการใบอนุญาตทั้งหมด 5 หน่วยงาน 14 ใบตรวจ ซึ่งประชาชนคนใดที่ต้องการจะส่งออกทุเรียน ต้องไปเรียนเพิ่มอีก 2 หลักสูตร ที่เท่ากับว่าราชการเป็นหน่วยงานที่ปิดกั้นการส่งทุเรียนออกนอกประเทศ

“หากท่านรัฐมนตรีไม่จัดการใบอนุญาต 14 ใบนี้ ทุเรียนกว่า 30% ที่กำลังจะออกมา หายนะจะรออยู่ เพราะการส่งออกทุเรียนไทยมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ถ้าวันนี้ยังไม่เร่งจัดการใบอนุญาต ผมว่าท่านรัฐมนตรีอยู่ไม่ได้ หากรัฐมนตรีอยากทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากไปกว่าไลฟ์สดขายของ ก็ควรแก้ปัญหานี้ โดยเฉพาะใบอนุญาตที่อยู่ในกระทรวงพาณิชย์ หากจัดการได้ก็จะพูดกับประชาชนได้ว่าช่วยลดอุปสรรคให้ชาวสวนที่ต้องการส่งออกทุเรียนแล้ว และนี่จะเป็นโอกาสที่รัฐมนตรีจะเก็บเก้าอี้ของตัวเองไว้ได้”

จากกรณีเดียวกัน น่าสนใจความเห็นของ สมทบ ศรีคงรักษ์ อุปนายกสมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทย ระบุว่า ปัจจุบันราคาส่งออกทุเรียนเกรด A อยู่ที่ประมาณ 150 บาท/กก. โดยราคาอาจแปรผันบวกลบได้ 10 บาท ขึ้นอยู่กับล้งที่รับซื้อ ทุเรียนแต่ละลูกน้ำหนักประมาณ 3 กก. หมายความว่าต่อลูกจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 450 บาท

“ราคาที่กำลังส่งออกมีตั้งแต่ 140 ถึง 160 บาทต่อกิโลกรัม แล้วแต่ล้งรับซื้อ เกรด A ที่ส่งออกอยู่ตอนนี้ครับ แล้วก็ตัวเกรดที่ถูกที่สุดที่ส่งออกตอนนี้คือเกรด D ครับ ตอนนี้ราคาขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาทแล้ว ลูกหนึ่งเริ่มที่ประมาณ 1.2 กิโลกรัมขึ้นไป แสดงว่า 1 ลูกเกรด D อยู่ที่ราคา 90-100 บาทแล้ว”(จากบีบีซีไทย/28 เม.ย.69)

อย่างไรก็ตาม กรนิจ โนนจุ้ย รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการจะขายทุเรียนของพิมรี่พายนั้น พบว่าเป็น “ความตั้งใจในการจัดโปรโมชันพิเศษส่งเสริมการบริโภคทุเรียนภายในประเทศ และช่วยกระจายผลผลิตเกรดรองสู่ผู้บริโภค” โดยทุเรียนที่จะจำหน่ายเป็นทุเรียนเกรดขายในประเทศที่ “ค่อนข้างสุก คุณภาพดี แต่ทรงอาจจะไม่สวย” ซึ่งราคาต่อกิโลกรัมจะต่ำกว่าทุเรียนส่งออกเกรด D แต่จะมีการขายทุเรียนเกรดอื่นๆ รวมถึงเกรดพรีเมี่ยมร่วมด้วย

ขณะเดียวกัน ในมุมมองของนักวิเคราะห์และนักวิชาการด้านการตลาด กลับมองอีกมุม

โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลในยุทธศาสตร์สังคม โพสต์เฟซบุ๊ก(30 เม.ย.69) สาระสำคัญระบุว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีกระแสไหนจะร้อนแรงไปกว่าดรามา “ทุเรียนลูกละ 100 บาท” จากแคมเปญกระตุ้นยอดขายผ่าน Live Commerce ในยุคคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์

ในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลในยุทธศาสตร์สังคม ผมอยากชวนทุกท่านถอยออกมาก้าวหนึ่ง เพื่อมองภาพนี้ให้ลึกกว่าแค่ตัวเลขราคาบนหน้าจอครับ

“ณัฏฐ์” อธิบายว่า มองผ่านเลนส์นักการตลาด: ทุเรียน 100 บาท คือ “กลยุทธ์” ไม่ใช่ “ราคาตลาด”

ในมุมมองนักการตลาดของผม “ทุเรียนลูกละร้อย” หากใครติดตามการไลฟ์สดของอินฟลูเอนเซอร์ระดับประเทศอย่าง “พิมรี่พาย” มาอย่างต่อเนื่อง จะเข้าใจได้ทันทีว่า นี่คือ กลยุทธ์การตลาด ที่เรียกว่า Loss Leader (ขาดทุนเพื่อกำไร) ครับ

ขาดทุนเพื่อกำไร: เทคนิคของพิมรี่พายชัดเจนมาเสมอ คือการนำสินค้าแม่เหล็กมาขาย “ต่ำกว่าทุน” เพื่อสร้าง Traffic หรือดึงคนเข้าชมไลฟ์หลักแสนหลักล้านคน

กลยุทธ์ขายพ่วง (Cross-selling): เมื่อคนเข้ามาแล้ว เธอไม่ได้ขายแค่ทุเรียนร้อยเดียว แต่เธอสามารถขายสินค้าอื่นๆ ในตะกร้าได้อีกมากมาย ซึ่งนี่คือเทคนิคเฉพาะตัวของเธอที่ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด

“ณัฏฐ์” ชี้ประเด็นว่า ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน: ปัญหาในยุทธศาสตร์สังคมครั้งนี้คือ เมื่อภาพของ “รัฐมนตรี” ไปปรากฏอยู่ในบริบทของการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านช่องทางนี้ สังคมบางส่วนจึงเข้าใจผิดว่า “นี่คือราคามาตรฐานที่รัฐประกาศ” ทั้งที่ความเป็นจริง มันคือ “โปรโมชันส่งเสริมการขาย” เท่านั้นเองครับ

“ณัฏฐ์” ชี้ประเด็นต่อว่า ส่องยุทธศาสตร์ใหญ่: 4 เสาหลักรับมือทุเรียน 2 ล้านตัน

สิ่งที่ผมอยากให้สังคมให้ความสำคัญมากกว่าดราม่า คือสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีศุภจี กำลังขยับยุทธศาสตร์เพื่อรับมือผลผลิตทุเรียนปี 2569 ที่พุ่งสูงถึง 2.07 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 33%) ซึ่งเป็นโจทย์ที่หินมากครับ ท่านไม่ได้มีแค่ไลฟ์สด แต่กำลังทำสิ่งที่ยั่งยืนกว่านั้น:

MOU กับ TikTok : นี่คือการเปลี่ยนสนามรบจากตลาดสดสู่ Digital Marketplace เชื่อมโยงระบบ Live Commerce เข้ากับสวนโดยตรง โดยตั้งเป้าระบายผลผลิตสูงถึง 450,000 ตัน

ระบบ Cold Storage & Logistics : นี่คือหัวใจสำคัญครับ การลงทุนใน “ห้องเย็น” จะช่วยให้ทุเรียนไทย “ขายได้ตลอดปี” ไม่ต้องแห่ขายพร้อมกันจนราคาตกในช่วงฤดูกาล นี่คือการใช้โครงสร้างพื้นฐานมาคุมกลไกราคาอย่างยั่งยืน

โมเดลสวนร้อยล้าน: การยกระดับเกษตรกรไทยให้เป็น “ผู้ประกอบการดิจิทัล” ให้ชาวสวนขายของเป็นเองผ่านแพลตฟอร์ม ไม่ต้องรอพึ่งพาพ่อค้าคนกลางเพียงอย่างเดียว

ยุทธศาสตร์ผลไม้ครบวงจร: ท่านไม่ได้ดูแค่ทุเรียน แต่ยังคุมเข้มไปถึงความเชื่อมั่นสินค้าอื่น เช่น การตรวจสอบการปลอมปนน้ำมะพร้าว และการจัดการผลไม้ตามปฏิทินฤดูกาลที่แม่นยำ

“ณัฏฐ์” ย้ำตอนหนึ่งว่า ส่งกำลังใจถึง “คนทำงาน” : อย่าให้ดรามาชั่วคราว ทำลายความตั้งใจระยะยาว....

ขณะที่ “ศุภจี” รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊ก (30 เม.ย.69) มีสาระสำคัญว่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ได้รับความเห็น ข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อติติงเรื่องการดูแลพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะ “ทุเรียน” วันนี้ขอถือโอกาสพูดถึงความตั้งใจในสิ่งที่เรากำลังทำ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทุกท่านนะคะ

ขอเริ่มจากสัญญาณที่เราเห็นล่วงหน้าว่า ในปีนี้ พี่น้องชาวสวนทุเรียนจะต้องเผชิญกับปัจจัยที่เป็นตัวกดราคา 3 เรื่องด้วยกัน นั่นคือ

1. ผลผลิตทุเรียนสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 33%

2. ประเทศไทยเผชิญสภาวะอากาศร้อนและแล้งจัด ทุเรียนลูกเล็กหรือตกเกรดจะมีจำนวนมากขึ้น

3. ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่จะส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาทุเรียนส่งออก

 

หากเราไม่ลงมือทำอะไรเลย เมื่อถึงช่วงเวลาที่ผลผลิตออกมาจำนวนมาก พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนก็จะถูกกดราคารับซื้อ ถ้ารอให้ถึงจุดนั้น ทุกอย่างก็จะสายเกินแก้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นทุกปี เป็นสภาวะเดิมๆ ที่เกิดซ้ำๆ

“ศุภจี” เผยให้เห็นการบริหารด้วยว่า กระทรวงพาณิชย์ ตัดสินใจทำการตลาดในรูปแบบที่เป็นเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นการปลุกกระแสการบริโภคทุเรียน โดยเฉพาะทุเรียนไซส์เล็กที่เนื้อทุเรียนอร่อย มีคุณภาพ และราคาย่อมเยากว่า

เราสนับสนุนการสร้างช่องทางการตลาดเพิ่มเติมผ่าน Live Commerce โดยซื้อทุเรียนทุกไซส์โดยตรงจากชาวสวน ทำให้ชาวสวนมีช่องทางขายเพิ่มขึ้น ไม่เน้นพึ่งพาคนกลางอย่างเดียว และให้ความรู้ความเข้าใจเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคว่า ทุเรียนที่ดี ดูที่เนื้อทุเรียน ไม่ใช่ดูที่ไซส์อย่างเดียว เพราะทุเรียนถึงแม้ลูกเล็ก แต่ถ้าออกมาจากสวนที่ดี มีการคัดคุณภาพ เนื้อทุเรียนก็อร่อยไม่แพ้ทุเรียนส่งออกค่ะ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังเร่งขับเคลื่อนมาตรการอื่นๆ ได้แก่ การแปรรูปเพื่อการเพิ่มมูลค่าผ่านห้องเย็น การวางระบบน้ำ ควบคู่กับการผลักดันขยายช่องทางการตลาดในต่างประเทศ รุกตลาดส่งออก ทั้งตลาดเดิม คือ จีนฝั่งตะวันออก และตลาดใหม่ คือ จีนฝั่งตะวันตก รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ เช่น เกาหลีใต้ อินเดีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เรายังได้ส่งทีมงานไปดูแลให้การขนส่งและกระจายสินค้าผ่านด่านชายแดนเวียดนามตอนเหนือไปยังจีนตอนใต้เป็นไปได้อย่างคล่องตัวรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

สิ่งที่เรากำลังทำ เป็นการสร้างกลไกตลาดใหม่ เพื่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียน เป็นการกระตุ้นดีมานด์หรือความต้องการบริโภค โดยเฉพาะทุเรียนลูกเล็ก ที่ขอเรียกว่า “ทุเรียนซูเปอร์จิ๋ว” ให้มีราคา ให้มีช่องทางการตลาด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เราอยากสร้างการเปลี่ยนแปลง ซึ่งแน่นอนว่า หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจหรือไม่แน่ใจ ระหว่างทางจึงมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย คนที่ชื่นชมและคนที่ตำหนิอย่างรุนแรง ซึ่งน้อมรับฟังทั้งหมดจริงๆ ค่ะ....

“เราทำนอกกรอบการตลาดแบบเดิมๆ เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีผลผลิตล็อตใหญ่ออกมาในอีกไม่กี่อาทิตย์ และพร้อมยอมรับคำตำหนิในวันนี้ เพื่อไม่ให้พี่น้องเกษตรกรต้องเจ็บตัวมากกว่าในวันข้างหน้า”....

ไม่น่าแปลกใจ ที่เมื่อมีคำถามระดมเข้าใส่ “อนุทิน” นายกฯและรมว.มหาดไทย ทั้งดรามาขายทุเรียน และประเด็นที่สส.พรรคภูมิใจไทยไม่มีใคร ออกมาช่วย “ศุภจี”

“อนุทิน” กล่าวว่า ระดับ รองนายกฯศุภจีแล้ว “รับมือ” ได้อย่างสบายๆ แถมยังฝากถึงคนที่ชอบโจมตี “ศุภจี” ด้วยว่า “ระวังจะโดนสวนเองจนหงายท้อง”

เหนืออื่นใด สิ่งที่สยบดรามาได้ราบคาบ ไม่ใช่คำแก้ตัว แก้ต่าง หรือ ตอบโต้ หากแต่เป็น “มาตรฐานเดอะแบกของศุภจี” ที่วัดด้วยผลงาน และความตั้งใจจริงมาตลอด โดยเฉพาะถ้าทำเพื่อผลประโยชน์ประชาชนแล้ว ไม่กลัวที่จะถูกโจมตี วิพากษ์วิจารณ์ และคนที่รับรองมาตรฐาน “ศุภจี”ได้ดีที่สุดก็คือ “อนุทิน” นั่นเอง เพราะเห็นฝีมือมาตั้งแต่รัฐบาล “อนุทิน1” แล้ว หรือไม่จริง?