น่าสนใจอย่างยิ่ง คดีอดีต44สส.พรรคก้าวไกล ถูกร้องเข้าข่ายทำผิดจริยธรรมร้ายแรง เนื่องจากลงชื่อในร่างพ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ซึ่งเป็นผลพวงมาจากคดียุบพรรคก้าวไกล ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า เข้าข่ายใช้สิทธิเสรีภาพ ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
หลังจากศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องเอาไว้พิจารณาวินิจฉัย แต่ไม่สั่งให้ 10 สส.พรรคประชาชน ผู้คัดค้าน หยุดปฏิบัติหน้าที่
ทั้งนี้ ศาลให้เหตุผลว่า ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านทั้ง 10 มีพฤติการณ์กระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ตามที่ถูกกล่าวหา อันอาจก่อให้เกิดความเสียหาย ประกอบกับผู้คัดค้านยังมีอำนาจหน้าที่อื่นต้องปฏิบัติในฐานะ สส. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พฤติการณ์แห่งคดีจึงยังไม่สมควรให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงมีคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
และศาลฎีกายังห้ามไม่ให้สส.ทั้ง 10 คน กระทำซ้ำ หรือกระทำการใดๆ หรือแสดงความคิดเห็นตามที่ถูกกล่าวหา มิเช่นนั้นศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
โดยศาลฎีกานัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 30 มิถุนายนนี้ และนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 4 สิงหาคม
สำหรับคดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กล่าวหา พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กับพวกรวม 44 คน กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ม.112 (แก้ไขความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2564
ประเด็นสำคัญที่น่าย้อนให้เห็นก็คือ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 สส.พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน ได้ร่วมกันลงชื่อเสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชนจำนวน 5 ฉบับต่อสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 จำนวนนี้มีร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ระบุว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี รวมอยู่ด้วย
หลังนักศึกษาประชาชนคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ชุมนุมเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อปี 2563 โดยมีนักกิจกรรมการเมืองและประชาชนถูกดำเนินคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 216 คน ใน 235 คดี ตามการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (ข้อมูลช่วงที่พรรค ก้าวไกลเสนอร่างกฎหมายต่อสภา)
ผลพวงจากพฤติกรรมนี้เอง และจากกรณีสส.พรรคก้าวไกลจำนวนหนึ่งแสดงท่าทีมีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ด้วย นำมาสู่คดีสำคัญ 2 คดี
คือ “คดีล้มล้างการปกครอง” จากมีผู้นำไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และเมื่อ 31 มกราคม 2567 ศาลฯมีมติเอกฉันท์ว่าการกระทำของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (หัวหน้าพรรคขณะนั้น) และพรรคก้าวไกล ที่เสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่..) พ.ศ. …. เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง
และต่อมา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 จากกรณีที่มีผู้ร้องเอาผิดเช่นกัน ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ให้ ยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค จำนวน 11 คน เป็นเวลา 10 ปี คดีนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง ได้นำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคต่อนั่นเอง
คดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ก็เป็นอีกคดีที่เป็นผลพวงจากหนึ่งในสองคดี กล่าวคือ หลังทราบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีแรก ธีรยุทธ สุวรรณเกสร และ สนธิญา สวัสดี ได้ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อขอให้ตรวจสอบและเอาผิด 44 สส. ที่ร่วมลงชื่อเสนอแก้ไข ป.อาญา มาตรา 112 ในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561
จากนั้น “ป.ป.ช.” ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงและพิจารณาคดี โดยใช้เวลาถึง 2 ปี ก่อนมีมติเป็นเอกฉันท์ชี้มูล 44 อดีตส.ส.พรรคก้าวไกล ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569
นี่คือ สิ่งที่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้า ตอบโต้ว่า เป็นการใช้ “นิติสงคราม” สั่งสอน กรณี 44 สส.ก้าวไกล ที่เสนอร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าว
ที่น่าโฟกัสอีกอย่างก็คือ ในจำนวนอดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล มี 10 สส.พรรคประชาชนอยู่ด้วย แยกเป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ 8 คน ได้แก่
- ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค,
- ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี,
- ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรค,
- รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค,
- วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค,
- ณัฐวุฒิ บัวประทุม,
- สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ,
- ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
- อีก 2 คนเป็น สส.กทม. คือ ธีรัจชัย พันธุมาศ, เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
ที่สำคัญคือ จุดชี้เป็นชี้ตายของคดีนี้ โดยเฉพาะการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.
เริ่มจาก คำร้อง ป.ป.ช. อ้างถึงพฤติการณ์ 44 นักการเมืองเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสส. พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรค ทั้ง 44 คน จึงย้ายมาสังกัดพรรคก้าวไกล ระหว่าง 10 กุมภาพันธ์ 2564-20 มีนาคม 2566
ขณะที่ทั้ง 44 คนดำรงตำแหน่ง สส. ได้กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
โดยมีเจตนากระทำการไม่สมควรที่อาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและเกียรติยศของประมุขแห่งรัฐ ร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) ให้มีบทบัญญัติที่เป็นการลดทอนสถานะความสำคัญ การรับรองคุ้มครอง การเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอจะต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งถึงข้อบกพร่องดังกล่าวให้ทั้ง 44 คนทราบแล้ว แต่ทั้งหมดยังคงยืนยันจะเสนอร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว
คำร้องของ ป.ป.ช. ระบุว่า การกระทำของทั้ง 44 คน “เป็นการกระทำอันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง”
ป.ป.ช. ขอให้ศาลฎีกาได้โปรดมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้
-ให้ผู้คัดค้าน10 คน (สส. ปัจจุบัน) หยุดปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง จนกว่าจะมีคำพิพากษา
-ให้ผู้คัดค้าน 10 คน (สส.ปัจจุบัน) พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่
-ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้ง 44 คน และห้ามมิให้ผู้คัดค้านทั้ง 44 คนดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดไป
-ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านทั้ง 44 คน มีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปี
ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 235 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87, มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 13 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27
ขณะแนวทางต่อสู้ของพรรคประชาชน ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะการ “หักล้าง” ข้อกล่าวหาของป.ป.ช.นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งอิงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาถึง 2 คดี ก็ยิ่งดูเหมือนยากเข้าไปใหญ่
โดยถ้าฟังจาก นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค และฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาชน เคยเปิดเผย เอาไว้ 3 ประเด็นใหญ่
ประเด็นแรก ข้อต่อสู้ตามหลักการว่า อำนาจฝ่ายตุลาการไม่สามารถล่วงละเมิดการพิจารณาเนื้อหาของฝ่ายนิติบัญญัติได้
ประเด็นที่สอง ข้อต่อสู้เฉพาะบุคคล ถึงแม้ทั้ง 44 คนจะถูกเหมารวมเป็นสำนวนเดียวกัน อย่างไรก็ตามแต่ละคนถูกกล่าวหาด้วยวิธีการเฉพาะตัวด้วย ดังนั้นต้องมีการสืบเจตนาและพฤติการณ์เฉพาะตัวกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีเจตนาหรือไม่อย่างไร
ประเด็นที่สาม อำนาจของป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงกระบวนการที่ผ่านมาทั้งหมด “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
นพ.วาโย ชี้ให้เห็นว่า ก่อนหน้านี้ศาลได้สั่งให้ ป.ป.ช. ไปแก้ไขคำร้องเพิ่มเติม ซึ่งส่วนตัวคิดว่า คำร้องของ ป.ป.ช. ยังดูไม่ค่อยสมบูรณ์ เอกสารประกอบท้ายคำร้องยังส่งไม่ครบ และพบข้อบกพร่องบางประการค่อนข้างร้ายแรง ซึ่ง ป.ป.ช. อาจกระทำการละเมิดกฎหมาย ทั้งนี้พรรคจะยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิ่มเติม โดยขอให้ศาลสั่งยกคดีทั้งหมด หรือย้อนกระบวนการพิจารณาใหม่
ยิ่งถ้าฟังจาก “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หลังทราบคำสั่งศาล ยิ่งน่าสนใจ เขากล่าวว่า วันนี้ตนและเพื่อนสส. พรรคประชาชนยืนยันว่า การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่สิ่งที่สำคัญกว่าอนาคตทางการเมืองของสส. ที่ถูกร้องในคดีนี้ คือนัยของคดี ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจของระบอบประชาธิปไตย
โดยย้ำว่า ระบอบประชาธิปไตยต้องใช้ระบอบการเมืองที่มีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุล มีการใช้อำนาจของทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคด้วยมาตรฐานเดียวกันเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ระบอบการเมืองที่ใช้อำนาจเพื่อปกป้องพวกพ้อง และแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น
“เราไม่ได้ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงครามเพื่อรักษาระบอบการเมืองที่เป็นมรดกตกทอดของคณะรัฐประหารซึ่งต้องการลดทอนอำนาจของประชาชนลง แล้วกินรวบอำนาจและผลประโยชนให้กลุ่มของตนเอง กลุ่มชนชั้นนำ และนักการเมืองบางกลุ่ม โดยไม่แยแสต่ออนาคตประเทศและประชาชนโดยส่วนรวม”
เหนืออื่นใด ดูเหมือนในความคิดความเชื่อของฝ่ายพรรคประชาชน มองว่าคดีนี้มีเบื้องหลัง เห็นได้จากที่ “ปิยบุตร” โพสต์เฟซบุ๊ก(24 เม.ย.69) สาระสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า
“...ใครที่คิดอ่านเดินเกมแบบนี้ คงไม่ต้องการแค่เพียง ให้การแก้ไขมาตรา 112 ไม่สำเร็จ แต่พวกเขาคงต้องการ
“ทำสงครามสั่งสอน” ทีหลัง พวกเอ็งอย่าริอ่านทำ
“วางสนุ้ก” ต่อไป พรรคไหนมีเสียงข้างมาก ก็อย่าบังอาจทำ
“ล้อมคอก” ผู้แทนราษฎร มิให้เสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีกตลอดกาล...”
สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ (23 เม.ย.69) พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า
“ในความเป็นจริงแล้ว การกระทำดังกล่าวไม่ควรเป็นคดีมาตั้งแต่ต้น แต่ทั้งหมดคือกระบวนการ “นิติสงคราม” ที่มุ่งหยุดยั้งความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมผ่านกระบวนการรัฐสภาของพวกเรา ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มาจนถึงพรรคประชาชน...”
นี่คือ ความเชื่อที่ดูเหมือนคดีถูกตัดสินไปแล้วจากฝ่ายผู้คัดค้าน แม้จะยังฮึดสู้...?
ทั้งที่ความจริง ศาลฎีกาจะเป็นผู้ตัดสินและให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย!





