วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

ปมรัฐธรรมนูญไม่ติด TOP 5 ส่งผล ประชามติ-เลือกตั้ง?

ปมรัฐธรรมนูญไม่ติด TOP 5 ส่งผล ประชามติ-เลือกตั้ง?

ท่ามกลางกระแสรณรงค์เลือกตั้งทั่วไปสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ และการลงประชามติ คำถาม “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ประเด็นที่น่าจับตามองอย่างสูง คือ ทั้งสองอย่างจะส่งผลต่อกันและกัน หรือ ถูกแยกแยะออกจากกัน อย่างมีเหตุผลเฉพาะที่ใช้อธิบายเรื่องประชาธิปไตย

ยิ่งการเลือกตั้งส.ส.ครั้งนี้ มี “ตัวแปร” หลายอย่างที่จะทำให้ผลการเลือกตั้งพลิกความคาดหมายได้ตลอดเวลาและมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่พรรคการเมืองบางพรรคก็ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างทุ่มเท ถึงขั้นยอมโหวต “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล เป็น “นายกรัฐมนตรี” เพื่อแลกกับ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” จนนำมาสู่การลงประชามติ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญ มาแล้ว

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ผลสำรวจสถาบันพระปกเกล้า (22 ม.ค. 69) โดยเฉพาะเรื่องนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ ต้องให้ความสำคัญ ที่ประชาชนอยากเห็น พบว่า

Gen Z ให้ความสำคัญกับ

  • เศรษฐกิจ 36.6%
  • ความมั่นคง 21.7%
  • สวัสดิการ 18.3%
  • คอร์รัปชัน 12.6%
  • สแกมเมอร์ 10.9%

Gen Y ให้ความสำคัญกับ

  • เศรษฐกิจ 39.9%
  • ความมั่นคง 20.2%
  • สวัสดิการ 16.7%
  • คอร์รัปชัน 13.9%
  • สแกมเมอร์ 9.2%

Gen X ให้ความสำคัญกับ

  • เศรษฐกิจ 40.9%
  • ความมั่นคง 23%
  • สวัสดิการ 16.3%
  • คอร์รัปชัน 13.5%
  • สแกมเมอร์ 6.3%

Baby Boomer ให้ความสำคัญกับ

  • เศรษฐกิจ 35.2%
  • สวัสดิการ 24.3%
  • ความมั่นคง 21.9%
  • คอร์รัปชัน 12%
  • สแกมเมอร์ ตามลำดับ

ปมรัฐธรรมนูญไม่ติด TOP 5 ส่งผล ประชามติ-เลือกตั้ง?

จะเห็นได้ว่า เสียงส่วนใหญ่รสะท้อนความต้องกาที่ชัดเจน 3 ด้านหลัก คือ

1. ปากท้อง (34.7%): ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นเบอร์หนึ่งในทุกช่วงวัย ต้องการนโยบายที่เพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพที่จับต้องได้จริง

2. ความโปร่งใส (29.5%): การปราบปรามคอร์รัปชันถูกยกเป็นเงื่อนไขหลักในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง

3. ความปลอดภัยยุคใหม่ (15.9%): ปัญหา “แก๊งสแกมเมอร์และธุรกิจผิดกฎหมาย” กลายเป็นความกังวลใหม่ที่พุ่งสูงขึ้น เพราะกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินโดยตรง

จากผลสำรวจเป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีกลุ่มใดระบุ นโยบายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย และเห็นได้ชัดว่า ประชาชนเลือกตอบปัญหา “เร่งด่วน” ต่อการดำรงชีวิตมากที่สุด นั่นคือเศรษฐกิจปากท้อง(34.7%) รองลงมาเป็น “คอร์รัปชัน” ซึ่งมีอยู่สูง (29.5%) ในขณะรัฐธรรมนูญ อาจถูกมองเป็นเรื่อง โครงสร้าง หรือ “การเมืองระดับบน” ที่ค่อนข้างไกลตัว

เมื่อเป็นเช่นนี้ อาจวิเคราะห์ได้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจและสแกมเมอร์คือ “ปัญหาเฉพาะหน้า” ที่กระทบเงินในกระเป๋าและความปลอดภัยโดยตรง ดังนั้นสาเหตุที่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ติด Top 5 ในผลสำรวจชุดนี้ อาจมองได้ว่า มีเรื่องอื่นที่ต้องแก้ไข “ก่อน” สะท้อนถึงลำดับความสำคัญเร่งด่วนของประชาชน

ที่น่าคิดตามมาก็คือ ความคิดเห็นของประชาชนดังกล่าว จะกระทบกับ การลงประชามติ ที่พรรคการเมืองบางพรรคและบางฝ่ายผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่?

ขณะเดียวกัน เมื่อหันมาดูการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ พบว่าน้อยนัก จะมีนโยบายที่เน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องอย่างจริงจัง นอกเหนือจาก “ประชานิยม” ที่จับต้องได้ง่าย หรือแม้แต่นโยบายปราบคอร์รัปชัน ก็เป็นเพียงแนวคิดและคำพูด ที่ไม่มีนโยบายแบบแผนที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรม ว่าจะเริ่มจากตรงไหน ไปจบที่ตรงไหน ใครบ้างอยู่ในข่ายที่ต้องปราบปราม และที่สำคัญจะทำได้อย่าง ทำได้จริงหรือไม่

ความจริง ถ้าพูดถึงนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนใหญ่เรื่องเร่งด่วนที่ประชาชนต้องการให้แก้ไข มีอยู่ในนโยบายของทุกพรรคการเมืองแทบทั้งสิ้น เพียงแต่เมื่อประชาชนเลือกเข้าสภาฯแล้ว จะมีพรรคใดบ้างทำตามที่หาเสียงเอาไว้ และทำได้หรือไม่เท่านั้นเอง   

ยกเว้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องยอมรับว่า มีอยู่ 3 กระแสหลักในบรรดาพรรคการเมืองที่มีอยู่ คือ ความต้องการร่างใหม่ทั้งฉบับ เพราะเห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร ไม่เว้นแม้แต่ หมวด 1 และหมวด 2 ที่เกี่ยวกับความเป็นรัฐ และสถาบันพระมหากษัตริย์

อีกกระแส ต้องแก้ไขในส่วนที่มีปัญหาในทางปฏิบัติ และมีผลกระทบต่อนักการเมืองสูง จนอาจทำให้คนดีไม่กล้าจะเข้าสู่การเมือง เพราะความเคร่งครัดเกินไป เช่น มาตราปราบโกง มาตราเอาผิดเรื่องจริยธรรมร้ายแรง ที่อาจไม่เป็นธรรม รวมถึงอาจเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองได้ กระแสนี้ จะยกเว้น ที่จะไม่แตะ หมวด 1 หมวด 2 เด็ดขาด    

และกระแสที่สาม เห็นว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไข เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีจุดแข็งที่สำคัญคือ ปราบโกงนักการเมือง ซึ่งมีการพูดถึงกันมากว่า เป็นปัญหาใหญ่ในการเมืองไทย เอาผิดจริยธรรมนักการเมือง ด้วยโทษที่สูงอย่างสาสม ด้วยการ “ประหารชีวิตทางการเมือง” คนที่ทำผิดจริยธรรมร้ายแรง หรือ ตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต อีกอย่าง ส่วนถ้ามีปัญหาในทางปฏิบัติ ก็ใช้วิธีแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ซึ่งสามารถทำได้อยู่แล้ว และเคยทำมาแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะแก้ไขทั้งฉบับ

ถ้าจะว่าไปแล้ว ประชาชนที่เป็นฐานเสียงทางการเมือง หรือ “ด้อม-ติ่ง” ของพรรคการเมือง ส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่า ตัวเองอยู่ในกระแสอะไรของสามกระแสดังกล่าว เช่น พรรคที่เรียกตัวเองว่า ก้าวหน้า ก็จะอยู่ในกระแสแรก พรรคกลางๆ ก็จะอยู่ในกระแสที่สอง และพรรคค่อนข้างอนุรักษ์ ไปจนถึงอนุรักษนิยมจัด ก็จะอยู่ในกระแสที่สาม เป็นต้น  

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด “ติ่งส้ม” หรือ “ด้อมส้ม” ส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ไม่เว้น หมวด 1 และหมวด 2 ตามที่พรรคประชาชนเรียกร้องต้องการ

พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย ภูมิใจไทย และอีกบางพรรค ไม่ติดใจที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่จะต้องไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 อย่างเด็ดขาด

และพรรคที่ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจน ว่า ไม่ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ก็คือ พรรคไทยภักดี และบางพรรค ซึ่งเชื่อมั่นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่ไม่ขัดข้องหากจะมีการแก้ไขรายมาตรา

อย่างไรก็ตาม แม้ดูเหมือนฐานเสียง หรือ“ด้อม” ของพรรคไทยภักดี จะยังไม่มากนัก แต่อย่าลืม ถ้ามองในเรื่อง “เอา-ไม่เอา” ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แนวร่วมที่สำคัญอาจมาจาก “พลังเงียบ” ซึ่งมีอยู่ไม่น้อย และกลุ่มคนในกระแส “ชาตินิยม” ที่อยู่ตรงข้ามกับพรรคส้ม ก็เป็นได้?

ประเด็นที่น่าวิเคราะห์เทียบเคียงอย่างยิ่ง จากผลสำรวจความต้องการของประชาชน หนีไม่พ้นกระแสนิยมที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมืองที่ยืนอยู่บน “จุดอ่อน-จุดแข็ง” แตกต่างกัน

เริ่มจากพรรคประชาชน หรือ พรรคส้ม พบว่า ผลสำรวจความนิยมของโพลหลายสำนัก ยังคงยกให้เป็นเต็งหนึ่งที่จะได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1 ขณะ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ต่างกัน โดยมีพรรคภูมิใจไทย และ“อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตามมา ยิ่งโค้งสุดท้าย ยิ่งพูดได้ว่า “หายใจรดต้นคอ” เลยทีเดียว

จน “กูรู” เลือกตั้งหลายคน คาดหมายว่าจะเป็นคู่ชิ่งอันดับ 1 และ 2 และพากันจัดสูตรตั้งรัฐบาลผสมกันยกใหญ่

แน่นอน, ทั้งสองพรรคมี “จุดอ่อน-จุดแข็ง” ที่น่าวิเคราะห์ว่า อาจมีผลต่อการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลสูง  

เริ่มจากพรรคประชาชน ที่กระแสกำลังนำ จุดอ่อนที่เห็นได้ชัด คือ เรื่องเก่าที่ถูกนำมาเล่าใหม่ ในสถานการณ์ที่กระแสชาตินิยมร้อนแรง เช่น คำพูด “ทหาร มีไว้ทำไม” ของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่แม้จะออกมาขอโทษแล้ว ว่าหมายถึงทหารสนามกอล์ฟ ไม่ได้หมายถึงทหารอาชีพ และทหารชั้นผู้น้อย แต่หลีกไม่พ้นถูกตีความว่า “หมิ่น” หรือ ด้อยค่ากองทัพ อย่างไม่น่าให้อภัย

ปมรัฐธรรมนูญไม่ติด TOP 5 ส่งผล ประชามติ-เลือกตั้ง?

ต่อมา สโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ที่ดูเหมือนสถาปนาตัวเองขาวบริสุทธิ์ แต่ปรากฏว่า ผู้สมัครส.ส.ของพรรคถึง 2 คน ถูกจับคดีเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด และเกี่ยวพันกับพนันออนไลน์และฟอกเงิน โดยเฉพาะคนหลังยังเป็นส.ส.ของพรรคมาแล้วด้วย จุดนี้เอง ที่ถูกตั้งคำถามอย่างมากถึงขบวนการคัดเลือกคนของพรรคที่มีปัญหา มีการเรียกร้องความรับผิดชอบจาก กรรมการบริหารพรรค และหัวหน้าพรรค ให้ลาออก ยิ่งกว่านั้น คนในเองยังออกมาแฉ โดยโพสต์เฟซบุ๊กว่า เทายังเหลือ 2 คน ขอให้แสดงตัวออกมา ก่อนที่พรรคจะเสียหาย ยิ่งไปกันใหญ่

จริงอยู่, เมื่อผู้สมัครส.ส.ถูกจับ พรรคประชาชน พร้อมให้ลาออก เพื่อที่จะทำให้เห็นว่า “ไม่ปกป้องเทา” เมื่อเทียบกับพรรคอื่น แต่ทว่า การตรวจสอบคัดกรองที่ไม่เข้มข้น การปล่อยปละละเลยคำร้องเรียนก่อนหน้านี้ หรือแม้แต่ปล่อยให้เป็นส.ส.เทาในสภาฯมาแล้วหนึ่งสมัย จึงไม่อาจลบล้างให้ขาวบริสุทธิ์ได้

และจุดอ่อนที่แทบพูดได้ว่า ติดตัวมาตลอด ก็คือ การเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ “กระแสชาตินิยม” แม้กระทั่งสถานการณ์สู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งกระแสคนไทยส่วนใหญ่เอนเอียงไปในทางเดียวกัน

นี่ยังไม่นับ การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีกระแส “เบื่อลุง” หนุนช่วยอย่างการเลือกตั้ง เมื่อปี 2566 ที่ทำให้สโลแกน “มีลุง ไม่มีเรา” หรือ “มีเรา ไม่มีลุง” พุ่งนำโด่ง และได้รับเลือกตั้งอย่างพลิกความคาดหมาย

ส่วน “จุดแข็ง” พรรคส้ม เป็นพรรคที่มีฐานเสียงคนรุ่นใหม่ที่เข้มแข็ง และสะท้อนผ่านผลสำรวจความนิยมที่ไม่ตกต่ำ ไม่ว่าสถานการณ์ของพรรคจะเป็นอย่างไร

อีกอย่าง คือ “ผลงาน” การทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้าตาประชาชนหลายเรื่อง และไม่มี “บาดแผล” ในการบริหารประเทศให้ถูกโจมตี เพราะยังไม่เคยเป็นรัฐบาล

ส่วนคู่แข่ง อย่างพรรคภูมิใจไทย จุดอ่อน ดูเหมือนจะเป็นเรื่องคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้นำจิตวิญญาณของพรรคที่บุรีรัมย์ ซึ่งหลายคนเชื่อว่า มีวาระซ่อนเร้น ไม่โปร่งใส

อีกอย่าง คือ “ข้อสงสัย” ที่ต้องตอบคำถาม มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุเครนถล่มหลายจุดหรือไม่ ที่มีคู่แข่งบางพรรคหยิบยกมากล่าวหาทางการเมือง

ขณะ “จุดแข็ง” ที่ชัดเจน คือ การตัดสินใจรบกับกัมพูชา และไม่ยอมก้มหัวให้กับมหาอำนาจ เพื่อปกป้องอธิปไตยไทย เรื่องนี้โกยคะแนนนิยมจากกระแสชาตินิยมไปเต็มกระบุง

อีกอย่าง ขณะเป็นรัฐบาลไม่กี่เดือน กลับทำให้ราคาข้าวพุ่งสูง เพราะได้รัฐมนตรีพาณิชย์ที่เก่งและมีความสามารถตรงกับตำแหน่งหน้าที่ อย่าง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ทั้งยังถูกวางตัวเป็นแม่ทัพเศรษฐกิจ ร่วมกับ “รัฐมนตรีคนนอก” ชุดเดิม หากได้เป็นรัฐบาล ถือว่า “โดนใจ” ประชาชนทั้งรากหญ้าและในเมือง  

นอกจากนี้ กระแสพลังดูดอดีตส.ส.เข้าพรรคก็ไม่ธรรมดา ทั้งบ้านใหญ่ บ้านเล็ก หรือแม้กระทั่งยกมาทั้งพรรค

มาถึงตรงนี้ ประเด็นที่น่าวิเคราะห์สำหรับ “พรรคส้ม” ไม่เพียงสนามเลือกตั้งจะต้องสู้จนหืดจับกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งยังไม่รู้ว่าจะชนะหรือไม่

ยังพบว่า ความต้องการของประชาชนทุกช่วงวัย ที่อยากเห็นในนโยบายพรรคการเมือง เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน ไม่มีเรื่อง “รัฐธรรมนูญ” เลยใน “Top 5” อย่างนี้ผลประชามติ จะเป็นอย่างไร?

ยิ่งถ้ามีผล “แปรผันตามกัน” ของการเลือกตั้งกับประชามติด้วยแล้ว ยิ่งชัดว่า ใครจะต้องเหนื่อยหนัก!?