จริงหรือไม่ ผลสำรวจที่ผ่านมา สะท้อนว่า คนที่ตัดสินใจเลือก นายกรัฐมนตรี พรรคการเมือง และสส.เขตเลือกตั้ง ก็คือ แฟนคลับ หรือ “ด้อม” ของแต่ละพรรคที่เลือกคนของตัวเองอย่างเหนียวแน่นอยู่แล้ว
ดังนั้น คนที่ยังไม่ตัดสินใจ ไม่ใช่ “ด้อม” ของพรรคที่อิงกระแสเป็นสำคัญ หากแต่เป็นคนที่พร้อม “สวิง” ไปเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือเป็นไปได้ทุกพรรคนอกเหนือจากนั้น
คำอธิบายจากนักวิชาการทางการเมือง และนักวิเคราะห์ ก็คือ “ด้อมส้ม” ที่จงรักภักดีต่อพรรคส้มได้ตอบผลสำรวจไปแล้วว่าจะเลือกนายกรัฐมนตรีของพรรคส้ม และสส.พรรคส้ม ทุกครั้งที่มีการสำรวจ และเป็นสาเหตุว่า ทำไม พรรคส้มจึงมีกระแสจากผลสำรวจนำพรรคการเมืองอื่นมาตลอด เพราะมีฐานเสียงที่เหนียวแน่นอยู่แล้วนั่นเอง
อาจจะเช่นเดียวกับ “ด้อมแดง” ซึ่งเคยเป็นพรรคที่มีกระแสนิยมสูงทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ถึงขั้นวิเคราะห์กันว่า จะได้ สส.มากที่สุดมาตลอด ซึ่งที่ผ่านมากระแส “ด้อมแดง” ก็ไม่ต่างจาก “ด้อมส้ม” ในปัจจุบัน เพียงแต่ พ.ศ.นี้กระแส “ด้อมแดง” เปลี่ยนไป จากหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยม ทำให้กระแสที่สะท้อนผ่านผลสำรวจต่ำลง จนตกไปอยู่ที่ 3
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากกระแสเลือกตั้งครั้งนี้ จึงมีสิ่งที่น่าวิเคราะห์หลักอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรก การปรากฏขึ้นอย่างเห็นชัดของ “ด้อมน้ำเงิน” และพรรคภูมิใจไทย ที่มีกระแสนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากที่ไม่เคยอยู่ในอันดับที่ได้รับความสนใจ กลายมาเป็นคู่ชิงกับพรรคประชาชน ถึงขั้นถูกยกให้เป็นสองพรรค ที่มีโอกาสได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 ชนิดคู่คี่สูสี
เรื่องที่สอง ประชาชนจำนวนไม่น้อย เห็นว่า ยังไม่มีคนที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี และยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร แม้ว่า ล่าสุดจากผลสำรวจจะมีเปอร์เซ็นต์ที่ลดลง หลังจากที่ประชาชนตัดสินใจได้แล้วว่า จะเลือกใคร?
ปรากฏการณ์เช่นนี้ อธิบายได้ว่า ในบรรดาบุคคลที่แต่ละพรรคเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยังไม่โดดเด่นเพียงพอ ที่ทำให้ประชาชนตัดสินใจได้ทันที ต่างจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หลายพรรคล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง มีความโดดเด่น มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และประสบการณ์ในการทำงาน ถ้าไม่ทางธุรกิจ ก็ทางการเมือง ประชาชนจึงตัดสินใจเลือกได้ง่าย
ส่วนช่วงใกล้เลือกตั้ง ที่ปรากฏว่า เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครลดลง นั่นแสดงว่า คนบางส่วนตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกใคร? ส่วนว่าเลือกใครนั้น
แน่นอน, ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนหรือโพล ล่าสุด น่าจะเป็นคำตอบได้ดีของเรื่องนี้
เริ่มจาก นิด้าโพล ของ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผย(30 ม.ค.69) เรื่อง “ยกสอง กระแสเลือกตั้ง 69” ที่สำรวจระหว่างวันที่ 23-27 มกราคม 2569
จากการสำรวจ เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้
พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 29.08 ระบุ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
อันดับ 2 ร้อยละ 22.24 ระบุ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
อันดับ 3 ร้อยละ 12.52 ระบุ “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อันดับ 4 ร้อยละ 12.12 ระบุ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)
อันดับ 5 ร้อยละ 9.36 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 6 ร้อยละ 3.76 ระบุ พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) อันดับ 7 ร้อยละ 1.92 ระบุ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) อันดับ 8 ร้อยละ 1.68 ระบุ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) ร้อยละ 5.80 ระบุ บุคคลอื่นๆ
สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.56 ระบุ พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.76 ระบุ พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.92 ระบุ พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 12.76 ระบุ พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.44 ระบุ พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.92 ระบุ ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 1.84 ระบุ พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.40 ระบุ พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.08 ระบุ พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.28 ระบุอื่นๆ
และเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า
อันดับ 1 ร้อยละ 34.20 ระบุ พรรคประชาชน อันดับ 2 ร้อยละ 22.60 ระบุ พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 16.20 ระบุ พรรคเพื่อไทย อันดับ 4 ร้อยละ 13.20 ระบุพรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 3.40 ระบุ พรรคเศรษฐกิจ อันดับ 6 ร้อยละ 2.60 ระบุ ยังไม่ตัดสินใจ อันดับ 7 ร้อยละ 2.20 ระบุ พรรครวมไทยสร้างชาติ อันดับ 8 ร้อยละ 1.20 ระบุ พรรคกล้าธรรม อันดับ 9 ร้อยละ 1.12 ระบุ พรรคไทยสร้างไทย ร้อยละ 3.20 ระบุอื่นๆ
จากผลสำรวจ ที่พบว่า ประชาชนจะสนับสนุน “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน อันดับ 1 ตามด้วย “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย ห่างกันแค่ ประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ แบบหายใจรดต้นคอ อย่างนี้ต้องยอมรับว่า กระแส “เท้ง” กับ “อนุทิน” สูสีมาก ซึ่งถ้ากระแส “เท้ง” หยุดนิ่ง หรือลดลง กระแส “อนุทิน” พร้อมเบียดแซงได้ตลอดเวลา
เช่นเดียวกับ กระแสเลือก “สส.” ทั้งสองระบบคือ ระบบเขต และบัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิสต์ พบว่า คนที่เลือกพรรคประชาชน กับพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ทิ้งห่าง อย่างนี้ก่อนเข้าเส้นชัย ขึ้นอยู่กับใครมีกลยุทธ์เหนือเมฆกว่ากัน
ส่วนกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ จากที่เคยอยู่อันดับ 1 ในช่วงสำรวจแรกๆ ถึงตอนนี้ มาอยู่อันดับ 5 หรือ 6 แล้ว ทั้งยังลดลงอย่างมาก
ขณะเดียวกัน “โพล” ของ สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสํารวจ (30 ม.ค.69) เรื่อง “เลือกตั้ง 69…ใครเหมาะสมเป็นนายกฯ คนใหม่(สํารวจ ครั้งที่ 2) ระหว่าง 16-19 ม.ค.2569 สรุปว่า
1.กลุ่มยังไม่เห็นคนที่ใช่ลดลง คะแนนผู้นํายังแกว่ง และกระจาย โค้งสุดท้ายยังพลิกได้ มีบุคคลที่ไม่เหมาะสมจาก 26.2% ลดลงเหลือ 23.4% ยังถือว่าสูง
ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จาก 16.9% เพิ่มเป็น 18.9% ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาชน จาก 18.8% ลดลงเหลือ 15.2% ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย จาก 10.9% เพิ่มเป็น 12.1% อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ จาก 10.2% ลดลงเหลือ 8.8%
กลุ่มที่ขยับขึ้นอย่างน่าสนใจ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม จาก 1.9% เพิ่มเป็น 4.6%, พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ จาก 1.3% เพื่อเป็น 3.4% คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย จาก 2.6% เพิ่มเป็น 3.2% บุคคลอื่น 4.7% เพิ่มเป็น 5.3%
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ประชาชนจะไปกากบาทบัตรเลือกตั้งพบว่า สิ่งแรก กากบาทเพราะอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ สูงสุด 52.6 % รองลงมา ชอบนโยบายพรรค 30.2% ชอบตัวบุคคล 8.6% ยังไม่แน่ใจ 6.2% ไม่อยากให้ฝั่งเดิมชนะ 2.4%
จากผลสำรวจ วิเคราะห์ได้ว่า โค้งสุดท้ายยังเปิดกว้างในการช่วงชิงความเชื่อมั่น แต่เริ่มเห็นการขยับจากความไม่แน่ใจไปสู่การเลือกมากขึ้น คะแนนผู้ถูกมองว่าแก้ปัญหาได้จริงมีการสลับขึ้นลงชัดเจน สะท้อนว่า พรรคการเมือง ยังพลิกเกมได้จาก “ความน่าเชื่อถือ” และ “การสื่อสารที่จับต้องได้” ผลสํารวจสะท้อนว่าการเลือกตั้ง 69 ขับเคลื่อนด้วย “ความหวังต่อความเปลี่ยนแปลง” เป็นหลัก
ที่นาสนใจไปกว่านั้นคือ ผลสำรวจของ “เนชั่นโพล” (28 ม.ค.2569) โดยเฉพาะโฟกัส “สมรภูมิภาคอีสาน” สนามที่มี สส.มากถึง 133 เขต
อย่างไรก็ตาม พบว่า ภาพรวมในระดับประเทศ มีแนวโน้มที่พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชนจะได้ สส.เขตมากที่สุด สัดส่วนใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 21.14 และร้อยละ 21.11 ตามลำดับ รองลงมา พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 17.56 พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 7.58 แต่มีคนที่ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 23.85
เฉพาะภาคอีสาน ผลสำรวจพบ พรรคภูมิใจไทย มีโอกาสครองแชมป์ร้อยละ 28.58 สัดส่วนสูสี กับพรรคเพื่อไทย ที่ตามมาอันดับ 2 ร้อยละ 25.81 ขณะพรรคประชาชน ร้อยละ 16.96 ส่วนกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 17.2
สำหรับ แนวโน้มการเลือก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 31.06 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 23.33 พรรคประชาชน ร้อยละ 16.04 ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 19.44
สาเหตุที่พรรคเพื่อไทย อาจเสียแชมป์ สนามเลือกตั้งภาคอีสาน เนื่องมาจากอิทธิพลกระแสชาตินิยมของพรรคสีน้ำเงิน ที่ถูกปลุกเร้าอยู่ในภาคอีสาน และการใช้ภาพลักษณ์ความสดใหม่ทางการเมือง ของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รมว.พาณิชย์ ดรีมทีมเศรษฐกิจ ช่วยปั่นกระแสขั้วอนุรักษนิยม ให้เทคะแนนมายังพรรคภูมิใจไทยมากที่สุด
จากสถานการณ์ในสนามเลือกตั้งภาคอีสาน ที่พรรคเพื่อไทย กับพรรคภูมิใจไทยต่อสู้เพื่อแย่งชิงแชมป์ และรักษาแชมป์กันอย่างดุเดือด
กลายเป็นที่มาของคำกล่าวอย่างน่าสนใจของ “คีย์แมน” พรรคเพื่อไทยที่ว่า “ยุทธศาสตร์เดียวในภาคอีสาน เขตไหนต้องสู้กระสุน ต้องใช้ทั้งกระแส และกระสุน ต้องทุบไม่ถอย เพราะถ้าถอย อาจต้องเสียแชมป์เป็นครั้งแรกให้ค่ายสีน้ำเงินในสมรภูมิอีสาน”
เหนืออื่นใด อย่าลืม ภาคอีสานมี สส.เขตมากที่สุดถึง 133 คน ดังนั้นใครยึดภาคอีสานได้ อย่างที่พรรคเพื่อไทยเคยทำได้ มีโอกาสสูงที่จะได้ สส.เป็นอันดับ 1 และได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
และที่น่าวิเคราะห์อีกอย่าง กรณีสองพรรคใหญ่ขับเคี่ยวกันเพื่อแย่งจำนวน สส.เขต นั่นเท่ากับว่า หากพรรคหนึ่งเสียที่นั่ง สส. ก็เท่ากับไปเติมที่นั่ง สส.ให้กับอีกพรรคอย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยเหตุนี้ สนามเลือกตั้งอีสาน จึงมีส่วนสำคัญในการชี้ขาด ทั้งผลชนะเลือกตั้ง และส่งผลให้พรรคที่ได้อันดับ 1,2,3 สส.ไม่ทิ้งห่างกันมากนัก จับตาให้ดีก็แล้วกัน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





