ที่สุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ตัดสินใจ “ลุยไฟ” ฝ่ามรสุมคำร้องและเสียงวิจารณ์ เดินหน้ารับรองผลการเลือกตั้ง สส. ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ หรือ “ปาร์ตี้ลิสต์” ไม่น้อยกว่า 95 %
เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถเปิดประชุมนัดแรก เพื่อโหวตเลือกประธานรัฐสภา และลงมติเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ได้ตามลำดับ
ส่วนข้อสงสัยว่า “กกต.” ทำได้หรือไม่ เพราะปัญหาต่างๆข้อร้องเรียนเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งติด บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด เป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งมีผู้ร้องผ่าน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งมีคนร้องศาลปกครองสูงสุด และศาลอาญาทุจริตฯ เอาผิด กกต. ยังไม่มีคำตัดสิน
ขณะเดียวกัน กกต.เอง ก็มีมติดำเนินคดีอาญากับ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กับพวกหลายข้อหา จนมีแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างสูงในเวลานี้
เรื่องนี้ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ชี้ประเด็นข้อกฎหมาย (27 ก.พ.69) ว่า
รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรคสี่บัญญัติ ให้ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว “แต่ต้องไม่ช้ากว่า 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง”
พูดภาษาชาวบ้าน คือ ภายในกรอบเวลา 60 วัน กกต.จะใช้เวลากี่วันพิจารณาก็ได้ โดยใช้หลักเกณฑ์พิจารณา “มีเหตุอันควรเชื่อ” ว่า “ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม”
เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะ กกต. มีหน้าที่ต้องประกาศรับรองผลเลือกตั้ง หากไม่กระทำจะมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ บทบังคับจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมด หรือจำนวน ไม่น้อยกว่า 475 คนเพื่อให้กลไกระบบรัฐสภา มีการเรียกประชุมสภาครั้งแรก ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ประกาศผลการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 121 วรรคหนึ่ง โดยมีเจตจำนงโหวตเลือกประธานรัฐสภา
หลังจากนั้น จะเป็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ประกอบมาตรา 88 เพื่อประธานรัฐสภาเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 วรรคสาม
“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ประเด็นว่า ขณะนี้ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขต 396 คน ขั้นตอนต่อไป รับรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวน100 คน รวม 496 คน ถือว่า เกินกว่า 475 คนหรือเกินร้อยละ 95
มาถึงข้อถกเถียงลับหรือไม่ลับ โมฆะหรือไม่โมฆะ นำไปสู่ร้องผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้การเลือกตั้ง โมฆะ บางรายถึงขนาดฟ้องคดีอาญาต่อศาลอาญาทุจริตฯ เพื่อดำเนินคดีกับ กกต. นั้น
“ดร.ณัฏฐ์” อธิบายว่า การประกาศผลการรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต.กับ เหตุร้องคัดค้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม เป็นคนละส่วนกัน รัฐธรรมนูญ มาตรา 85 วรรคสี่ ตอนท้าย ระบุประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง “ไม่เป็นการตัดหน้าที่และอำนาจ” ของกกต.ที่จะดำเนินการสืบสวน ไต่สวน หรือวินิจฉัย “กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง” หรือ “การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม” ไม่ว่าจะได้ประกาศผลการเลือกตั้งแล้วหรือไม่ก็ตาม
โดย กกต. อาศัย พรป.กกต.มาตรา 41 ประกอบ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566
พูดภาษาชาวบ้าน คือ การอำนวยความยุติธรรมในคดีเลือกตั้ง มีกระบวนการและขั้นตอน ระยะเวลา 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง เป็นระยะเวลากระชั้นชิด กกต.ไม่อาจ สืบสวนและไต่สวนหรือวินิจฉัยชี้ขาดให้เสร็จสิ้นได้
กกต. จึงรับรองไปก่อน แล้วสอยทีหลัง อธิบายได้ว่า การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ไม่ตัดอำนาจ กกต.ในการสืบสวนและไต่สวน ในเหตุที่ร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง
ส่วนที่มีผู้ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน หรือฟ้องคดีปกครองหรือฟ้องคดีอาญา ถือว่าเป็นการนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นดุลพินิจของแต่ละองค์กรย่อมไม่มีผลกระทบ กกต. (องค์กรอิสระ) ในการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง เพราะถือ “เป็นคนละส่วนกัน”
ที่สำคัญ “ดร.ณัฏฐ์” ชี้ว่า ตามพรป.สส.มาตรา 17 วรรคหนึ่ง การจัดการเลือกตั้งของ กกต. แม้ให้มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุด แต่กฎหมายบัญญัติ “มิให้นำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้” แก่คดี จึง “ไม่มี” ผลกระทบต่อการ “จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่”....
เมื่อเป็นเช่นนี้ จุดโฟกัสน่าสนใจ จึงอยู่ที่การเคลื่อนไหวจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 1 ได้ 194 ที่นั่ง โดยเฉพาะล่าสุด นัยว่า มีการรวมเสียงกับพรรคเพื่อไทย 76 ที่นั่ง และพรรคเล็กอีกจำนวนหนึ่ง จนทำให้เสียงทะลุเกิน 290 ไปแล้ว ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาในการโหวตลงมติเห็นชอบ “นายกรัฐมนตรี” อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต้องใช้เสียงส.ส.เกินกึ่งหนึ่งจากที่มีอยู่ทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร หรือ ครบทั้งหมด 500 คน
แต่ประเด็นที่พูดถึงกันมาก อยู่ที่บรรดาพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล จะมีพรรค “กล้าธรรม” ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานพรรค และพรรค “ประชาธิปัตย์” ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าร่วมหรือไม่
ท่ามกลางกระแสวงในพรรคภูมิใจไทย ก็ยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะเอาอย่างไร
แต่สิ่งที่มีกระแสวิเคราะห์กันออกมา ในกรณีพรรคกล้าธรรม พรรคภูมิใจไทย มีห่วงเรื่องอะไรเป็นสำคัญ ก็ต้องบอกว่า เรื่องใหญ่คือ ร.อ.ธรรมนัส เพราะถ้ามีการตั้ง ร.อ.ธรรมนัส เป็น “รัฐมนตรี” เมื่อไหร่ นักร้องทางการเมืองที่จ้องอยู่แล้ว จะยื่นคำร้องเพื่อเอาผิด “อนุทิน” ทันที แม้ยังไม่รู้ผลจะออกหัวหรือก้อย แต่กันเอาไว้ก่อนย่อมปลอดภัยที่สุด เรื่องนี้ประเด็น “Save อนุทิน” สำคัญที่สุด
อย่าลืม บทเรียนที่นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ตั้ง วิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี ซึ่งถือว่า เคยทำผิดจริยธรรมร้ายแรง เป็นที่ประจักษ์(เคยติดคุกคดีละเมิดอำนาจศาล) จนถูกศาลฯตัดสินหลุดเก้าอี้นายกรัฐมนตรี มีให้เห็นมาแล้ว
ประเด็นต่อมา อาจอยู่ที่เกมต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่ลงตัว โดยเฉพาะ “เงื่อนไข” ต้องได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นเก้าอี้เกรดเอ ที่พรรคภูมิใจไทยยกให้พรรคเพื่อไทยแล้ว เพื่อมัดใจในการเข้าร่วมรัฐบาล
ดังนั้น ถ้าพรรคกล้าธรรม จะเข้าร่วมรัฐบาล นอกจากไม่มี ร.อ.ธรรมนัส เป็นรัฐมนตรี เพื่อ “เซฟ อนุทิน” แล้ว ยังต้องไม่มีเงื่อนไขต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย ขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทย เห็นสมควร จะรับได้หรือไม่?
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ พูดเอาไว้ชัดเจนว่า จะไม่เข้าร่วมกับรัฐบาลที่มีพรรคกล้าธรรม และรัฐมนตรีสีเทา ซึ่งเท่ากับมีเงื่อนไขเอาไว้ “สองชั้น” โอกาสร่วมรัฐบาล ก็ยากไม่แพ้กัน
เว้นเสียแต่ พรรคภูมิใจไทย มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยเสียงเกิน 300 เพื่อรักษาเสถียรภาพรัฐบาล โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นตัวเลือกก็มีเหมือนกัน
นั่นเท่ากับ จะเป็นสูตรสำรอง รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และพรรคเล็ก ผลักให้พรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม เป็นฝ่ายค้าน ก็ถือว่าลงตัวอีกแบบ
สูตรนี้ นอกจากไม่มีร.อ.ธรรมนัส ให้ “อนุทิน” ต้องเสี่ยงแล้ว ยังช่วยกลั่นกรอง “รัฐมนตรีสีเทา” ได้ด้วย เพราะถ้าประชาธิปัตย์เข้าร่วม ก็แสดงว่า “อภิสิทธิ์” การันตี ส่วนจะเป็นไปได้แค่ไหน อยู่ที่พรรคภูมิใจไทยจะตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม ถ้าดูตามโผคณะรัฐมนตรี รัฐบาลอนุทิน 2 ที่ออกมา โดยเฉพาะโควตาพรรคแกนนำหลัก อย่างภูมิใจไทย และเพื่อไทย ก็พอจะเห็นโฉมหน้าแทบทั้งหมดแล้ว
กล่าวคือ ในจำนวนรัฐมนตรีทั้งหมด 36 คน พรรคภูมิใจไทยได้ 19 รัฐมนตรี 14 กระทรวง ขณะเพื่อไทยได้ 8 ที่นั่ง รัฐมนตรีว่าการ 5 ที่นั่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการ 3 ที่นั่ง ที่เหลือเป็นของพรรคพลังประชาชนรัฐ และพรรคเล็ก
โดยนอกจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ควบ รมว.มหาดไทย ก็มีเก้าอี้ที่ล็อกสำหรับคนนอก 5 ที่นัง ได้แก่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ควบรมว.คลัง , สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.ต่างประเทศ , ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.พาณิชย์ , บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และอีกคนคือรัฐมนตรีกลาโหม ขณะนี้กำลังพิจารณาบุคคลตามความเหมาะสม
สำหรับ กระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยจะได้กุมบังเหียน ได้ แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักนายกรัฐมนตรี
โดยผู้ที่จะได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี นอกจาก “คนนอก” ดังกล่าวแล้ว ก็จะมีทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย , ศศิธร กิตติธรกุล รมช.มหาดไทย , พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม , ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม , สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , สุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา , ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม , ภราดร ปริศนานันทกุล , ศุภมาส อิศรภักดี , นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้ ยังมีชื่อของ วราวุธ ศิลปอาชา จากกลุ่มบ้านใหญ่สุพรรณบุรี ที่เพิ่งย้ายเข้ามา ยังรอระบุกระทรวง หลังจากคุยเรื่องโควตากับพรรคร่วมรัฐบาลเสร็จแล้ว
ด้านพรรคเพื่อไทย ได้โควตา 8 ที่นั่ง แบ่งเป็น รมว. 5 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว.เกษตรและสหกรณ์, รมว.ศึกษาธิการ, รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, รมว.แรงงาน และ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ทั้งนี้ มีการวางตัวผู้ที่จะมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีไว้แล้ว ประกอบด้วย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ , จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ , สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และเลขาธิการพรรค , ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ขณะที่อีก 1 คนคาดว่า จะเป็น สมศักดิ์ เทพสุทิน แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะให้ใครไปกำกับดูแลกระทรวงใด
ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการ 3 ตำแหน่ง อาจได้อยู่กระทรวงเกษตรฯ 2 ตำแหน่ง กระทรวงศึกษาฯ 1 ตำแหน่ง ขณะนี้ยังไม่มีการวางตัวบุคคลที่จะมานั่งตำแหน่ง แต่ในพรรคมีการพูดถึงรายชื่อส.ส.ที่มีความเหมาะสมเอาไว้แล้ว
อาทิ มนพร เจริญศรี ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยมาแล้ว และเป็น ส.ส. ถึง 5 สมัย , สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งทำผลงานดีใน จ.นครราชสีมา , พัฒนา สัพโส ส.ส.สกลนคร ซึ่งเป็น ส.ส. 4 สมัย และเป็นบ้านใหญ่สกลนคร มีลูกสาวเป็น ส.ส. และภรรยาเป็นนายก อบจ. อีกคนคือ ศุภชัย นพขำ ส.ส.ปทุมธานี 2 สมัย
นอกจากนี้ ยังมีเก้าอี้รัฐมนตรีเหลืออีก 3 เก้าอี้ ดาดว่าจะเป็นของพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเล็กอื่นๆ โดยจะได้ดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ถึงกระนั้น ถ้าฟังจากการให้สัมภาษณ์ของ “อนุทิน” และแกนนำพรรคภูมิใจไทย สรุปว่า โผรัฐมนตรีทั้งหมดยังไม่นิ่ง รวมถึงการ “ดีล” จัดตั้งรัฐบาล ก็ยังไม่จบ
แต่ที่เห็นชัดของเกมจัดตั้งรัฐบาล ตั้งแต่หลังเลือกตั้งมาจนถึงวันนี้ มีความพยายามอย่างสูงที่จะตัดปัญหาต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะรัฐบาลตั้งเป้าหมายคุมกระทรวงหลักเอาไว้แล้ว คือ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และการคลัง
ขณะเดียวกัน การจัดตั้งรัฐบาลจะต้อง “Save อนุทิน” ทั้งจากกระแส “ยี้” รัฐมนตรีสีเทา และนักร้องทางการเมือง กรณีตั้งรัฐมนตรีมีมลทินด้าน “จริยธรรม” เป็นที่ประจักษ์ด้วย
ส่วนจะหล่อ-สวย สมราคาหรือไม่ แค่ไหน อีกไม่นานก็รู้!





