ดูเหมือนนักวิเคราะห์การเมืองหลายสำนัก แทบฟันธงไปในทางเดียวกันตั้งแต่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งแล้วว่า ผู้ชนะเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ใช่ว่าจะตั้งรัฐบาลสำเร็จเสมอไป โดยเฉพาะถ้าเป็น พรรคประชาชน (ปชน.)
ยิ่งกว่านั้น ถ้า ผลการเลือกตั้ง ออกมาแบบสูสี จำนวน สส. ที่ 1 กับที่ 2 ไม่ทิ้งห่าง โดยที่ พรรคประชาชน มาเป็นที่ 1 ก็ยิ่งจะทำให้พรรคที่ได้ที่ 2 มีโอกาสสูงที่จะตั้งรัฐบาลได้สำเร็จมากกว่าพรรคชนะที่ 1
ทั้งที่ตามมารยาททางการเมือง จะเปิดโอกาสให้พรรคอันดับ 1 รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลก่อนก็ตาม
หรือแม้แต่ การโหวตลงมติเห็นชอบ “นายกรัฐมนตรี” เป็นอำนาจของส.ส.เพียงสภาเดียว ไม่มีอำนาจของ สว. เข้ามาเกี่ยวข้องตามบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ 2560 อย่างสมัยเมื่อปี 2566 ที่ทำให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่ได้รับความเห็นชอบจาก สว. และเป็นเหตุให้พรรคเพื่อไทยซึ่งอยู่อันดับ 2 ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน
เพราะอะไร จึงเป็นเช่นนั้น
ประการแรก พรรคประชาชน โดยหัวหน้า “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ประกาศชัด “มีเรา ไม่มีเทา”
ดังนั้นพรรคที่กล้าประกาศไม่เอาเทา อีกพรรคก็มีแค่ พรรคประชาธิปัตย์ ทำให้แนวร่วมพรรคประชาชน อาจไม่เพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาล เว้นแต่พรรคประชาชนได้สส.เกิน 250 ที่นั่ง ที่อาจรวมพรรคเล็กไม่กี่พรรคก็เป็นเสียงข้างมากแล้ว
อย่าลืม เรื่องนี้นักวิชาการบางคน ถึงขั้นวิเคราะห์ว่า เป็นการประกาศคนอื่นเทาหมด ตัวเองขาวบริสุทธิ์ อย่างนี้ใครจะมาร่วมด้วย
เงื่อนไขนี้ มองอีกมุม ถือว่า เป็นการปิดทางตัวเองในการจัดตั้งรัฐบาล หากชนะเลือกตั้งอย่างสูสีกับพรรคอันดับ 2 แต่อีกมุมก็เข้าใจได้ว่า เป็นการเสนอยุทธศาสตร์เลือกข้าง เพื่อต้องการเสียงแบบแลนด์สไลด์ หรือ ชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลายเกินครึ่งหนึ่งของ สส. ในสภาฯ หรือ เกิน 250 ที่นั่ง จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้
ยกเว้นว่า จะกลืนน้ำลายตัวเอง ไม่สนใจว่า พรรคไหนจะมีเทาไม่มีเทา และกล้าทรยศประชาชน อย่างที่ตัวเองเคยด่าพรรคอื่นเอาไว้
ประการที่สอง เงื่อนไข รัฐมนตรีที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาชน จะต้องไม่มีประวัติ สีเทา หรือถ้าตรวจพบ ก็จะถูกปลดออกทันที
เรื่องนี้อาจทำให้หลายพรรคการเมือง ชั่งใจที่จะเข้าร่วมรัฐบาล เพราะแม้ว่าคนที่ส่งไปเป็นรัฐมนตรีจะไม่มีประวัติสีเทา แต่ก็ลำบากใจที่จะร่วมรัฐบาลกับพรรคแกนนำที่เอาตัวเองเป็นใหญ่
ไม่เพียงเท่านั้น ในทางการเมืองที่มีคู่แข่งรัฐมนตรีสูง ก็อาจมีการกลั่นแกล้งกันเกิดขึ้น จนรัฐมนตรีมัวแต่ระวังตัวเอง ไม่เป็นอันทำการทำงานก็เป็นได้
นี่ไม่นับ เงื่อนไข ที่นโยบายหลักของพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะถูกใช้เป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ก็ลองคิดดูว่า หลายนโยบายของพรรคประชาชน แทบเป็นคนละขั้วกับพรรคอนุรักษนิยม
จริงอยู่ ยุคนี้อาจไม่มีเรื่อง “แก้ ม.112” แต่อย่าลืมว่า ยังมีนโยบายจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ที่หลายพรรคการเมืองไม่มีเอกภาพทางความคิดเรื่องนี้ว่า เห็นด้วยหรือไม่ และหลายพรรคไม่เห็นด้วยกับการแก้หมวด 1 และหมวด 2 ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ถ้ารัฐบาลพรรคประชาชน มุ่งเน้นขับเคลื่อนเรื่องนี้เต็มสูบโดยละเลยด้านอื่น ที่เกี่ยวข้องกับฐานเสียงทางการเมือง พรรคการเมืองอื่นพร้อมหรือไม่ที่จะยอมให้ชักจูงไปในทางเดียวกัน
ประการที่สาม พรรคการเมืองส่วนใหญ่ ไม่กล้าตีตัวออกจากฝ่ายอนุรักษ์ เพราะผู้นำจิตวิญญาณพรรคและแกนนำพรรค มีคดีติดตัวที่อาจมีผลกระทบหรือไม่ ถ้าร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาชน
ที่สำคัญคือ พรรคเพื่อไทย ถ้าได้รับเลือกตั้งเข้ามาอันดับ 3 ซึ่งแม้ว่าจะเป็นพรรคที่มีอำนาจต่อรองสูง แต่จำเป็นต้องเลือกข้างที่ผู้นำของตัวเองไม่เดือดร้อนด้วย
ประการที่สี่ พรรคประชาชน ถูกตีตราประทับอย่างฝังลึกแล้วว่า เป็นคนละขั้วกับ “ฝ่ายอนุรักษ์” และนโยบายหลายอย่างกระทบกับฝ่ายอนุรักษ์โดยตรง ต่อให้ท่าทีลดเพดานลงมาแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถไว้วางใจให้เข้าไปมีอำนาจรัฐอยู่ดี เพราะถือว่าเสี่ยงเกินไป เรื่องนี้ทุกพรรคการเมืองน่าจะรู้ดี ดังนั้นการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลจึงไม่ง่าย
ทั้งหมดต่างจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ที่ไม่มีเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองอื่น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ไม่มีพรรคหนึ่งพรรคใดชนะแลนด์สไลด์เกิน 250 ที่นั่ง แทบจะเป็นคนละเรื่องกับการจัดตั้งรัฐบาล
ส่วนสูตรจัดตั้งรัฐบาล เชื่อว่า มีโอกาสเคลื่อนไหวอยู่ในแนวทางนี้
สูตรแรก พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคที่จะร่วมคือ เพื่อไทย กล้าธรรม หรือ ประชาธิปัตย์ ขึ้นอยู่กับกระแสต่อต้านพรรคกล้าธรรม
สูตรนี้ ปัญหาว่า “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะอยู่ในจุดไหน เพราะเคยเป็นนายกฯมาแล้ว จะยอมเป็นรองนายกฯ หรือรัฐมนตรีหรือไม่ นักวิชาการบางคนชี้เปรี้ยง ตำแหน่งประธานสภาฯเหมาะที่สุด เพราะถือเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ มีเกียรติเทียบเท่านายกฯ ยิ่งในท่ามกลางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากผ่าน “ประชามติ” ยิ่งจำเป็นต้องใช้คนที่มีประสบการณ์ในสภาฯสูง
สูตรที่ 2 พรรคประชาชน เป็นแกนนำ พรรคที่คาดว่าจะถูกดึงเข้าร่วมคือภูมิใจไทย แม้พรรคประชาชนจะประกาศ พร้อมเป็นฝ่ายค้าน หากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่สิ่งที่นักวิชาการ อธิบายคือ พรรคภูมิใจไทย มีความหลังฝังใจเจ็บกับพรรคประชาชนมาในอดีตน้อยกว่าพรรคเพื่อไทย อีกอย่าง พรรคประชาชนก็ไม่เคยประกาศว่าจะไม่ดึงพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาล
ปัญหาว่า “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล จะไปร่วมหรือไม่ เพราะยังถือไพ่เหนือกว่า หากพรรคประชาชนตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคภูมิใจไทย อาจรอจัดตั้งรัฐบาลแทน เหมือนเมื่อปี 2566 อีกอย่าง “อนุทิน” เคยเป็นนายกฯมาแล้ว จะยอมไปเป็นรองนายกฯหรือรัฐมนตรีหรือไม่
ที่สำคัญ ตำแหน่งรัฐมนตรีของ 3 ขุนพลที่ดึงมาจากคนนอก อย่าง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะมีตำแหน่งหรือไม่
นี่คือ สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยต้องคิดหนัก และชั่งน้ำหนักกับการรอพรรคส้มตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ
สูตรที่ 3 พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ เอาพรรคประชาชน มาร่วมรัฐบาล สูตรนี้พรรคประชาชน จะต้องกลืนน้ำลายตัวเอง และยอมเสียสัจจะครั้งใหญ่ จึงไม่น่าเป็นไปได้
สูตรที่ 4 พรรคประชาชน เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และดึงพรรคเพื่อไทย ร่วมรัฐบาล ส่วนอีกพรรค คือ ประชาธิปัตย์ รวมพรรคเล็กมาเพิ่ม เพื่อให้ได้เสียงข้างมากเกิน 300
สูตรนี้ แม้หลายคนมองว่า มีความเป็นไปได้ ถ้าหากพรรคส้มลืมความหวังฝังใจเจ็บพรรคเพื่อไทย ที่เคยหักหลังกันมาก่อน อีกอย่างในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคส้ม ก็ไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรกับพรรคเพื่อไทย ยกเว้น จะต้องไม่เอารัฐมนตรีเทาเข้าร่วมรัฐบาล แต่ถึงกระนั้น พรรคเพื่อไทย ก็ต้องเสี่ยงที่ผู้นำจิตวิญญาณจะเจอคดีอะไรไปมากกว่านี้หรือไม่ รวมถึงคดีของ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ก็ยังไม่จบ หลายคนจึงเชื่อว่า เพื่อไทย จะเลือกร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยมากกว่า
อีกประเด็นที่น่าวิเคราะห์อย่างยิ่ง ถึง “ตัวตน” ของพรรคประชาชน กับ ความสนใจที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
เริ่มจาก พรรคประชาชน เป็นพรรคที่ใช้อุดมการณ์อันแรงกล้านำพรรค และผลิตนโยบายหลัก เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบ โครงสร้างอำนาจ และการเมืองแบบเก่า บางคนให้ฉายาว่า “พรรคปฏิวัติ” ในการเมืองยุคนี้
ด้วยเหตุนี้ การเข้าใกล้อำนาจรัฐ จึงถูกมองว่า เสี่ยงนำพาประเทศไปสู่ความแตกแยกของประชาชน หรือไม่
ขณะเดียวกัน แท้จริงแล้ว พรรคประชาชน ต้องการเป็นรัฐบาลที่ตัวเองไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อย่างรัฐบาลผสมที่มีพรรคของฝ่ายอนุรักษ์รวมอยู่ด้วยหรือไม่ เพราะเอาเข้าจริง มันไม่สามารถตอบโจทย์การเมืองของตัวเอง ทั้งยังเสี่ยงที่จะเสื่อมถอยตามผลงานที่ออกมาด้วย เรื่องนี้น่าคิดไม่แพ้กัน
นอกจากนั้น กรณี ไทกร พลสุวรรณ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง “ต้องแพ้เพื่อธนาธร ยังไม่ใช่เวลาของพวกเรา” ที่เผย “เบื้องลึก” ว่า แท้จริง พรรคส้ม ไม่ต้องการเป็นรัฐบาลตอนนี้ พรรคส้ม ต้องการเป็นฝ่ายค้านเพื่อรอจนกว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จะหลุดพ้นจากเว้นวรรคทางการเมือง แล้วกลับมาเป็นผู้นำพรรคตัวจริงในปี 2572
“ไทกร” ให้เหตุผลว่า ทุกคนที่มาเป็นหัวหน้าพรรค นับแต่ “พิธา” หัวหน้าพรรคก้าวไกล จนถึง “เท้ง” ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน ล้วนแต่หุ่นเชิดทั้งสิ้น
ไม่เว้นแม้แต่ กรณีส่งเพื่อนสนิทมาควบคุมพรรคส้ม อย่างยุคพรรคก้าวไกล ก็ส่งชัยธวัช (ชัยธวัช ตุลาธน) เพื่อนสนิทจาก สนนท. (สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย) เข้ามาควบคุมพรรค เป็นเลขาธิการพรรค
มาถึงพรรคประชาชน ก็ใช้เพื่อนสนิท “ศรายุทธิ์ ใจหลัก” มาเป็นเลขาธิการพรรคเช่นกัน แสดงให้เห็นว่า เขาไม่เคยปล่อยมือ
บทสรุปของ “ไทกร” คือ เวลาจริงของพวกเขาคือปี 2572 รอ “ธนาธร” กลับมา เวลานี้จึงแพ้ก็ไม่เป็นไร เป็นฝ่ายค้านก็ได้ นั่นเอง
นี่คือ อีกหนึ่งประเด็น ที่น่าจับตามองว่าจะจริง อย่างที่ “ไทกร” เผยเบื้องลึกหรือไม่
ถ้าจริง อาจได้เห็นท่วงทำนองของพรรคส้ม ที่ยอมหักไม่ยอมงอให้กับการต่อรองเข้าร่วมรัฐบาล หรือ ใช้เงื่อนไขเยอะแยะที่จะไม่เข้าร่วมรัฐบาลที่พรรคอื่นเป็นแกนนำ แม้ต้องเป็นฝ่ายค้านซ้ำอีก
แต่การเป็นฝ่ายค้านของพรรคส้ม อาจเป็นการรออย่างมีความหมาย และความหวังของใครบางคนนั่นเอง หรือไม่จริง?





