คำขอโทษของ 'พิธา' จบแค่ 'คะแนนเสียง'

ดูเหมือนคำขอโทษของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ในท่ามกลางการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถูกจับตามองเป็นอย่างสูง
พรรคประชาชน กำลังจะเป็นพรรคที่ยอม “งอ” จากเดิมยึดอุดมการณ์อย่างเหนียวแน่น “ยอมหักไม่ยอมงอ” แล้วหรือ?
กรณี เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 9 มกราคม 2569 (ตามเวลาท้องถิ่นรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา) ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 15 ชั่วโมง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล จัดกิจกรรม Pita US Tour ที่วัดไทยลอสแอนเจลิส เพื่อเป็นวงพบปะแลกเปลี่ยนกับคนไทยในสหรัฐฯ เกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทยและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของภาคประชาชน มีรายงานข่าว บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก
ช่วงหนึ่ง “พิธา” กล่าวถึงกรณีวาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” ขณะปราศรัยเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ว่า ตอนที่ตนพูด นึกถึงทหารสนามกอล์ฟ ไม่ได้นึกถึงทหารสนามรบ มันเป็นความผิดของผมเอง จนถึงทุกวันนี้ผมยังรู้สึกเสียใจ อยากจะขอโทษทหารสนามรบ ทหารชั้นผู้น้อย ทหารมืออาชีพจริงๆ ที่เขาเสียสละเพื่อจะปกป้องแผ่นดินของเรา
เพราะตอนที่พูด พูดในช่วงที่ทหารมีนาฬิกาแพงๆ ทหารที่ทำการรัฐประหาร ทหารสนามกอล์ฟ แต่ไม่ได้พูดออกมาให้ชัดว่า ผมเคารพทหารสนามรบ แต่ทหารที่ปกครองประเทศเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราก็รู้สึกได้เลยว่า สิ่งที่พูดไปตอนนั้นมันเอาท์เดต (ล้าสมัย) มากกับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน
สิ่งที่น่าคุ้นหาอย่างยิ่งจากคำขอโทษของ “พิธา” เจตนาที่แท้จริงคืออะไร? สำนึกผิดจากคำพูด หรือ แค่ต้องการแก้ตัว จากที่ถูกนำมา “ย้อนศร” โจมตีในช่วงสู้รบกับกัมพูชา และหาเสียงเลือกตั้ง
อย่าลืม อุดมการณ์ของพรรคส้ม ที่ประกาศออกมาอย่างชัดแจ้ง โดยผู้นำทางจิตวิญญาณทุกคน ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ถ่ายทอด “ดีเอ็นเอ” สู่ อดีตพรรคก้าวไกล กระทั่งมาเป็นพรรคประชาชนในปัจจุบัน คือ ปฏิรูปสถาบัน ปฏิรูปกองทัพ เปลี่ยนแปลงการเมือง เปลี่ยนแปลงประเทศ
จึงไม่แปลกที่การทำงานการเมืองของพรรคส้ม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะเน้นในกรอบอุดมการณ์ดังกล่าวเป็นหลัก ตัวอย่างที่เห็นชัด เรื่องปฏิรูปกองทัพ คือ นโยบาย ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร มีเฉพาะทหารอาชีพ ลดงบประมาณการจัดซื้ออาวุธ และเรือดำน้ำ ทำกองทัพให้เล็กลง เพราะเชื่อว่า กองทัพอาจจำเป็นน้อยลง ฯลฯ จนเป็นที่มาของ “วาทกรรม” เย้ยหยัน “ทหารมีไว้ทำไม”
ส่วนคำขอโทษของ “พิธา” ไม่ได้มีส่วนไหนที่บ่งบอกถึงการ “สำนึกผิด” ที่มีอุดมการณ์และนโยบายปฏิรูปกองทัพ หรือ มองเห็นความสำคัญของกองทัพที่เปลี่ยนไปจากเดิม
“ตอนที่ตนพูด นึกถึงทหารสนามกอล์ฟ ไม่ได้นึกถึงทหารสนามรบ เป็นความผิดของผมเอง จนถึงทุกวันนี้ผมยังรู้สึกเสียใจ อยากจะขอโทษทหารสนามรบ ทหารชั้นผู้น้อย ทหารมืออาชีพจริงๆ...”
เห็นได้ชัดว่า ในคำขอโทษ ยังมอง กองทัพ ด้วยสายตาที่มี “ทหารสนามกอล์ฟ” เป็นสำคัญ และมองทหารสนามรบคือ ทหารชั้นผู้น้อย และทหารอาชีพเท่านั้น
สายตาเช่นนี้ หลีกไม่พ้นที่จะถูกมองว่า มีอคติ กับกองทัพอย่างไม่แยกแยะหรือไม่ เพราะไม่แยกแยะว่า ทุกองค์กร ล้วนมีทั้งคนดีคนไม่ดี แทนที่จะเน้นโจมตีเฉพาะคนเฉพาะกรณี กลับนำมาเหมารวม จนทำให้ภาพลักษณ์ “กองทัพ” เสื่อมเสีย
วิเคราะห์ให้ดี การโจมตีทหารสนามกอล์ฟ ทหารเกณฑ์ที่ถูกทำโทษรุนแรง หรือแม้แต่ทหารเกณฑ์ถูกเอาไปซักผ้า ก็คือ การโจมตีในจุดเล็ก ให้เป็นความด่างพร้อย เพื่อที่จะนำไปขยายผล “ปฏิรูปกองทัพ” นั่นเอง
“พิธา” ไม่ได้ขอโทษ “กองทัพ” ที่ทำให้เสื่อมเสีย โดยไม่แยกแยะทหารสนามกอล์ฟออกจากความเป็นกองทัพ ซึ่งประกอบด้วยทหารอาชีพจำนวนมากและมีบทบาทสำคัญในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ แต่เลือกที่จะขอโทษทหารที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของพวกตนคือ ทหารชั้นผู้น้อย และทหารอาชีพที่เชื่อว่ามีอยู่เพียงเล็กน้อย
รวมทั้งที่น่าย้อนให้เห็น ก็คือ วาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” ถูกพูดขึ้นบนเวทีปราศรัยหาเสียงในการเลือกตั้งปี 2566 เป็นการพูดเพื่อตั้งคำถามและโจมตีบทบาทของ “กองทัพ” ซึ่งอดีตพรรคก้าวไกล มีนโยบายปฏิรูปกองทัพ
โดยชี้ชัด อย่างไม่เห็นหัวทหารชั้นผู้น้อย หรือ “ทหารในสนามรบ” อย่างที่ขอโทษ หากแต่ยังพูดว่า
“หลายประเทศที่อยู่ใกล้กัน เคยขัดแย้งกัน แต่ในวันนี้ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าทางทหาร บางประเทศสามารถลดกองทัพลงได้ และบางประเทศอาจไม่จำเป็นต้องมีกองทัพเลย หากผู้นำฉลาดพอ...”
รวมถึงข้อสงสัยที่ตั้งไว้ว่า หากถูกรุกรานจริงก็ไม่เชื่อว่าจะสามารถรบชนะได้... เห็นชัดว่า เป็นการด้อยค่าทหารเหมารวมทั้งหมด
นอกจากนี้ อดีตนักการเมืองดัง อย่าง ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับคำขอโทษ “พิธา” อย่างน่าสนใจ
โดยโพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “30 วันอันตราย คำขอโทษที่สายไป” (9 ม.ค.69) ชูวิทย์ ระบุตอนหนึ่งว่า
...วันนี้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์“ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่เคยหาเสียงเมื่อปี 2566
ออกมาขอโทษจากการชี้นำประชาชนที่เบื่อ “ลุงตู่” ที่อยู่ปกครองประเทศมาถึง 8 ปี โดยปราศรัยหาเสียงด้วยวาทกรรม
“ทหารมีไว้ทำไม?”
“ถึงรบก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ”
“ไม่มีการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้านแล้ว”
พรรคส้มกล้าทำในสิ่งที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เป็นพรรคการเมืองเก่า และยกตัวเองเป็น “พรรคการเมืองใหม่”
ด้วยการนำ “สถาบัน” ต่างๆ ของสังคมไทยมาขึ้นเขียงสับ เพียงเพื่อแลกกับคะแนนเสียง
ในภาวการณ์ที่จับกระแสได้ว่า “คนเบื่อลุงตู่” แต่กลับเอาทหารทั้งกองทัพมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง
หรือแม้แต่ “สถาบัน” ที่สูงส่ง ยังตกเป็นเครื่องมือหาเสียงของพรรคส้ม
การหยุดหาเสียงด้วยการโจมตีสถาบัน ไม่ได้เกิดจากเจตนารมณ์ของพรรคส้มเอง
แต่มาจากคำสั่ง “ศาลรัฐธรรมนูญ”
พรรคส้มต้องการสร้างการเมืองใหม่ ที่แตกต่างจากพรรคการเมืองเก่าอื่นๆ
เอา “ความศรัทธา” ของผู้คน สร้างความแตกแยก แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงของพรรค
จนเมื่อเกิด “สงครามชายแดน ไทย-กัมพูชา”
บาดแผลนี้จึงเริ่มปรากฏผลเสียออกมาให้เห็น
ไม่ใช่จากคำพูด แต่ด้วยชีวิตของทหารที่บาดเจ็บล้มตาย เป็นแรงสะกิดเปิดแผลย้อนคำปราศรัยของพิธาหัวหน้าพรรคก้าวไกลอย่างรวดเร็ว
แม้ ธนาธร และแกนนำจะแถไถว่า “หมายถึงให้ทหารทำหน้าที่รบปกป้องประเทศ ไม่ใช่ไปทำสนามกอลฟ์ หรือหมายถึงการปกป้องสิทธิของทหารชั้นผู้น้อย”
แต่ใครๆ ก็รู้ว่า ความหมายของพิธาในการหาเสียงคือจับกระแสเบื่อลุง โดยเอา “สถาบันทหาร” มาถล่มเพียงเพื่อแลกกับ “คะแนนเสียง” และได้ผล
เพราะวันนั้นไม่มีใครคาดว่าจะเกิดสงคราม คนไทยโหวตให้พรรคส้มล้นหลามถึง 14.4 ล้านเสียง ได้ ส.ส. ถึง 151 คน
ทว่าเมื่อมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ “แผลของการเล่นกับศรัทธาของคน” กลับกลายเป็น “แผลเน่า”
จนยากเกินที่พรรคส้มจะเยียวยาได้ทันในระยะเวลา 30 วันก่อนเลือกตั้ง พรรคส้มพยายามนำเรื่องราวใหม่มากลบ หรือพยายามชี้แจง แต่ไม่เป็นผล
ท้ายสุดให้พิธาออกมาขอโทษประชาชน แต่บาดแผลนี้เสียหายเกินการควบคุมไปแล้ว
ด้วยการปราศรัยที่ชัดเจนทั้งคำพูด ประโยค ข้อความบนเวทีที่มุ่งทำลาย “สถาบันทหาร”
แทนที่จะมุ่งตรงไปที่ทหารอย่าง “ลุงตู่และคณะ” เพียงกลุ่มเดียว...
ด้าน คนเคยรักพรรคส้ม อย่าง ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต โพสต์เฟซบุ๊ก(9 ม.ค.69) แสดงความเห็นกรณี “พิธา” ขอโทษ ที่เคยสร้างวาทกรรม “ทหารมีไว้ทำไม” ว่า
“อันนี้กระจอกมาก ทำไมต้องขอโทษ พูดทุกอย่างถูกแล้วหนิ อ๋อ ที่ต้องขอโทษ เพราะกลัวตกขบวนรถไฟชาตินิยม อุบาทว์ กระจอก ไม่ต้องมีอุดมการณ์ห่าเหวไรแล้วค่ะ”
เมื่อเป็นเช่นนี้ คำขอโทษของ “พิธา” นอกจากไม่ทำให้กระแสชาตินิยมเปลี่ยนความตั้งใจได้แล้ว แม้แต่กระแสของคนก้าวหน้า ที่เคยเชื่อมันในอุดมการณ์พรรคส้ม ก็อาจสับสนในท่าทีของ “พิธา” และพรรคส้มเหมือนกัน ว่า แท้จริงแล้ว “คะแนนนิยม” ต่างหากอยู่เหนืออุดมการณ์ที่กล่าวอ้างหรือไม่







