วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

หวังสูง! รัฐมนตรีคนนอก ปากท้องเหนือการเมือง

หวังสูง! รัฐมนตรีคนนอก ปากท้องเหนือการเมือง

ไม่น่าแปลกใจ ถ้ามองในมุม ส่วนหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทย สามารถดึงดูดคะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์ หรือ คะแนนพรรคได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ เป็นรองก็แค่พรรคประชาชน

ซึ่งมีกระแสคนรุ่นใหม่หนุนหลังอยู่แล้ว ก็คือ การประกาศตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคนนอกที่มีผลงานโดดเด่นในรัฐบาลอนุทิน 1 มาร่วมงานต่อถ้าได้เป็นรัฐบาล

ไม่ว่าจะเป็น สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ ปัจจุบัน เป็นรองนายกฯ ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ , เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

โดย “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ยืนยันอย่างชัดแจ้งในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ว่าทั้งหมดที่กล่าวมาจะมีตำแหน่งดังกล่าวในคณะรัฐมนตรี (ครม.) “อนุทิน 2” อย่างแน่นอน  

แล้วก็ไม่แปลก หากจะยังคงมองว่า ส่วนหนึ่งที่พรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจ จนชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 เพื่อมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็น่าจะมาจากเหตุผล ที่หลายคนต้องการให้รัฐมนตรี เทคโนแครต (Technocrat) หรือ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ นักบริหารมืออาชีพที่มากประสบการณ์ความรู้ความสามารถเฉพาะทาง เหล่านี้ ได้ร่วมบริหารประเทศต่อไป

แม้ในทางการเมือง การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้ง และความเชื่อมั่นอื่น ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญ ก็ตาม

ประเด็นอยู่ที่ ช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ จากรัฐบาล “อนุทิน 1” มาเป็น “อนุทิน 2” เป็นช่วงเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันราคาแพง น้ำมันขาดแคลน ปัญหากักตุนน้ำมันของคนบางกลุ่ม อันเนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน ที่ทั่วโลกก็ประสบปัญหาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญตั้งแต่เริ่มรัฐบาล “อนุทิน2” ว่าจะรับมือวิกฤติผลกระทบครั้งนี้ได้แค่ไหน เอาอยู่หรือไม่

เพราะอย่าลืม ปัญหาราคาน้ำมันแพง ย่อมมีผลโดยตรงต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าขนส่งสินค้า และต่อเนื่องไปถึงปัญหา “ค่าครองชีพสูง” ที่มีผลกระทบต่อ ปากท้องของประชาชน

ดังนั้น การรับมือกับปัญหา จึงไม่เพียงแค่ แก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงเท่านั้น หากแต่ทุกปัญหามีผลกระทบเป็นลูกโซ่ และมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องมากมาย มีความซับซ้อนของปัญหา สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องการความเข้าใจจากทุกภาคส่วนในสังคม ขณะที่ทุกฝ่ายต้องการความโปร่งใส จริงใจ จริงจังจากรัฐบาล ในการแก้ปัญหาทั้งหมด คำถามคือ จะบริหารสิ่งเหล่านี้อย่างไร?

สำหรับฝ่ายค้าน ก็ได้แสดงบทบาทตรวจสอบอย่างเข้มข้นไปแล้ว ในช่วงอภิปราย การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยเฉพาะการหยิบยกเอาความไม่โปร่งใสในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน การแก้ปัญหาที่ส่อไปในทาง “อุ้มนายทุน” มากกว่าประชาชน การรับมือกับปัญหาช้าไม่ทันการณ์ ทั้งที่แนวโน้มของปัญหามีให้เห็นอยู่แล้ว

กระนั้น ดูเหมือนหลังพิงของรัฐบาลอยู่ที่ประชาชนทุกคนรู้ว่า ที่มาของปัญหาเกิดจากสงคราม เป็นปัจจัยภายนอก ที่ยากควบคุม ไม่ใช่ริเริ่มจากรัฐบาล เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้ว่าฝ่ายค้านจะโจมตีได้ตรงจุด แต่ผลที่ตามมา ยังเร็วไปที่จะตัดสินว่า รัฐบาลไร้น้ำยา ที่สำคัญ ประชาชนยังให้เวลารัฐบาลพิสูจน์ฝีมือ นี่คือ สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาล “อนุทิน 2” ประมาทไม่ได้แม้แต่น้อย คือ ความเชื่อมั่นต่อรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองที่มีคะแนนคาดหวังต่ำ ซึ่งแม้แต่ “อนุทิน” นายกรัฐมนตรี ก็ยังถือว่าต่ำกว่ารัฐมนตรีที่มาจากคนนอก ซึ่งถ้า “ผลงาน” รัฐมนตรีคนนอก ไม่อาจแบกรัฐบาลได้ ถือว่า เสี่ยงอย่างยิ่ง ที่จะไม่เชื่อมั่นรัฐบาลสูง

ทั้งนี้เห็นได้ชัดจากผลสำรวจ ของ “สถาบันพระปกเกล้า” โดยเปิดเผยผลสำรวจเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา  

เรื่อง “ความนิยมและความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในสายตาประชาชน” โดย รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll ซึ่งสำรวจระหว่าง 9-12 เมษายน 2569 ได้บทสรุปสำคัญ ดังนี้

1. รัฐมนตรีชุดใหม่กลุ่มใดเป็น “ความหวัง” มากที่สุด? (สำรวจโดย LINE TODAY) 50.8% มองว่า ยังไม่มีกลุ่มใดที่เป็นความหวังอย่างชัดเจน สูงที่สุด

รองลงมา 37.2% มีความหวังกับกลุ่มรัฐมนตรีคนนอกซึ่งมีประสบการณ์การบริหารทั้งภาครัฐและภาคเอกชน, 6.8% มีความหวังกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก, 3.2% มีความหวังกับกลุ่มที่เคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว มีประสบการณ์การบริหาร และ 2.0% มีความหวังกับกลุ่มที่เคยเป็น สส. มาหลายสมัย รู้ปัญหาประชาชนในพื้นที่

2. “ยังไม่มีรัฐมนตรีกลุ่มใดที่เป็นความหวัง” นำเกือบทุกภาค - “อีสาน-ใต้” นำโด่ง “ตะวันออก” หวังกับ รมต.คนนอก

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (48.4%) และ ภาคใต้ (41.5%) ชี้ ยังไม่มีกลุ่มใดที่เป็นความหวังอย่างชัดเจน สูงสุด

รองลงมา คือ กรุงเทพฯ (33.5%) ภาคเหนือ (31.7%) และ ภาคกลาง (23.9%)

ขณะที่ภาคตะวันออก(32.9%) มีความหวังกับกลุ่มรัฐมนตรีคนนอก ในสัดส่วนสูงสุด

กรณีประชาชนยังไม่เห็นกลุ่มรัฐมนตรีที่เป็นความหวัง อย่างชัดเจนกว่าครึ่ง สะท้อนว่า ครม.ชุดใหม่ ยังอยู่ในช่วงที่ประชาชนขอรอดูผลงานมากกว่ามอบความเชื่อมั่นล่วงหน้า แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งและบางภาคที่ฝากความหวังไว้กับกลุ่มรัฐมนตรีคนนอก แสดงให้เห็นว่า ในสายตาประชาชน “ความเป็นมืออาชีพในการบริหาร” ยังเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สร้างความคาดหวังได้ มากกว่าความใหม่หรือประสบการณ์ทางการเมืองแบบเดิมเพียงอย่างเดียว

3. ความชื่นชอบ “เจ้ากระทรวง” ยังกระจาย - “ศุภจี-ยศชนัน-สีหศักดิ์” นำ “นายกฯอนุทิน” รั้งอันดับสี่

24.2% ระบุ ยังไม่มี “รัฐมนตรีว่าการ” ที่ชื่นชอบ/ไม่รู้จัก/ไม่มีความเห็น สูงสุด

รองลงมา 14.4% ชื่นชอบ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์, 11.5% ชื่นชอบ “ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษาฯ, 9.5% ชื่นชอบ “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ และ 8.0% ชื่นชอบ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย

นั่นหมายถึง ในสายตาประชาชน ความชื่นชอบตัวบุคคลไม่ได้วัดจาก “สถานะตำแหน่ง” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ ความคาดหวัง และบทบาทที่ผ่านมา ความชื่นชอบในเวลานี้อาจยังไม่ตกผลึก ประชาชนจำนวนมากยังอยู่ในโหมดรอดู ขณะที่ชื่อที่ขึ้นนำก็ยังได้คะแนนไม่มาก ยังไม่ครองใจสังคมอย่างเด็ดขาด ทุกคนยังต้องพิสูจน์ตนเองผ่านผลงานและการสื่อสารกับประชาชนต่อไป

 

4. ครม.ใหม่ ยังต้องพิสูจน์ผลงาน - หลายภาคจับตา “ศุภจี-อนุทิน”

คำตอบสูงสุดยังเป็น “ไม่รู้จัก/ไม่มีความเห็น” (19.5%) แต่ในบรรดารัฐมนตรีที่ถูกจับตามองมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” (13.5%) ได้สัดส่วนสูงสุด ตามด้วย “นายอนุทิน ชาญวีรกุล” (11.5%), “ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” (6.4%), “นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” (6.3%), และ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” (5.5%)

กรุงเทพฯ (37.6%) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (30.8%) และภาคใต้ (17.8%) ยังมีคำตอบสูงสุดเป็นกลุ่ม “ไม่รู้จัก/ไม่มีความเห็น”

ขณะที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” เป็นอันดับหนึ่งของทั้ง 3 ภูมิภาคที่ 21.3%, 20.1% และ 16.6% ตามลำดับ ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคอีสาน ประชาชนคาดหวังผลงานจาก “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” มากที่สุด ที่ 16.5% และ 11.6% ตามลำดับ

นั่นสะท้อนว่า ครม.ชุดใหม่ ยังอยู่ในช่วงต้องทำผลงาน ขณะการที่ชื่อ “ศุภจี” และ “อนุทิน” เริ่มปรากฏในหลายพื้นที่ ชี้ว่า ประชาชนกำลังมองหาทั้งคนที่มีภาพลักษณ์เป็นมืออาชีพ และผู้นำที่มีน้ำหนักทางการเมือง

แต่โดยรวม สนามความนิยมยังเปิดกว้าง และทุกตำแหน่งยังต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านผลงานจริง มากกว่าสถานะหรือชื่อเสียงเดิม

ก่อนหน้านี้ นักวิชาการชื่อดังวิเคราะห์ฝ่ายค้านเอาไว้ก็นับว่าน่าสนใจ

กรณี รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความเห็นต่อผลโพล สถาบันพระปกเกล้า (12 เม.ย.2569) ว่า ไม่ได้เป็นเพียงสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนในเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณทางการเมือง ที่ชัดเจนต่อบทบาทของฝ่ายค้านในช่วงวิกฤตปัจจุบัน

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากปัจจัยภายนอก ประชาชนไม่ได้คาดหวังการเมืองแบบเผชิญหน้าหรือการปะทะเชิงอำนาจ หากแต่ต้องการเห็นการเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ร่วมของประเทศมากกว่า โดยเฉพาะตัวเลข 43.3% ที่ต้องการให้ฝ่ายค้าน“ร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็น และตรวจสอบควบคู่กันไป” ซึ่งสะท้อนความต้องการ “รูปแบบใหม่ของฝ่ายค้าน” ที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

“ประชาชนไม่ได้ต้องการฝ่ายค้านที่อ่อนข้อ แต่ต้องการฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะทางการเมือง แยกแยะได้ว่า เรื่องใดควรร่วมมือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และเรื่องใดต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

ส่วนตัวเลขเพียง 22.4% ที่สนับสนุนฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพียงด้านเดียว ยังสะท้อนว่า การเมืองแบบเผชิญหน้าอาจไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของสังคมในปัจจุบันอีกต่อไป

ในมิติภูมิภาค รศ.ดร.โอฬาร ชี้ว่า ประชาชนในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีพื้นฐานทางการเมืองต่างกัน กลับมีความเห็นสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ คือ ต้องการลดความขัดแย้งทางการเมือง และให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้องเป็นหลัก สะท้อนว่า ในภาวะวิกฤต อุดมการณ์ทางการเมืองอาจถูกลดความสำคัญลง เมื่อเทียบกับ ความอยู่รอดในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ ผลสำรวจ ยังพบว่า ประชาชนกว่า 76.1% สนับสนุนมาตรการลดค่าครองชีพระยะสั้น โดยเฉพาะด้านพลังงาน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็น ซึ่งสะท้อนว่า ประเด็นเศรษฐกิจยังคงเป็นความกังวลเร่งด่วนของสังคม

ที่น่าสนใจ รศ.ดร.โอฬาร ชี้ว่า ความท้าทายสำคัญของฝ่ายค้านระยะนี้ คือการแปลงบทบาทการตรวจสอบไปสู่ ข้อเสนอเชิงนโยบายที่จับต้องได้ หากยังคงเน้นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม อาจเสี่ยงต่อการสูญเสียความเชื่อมั่นจากประชาชน

“ในสถานการณ์วิกฤต ประชาชนมักประเมินบทบาททางการเมืองจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าท่าทีหรือวาทกรรม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

แน่นอน, สิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนักมากขึ้นจากผลสำรวจ ก็คือ เหตุใด “รัฐมนตรีคนนอก” จึงถูกคาดหวังสูง และได้รับความไว้วางใจ ขณะเดียวกันเรื่อง“ปากท้อง” ต้องอยู่เหนือการเมือง คือเสียงสะท้อนกับฝ่ายค้านเช่นกัน  

ส่วนทั้งสองฝ่ายจะนำไปตรึกตรองหรือไม่ เอาเป็นว่า อย่าประมาทและดูเบาเสียงสะท้อนประชาชน ก็แล้วกัน?