ใครจะคิดว่า สโลแกนหาเสียง ที่อุตส่าห์สรรหาถ้อยคำอันแยบยล สื่อสารง่าย โดนใจคนรุ่นใหม่ ชนชั้นกลาง อย่าง “มีเรา ไม่มีเทา” จะกลายเป็นหอกย้อนศร กลับมาทิ่มแทงพรรคส้ม หรือพรรคประชาชน อย่างเจ็บแสบขนาดนี้
ยิ่งมาทิ่มตำเอาในช่วงจากโค้งสุดท้าย เข้าเส้นตรงก่อนถึงเส้นชัยด้วย ยิ่งน่าจับตาว่า จะมีผลต่อ การเลือกตั้ง 69 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ หรือไม่ เกิดอะไรขึ้น น่าย้อนให้เห็นอย่างยิ่ง
ประเด็นที่น่าสนใจ เริ่มจาก พรรคประชาชน หรือ พรรคส้ม มีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรอย่างได้ผล มีการเปิดโปงขบวนการหลอกลวงประชาชน หรือ แก๊งสแกมเมอร์ ที่ใช้ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ เกี่ยวโยงถึง “การฟอกเงิน” ในประเทศไทย หรือ “ทุนเทา” ทั้งยังเกี่ยวโยงกับผู้มีอำนาจ และนักการเมืองหลายคน ให้การช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง ที่เรียกว่า “นักการเมืองเทา”
ที่สำคัญไปกว่านั้น มีแนวโน้มให้เห็นแล้วว่า “ทุนเทา” และ “นักการเมืองเทา” กำลังสยายปีก เพื่อยึดกุม “รัฐสภาไทย” ทั้งหวัง “ฟอกตัว” และแผ่อิทธิพลในการปกป้องขบวนการหลอกลวงประชาชนดังกล่าวอย่างแยบยลอีกด้วย
การเปิดโปงขบวนการแก๊งสแกมเมอร์ครั้งนี้ ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนค่อนข้างสูง เพราะเห็นปัญหาทางการเมือง และปัญหาของประชาชนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
ประจวบเหมาะกับสถานการณ์การเลือกตั้งทั่วไป สส. หลัง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี “ยุบสภา” พรรคประชาชน จึงฉวยโอกาสประกาศแคมเปญหาเสียงด้วยสโลแกนที่เป็น “ธงนำ” ว่า “มีเรา ไม่มีเทา” ทันที
ไม่เพียงแค่นั้น “มีเรา ไม่มีเทา” ยังขยายผลทางการเมืองสู่เกมจัดตั้งรัฐบาลล่วงหน้าของ “พรรคส้ม” อีกต่างหาก ด้วยการประกาศจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเทา และรัฐบาล “มีเทา” ซึ่งอาจหมายถึง หากพรรคภูมิใจไทย ชนะเลือกตั้ง ที่เชื่อว่า จะต้องดึง “กล้าธรรม” ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้าร่วมอย่างแน่นอน?
ทั้งนี้จากการรณรงค์หาเสียงด้วยสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” อย่างกล้าแข็ง ทำให้กระแส “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน นำแคนดิเดตนายกฯ คนอื่น และพรรคอื่นมาตลอดเส้นทางการสำรวจความคิดเห็นประชาชน
แต่อยู่ๆ สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อปรากฏการณ์รายแรก บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขต 33 พรรคประชาชน ถูกตำรวจปราบปรามยาเสพติดจับคดีฟอกเงิน จากการขยายผลเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ
คดีของ “บุญฤทธิ์” เป็นการขยายผลมาจากคดียาเสพติด หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาชาวลาว เมื่อต้นปี 68 ก่อนสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายฟอกเงิน โดย นายบุญฤทธิ์เป็นกรรมการผู้ถือหุ้นของบริษัทขนส่ง 4 แห่ง แม้จะมีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่ตรวจสอบไม่พบมีความเคลื่อนไหวทางธุรกิจ ตรวจพบการใช้บัญชีธนาคารกว่า 50 บัญชี มีเงินหมุนเวียนมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นบริษัทที่ใช้บังหน้าในการฟอกเงินจากยาเสพติด
รายนี้ ถ้าหากมีความผิดจริง จะไม่เพียง “สีเทา” แต่ยังเป็น “สีดำ” ที่มีโทษสูง และเป็นภัยต่อสังคมอย่างมากด้วย?
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการจับกุมยังอยู่ในช่วงที่รับสมัครเลือกตั้ง สส. พรรคประชาชน จึงเปลี่ยนผู้สมัครแทนได้
เรื่องนี้แม้ว่าจะมีผลกระทบ เสียรังวัดอยู่ไม่น้อย แต่พรรคประชาชนก็พยายามเอาตัวรอด ใช้วิธีขอโทษประชาชน พร้อมอ้าง มีการตรวจสอบประวัติมาเป็นอย่างดีแล้ว จากประวัติอาชญากรรม ซึ่งหลายคนคิดว่า จะจบเพียงแค่นั้น
แต่ปรากฏว่า หลังมีกระแสข่าวออกมาจากปากรัฐมนตรีถึงสองคน คือ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม และ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จากพรรคภูมิใจไทย ว่ามีผู้สมัคร สส. ถึง 10 คน เป็นนักการเมืองเทาที่อยู่ในบัญชีดำของตำรวจ
จากนั้น รายที่สอง ของพรรคประชาชนก็ตามมาในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เมื่อ ปอนด์ รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ อดีต สส. พรรคประชาชน และเป็นผู้สมัคร สส.ตาก พรรคประชาชน ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 196/69 ลง 13 ม.ค.2569 ในข้อหา “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันหรือทำอุบายล่อช่วยประกาศโฆษณา หรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนัน การเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และสมคบฯ ฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน”
แน่นอน, ประเด็นที่ถูกพุ่งเป้าเข้าหาพรรคประชาชนอย่างสูงในเวลานี้คือ สมควรหรือไม่ที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกผู้สมัคร สส.จะต้องรับผิดชอบ เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่ “ย้อนแย้ง” กับการต่อสู้ทางการเมืองของพรรค ตามสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ด้วย
ขณะเดียวกัน ก็มีคำถามตามมาเช่นกันว่า ทำไมการจับกุมจึงเกิดขึ้นในช่วงจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งมีส่วน “ได้-เสีย” ทางการเมือง เรื่องนี้นักวิเคราะห์การเมืองเห็นว่า แม้อาจมีเกมสกัดพรรคส้ม แต่เหนืออื่นใด ปัญหาอยู่ที่พรรคส้มเองที่ไม่รอบคอบในการคัดเลือกคน และมีข่าวว่า ปล่อยปละละเลยเสียด้วยซ้ำ ที่ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ เพราะถ้าไม่ทำผิด ก็ไม่มีใครทำอะไรได้อยู่แล้ว
ถามว่า หมดหรือยัง ผู้สมัคร สส.เทาของพรรคส้ม? / ล่าสุด (16 ม.ค.69) ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต สส. บัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลัง “รัชต์พงศ์” ถูกจับ มีข้อความบางตอนน่าสนใจว่า
“ไม่เอาเทา แต่มีรายที่ 3-4 อีก (ได้กลิ่นความพังหรือยัง?)
ผมเคยเตือนว่า สโลแกนพรรคส้มให้ระวัง เพราะความเทาเข้าถึงได้ง่าย แบ่งความเทาได้ 3 ระดับ
1. เทาอ่อน ขายของผิดกฎหมายเบาๆ เช่น ขายบุหรี่ไฟฟ้า เป็นเอเย่นต์นำเข้าให้เก็บที่โกดังบริษัท เป็นต้น
2. เทากลาง พวกหนีภาษี ขายสินค้าเถื่อน หลบเลี่ยงนำเข้า จ่ายเงินใต้โต๊ะ
3. เทาเข้ม พนันออนไลน์ เพราะมอมเมาเยาวชนเป็นวงกว้าง / ส่วน “ดำ” เข้าข่ายยาเสพติด ฟอกเงิน ค้ามนุษย์...”
“ชูวิทย์” ระบุด้วยว่า พรรคส้มเองมีทั้งเทาไปยันดำ พูดไว้ตั้งแต่ไก่โห่ ก็หาว่าผมโจมตีใส่ร้าย
รายต่อไปตัวอักษรย่อ ส.
ตามที่สมาชิกพรรคส้มแนะนำให้ออกมายอมรับ แต่คงไม่ออกมาจนกว่าหมายจับจะไปถึง
เพราะพวกเทาหากจับไม่ได้ไล่ไม่ทันไม่มีใครไปยอมรับ...
ขณะที่ ก่อนหน้านี้(15 ม.ค.69) พ.ต.ท.ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 50 พรรคประชาชน สามี น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 11 พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า
"อีก 2 หมายรอรับแรงกระแทก ถ้ารู้ว่าทำผิด ทำให้พรรคเสียหาย แสดงความรับผิดชอบก่อนได้เลยนะครับ ไม่ต้องรอให้ออกหมายจับ" ก่อนเจ้าตัวจะลบโพสต์ดังกล่าว
ประเด็นที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ผลกระทบต่อคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่ล่าสุด (13 ม.ค.69) จากการเปิดเผยผลสำรวจของ ‘นิด้าโพล’ ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในหัวข้อ “ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69” ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 5-8 ม.ค.69
โดยเฉพาะเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ยังเป็น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน ขณะที่อันดับ 2 คือ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย
อันดับ 3 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ ส่วนอันดับ 4 คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคประชาธิปัตย์ และอันดับ 5 เป็น ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย
โดยณัฐพงษ์ ได้ร้อยละ 24.76 อนุทินได้ร้อยละ 20.84 อันดับ 3 ได้ร้อยละ 14.12 อภิสิทธิ์ได้ร้อยละ 12.12 และยศชนันได้ร้อยละ 9.64 / ส่วนผลสำรวจพรรคการเมืองที่ประชาชนจะเลือก สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง อันดับ 1 และ 2
สอดคล้องกับเรื่องความนิยมในตัวนายกฯ โดยพรรคประชาชนได้ร้อยละ 30.40 อันดับ 2 คือ พรรคภูมิใจไทย ได้ร้อยละ 21.96 อันดับ 3 พรรคเพื่อไทยได้ร้อยละ 15.72 อันดับ 4 พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 12.16 และอันดับ 5 ร้อยละ 8.40 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
จากผลสำรวจดังกล่าว จะเห็นว่า แม้ความนิยมของณัฐพงษ์ และพรรคประชาชนยังอยู่อันดับ 1 แต่ที่น่าสนใจคือ อันดับ 2 อย่าง อนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ห่างจากอันดับ 1 ไม่มากนัก และมีโอกาสไล่บี้เข้าเส้นชัยได้
นอกจากนี้ ผลการสำรวจดังกล่าว ยังถือเป็น ‘ยกแรก’ ทุกอย่างยังสามารถเปลี่ยนแปลง และสวิงได้เสมอ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังจากนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากจะมีการจับกุมผู้สมัคร สส.พรรคส้มอีกจริง อย่างที่ “ชูวิทย์” และ “คนใน” ของพรรคปูดออกมา นับว่าน่าจับตาอย่างยิ่ง พรรคส้มจะสะดุด “มีเรา ไม่มีเทา” อย่างจังหรือไม่ และคงไม่มีข้ออ้างที่ฟังขึ้น
นั่นอาจหมายถึงโอกาสเข้าเส้นชัยของ “เท้ง” ณัฐพงษ์ และพรรคประชาชน ที่มี “อนุทิน” และพรรคภูมิใจไทย ตามมาติดๆ ชนิดหายใจรดต้นคอด้วย จับตาให้ดีอาจมีพลิกแซงหรือไม่!?
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





