มีเรื่องของเมืองพัทลุงมาบอกเล่าอีกแล้ว ซึ่งพัทลุงนั้นเกี่ยวพันกับสงขลา ถ้าทางทำเลที่ตั้ง นอกจากจะติดกันทางบกแล้ว ทางน้ำก็ยังมีทะเลน้อย-เชื่อมต่อทะเลหลวงของสงขลาด้วยกัน เมืองเก่าสงขลาที่ผมเคยเขียนไปแล้วว่าเดิมอยู่ตรงหัวเขาแดง แล้วย้ายไปทางด้านแหลมสน ก่อนจะข้ามน้ำไปทางด้านบ่อยางในปัจจุบัน พัทลุงก็เช่นกัน ย้ายที่ตั้งเมืองอยู่บ่อยๆ “เมืองเก่าชัยบุรี” คือที่ตั้งของพัทลุงมาแต่แรก
“เมืองเก่าชัยบุรี” ที่ผมรู้จักทีแรกเลย คือไปหาที่กางเต็นท์พักแรม ซึ่งที่นี่เป็นวนอุทยานที่อยู่ใกล้ตัวเมือง (สำหรับสายกางเต็นท์ สายรถนอน สายขับรถเที่ยว ถ้ามาพัทลุงแล้วไม่นอนที่อุทยานฯ เขาปู่-เขาย่า ก็มีที่วนอุทยานเมืองเก่าชัยบุรีนี่แหละที่ใกล้ตัวเมืองพัทลุงมาก) พอมาถึงจึงรู้ว่า วนอุทยานชัยบุรีนั้น เป็นทั้งที่ตั้งเมืองเก่าของพัทลุง และมีทั้งแหล่งธรรมชาติที่น่าสนใจมาก
ที่สะดุดตา เมื่อไปถึงพื้นที่ก็คือ ซาก-ส่วนของกำแพงป้อมปืน ที่ในบางแหล่งข้อมูลเรียก ป้อมปืนรูปดาว อยู่ในบริเวณเดียวกับวัดเขาเมือง ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ครั้งชัยบุรียังเป็นเมืองเริ่มแรกของพัทลุง ผมไปเห็นมาตั้งแต่ยังไม่ได้บูรณะ จนเดี๋ยวนี้กรมศิลปากรบูรณะเสร็จแล้ว
ในป้ายเล่าประวัติ ที่จัดทำโดยสำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา เล่าประวัติเมืองชัยบุรีไว้ว่า...
ในสมัยอยุธยา พ.ศ. 2172 ท่านฟารีซี หรือ เฟรีซี หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ตาเพชร ซึ่งเป็นน้องชายของสุลต่านสุไลมาน ผู้ปกครองเมืองซิงกอรา (เมืองสงขลา ตอนที่อยู่ที่หัวเขาแดง) ได้ให้ท่านเฟรีซี น้องชายที่เป็นปลัดเมือง ย้ายเมืองพัทลุง (ซึ่งเดิมคาดว่าอยู่ที่สทิงพระในปัจจุบัน - ผู้เขียน) มาตั้งเมืองทางบกในที่ราบทางทิศเหนือของเขาชัยบุรี เพื่อป้องกันเมืองสงขลาจากข้าศึกที่อาจจะมาทางบก
จุดเด่นของที่นี่ คือ มีลักษณะภูมิประเทศที่ถูกปิดล้อมด้วยภูเขา เพื่อใช้ป้องกันไม่ให้ข้าศึกบุกโจมตีได้ง่าย โดยใช้ภูเขาเป็นปราการป้องกันเมือง แล้วก่อสร้างกำแพงเมืองแบบระเนียดไม้ ปิดช่องระหว่างภูเขาลูกต่างๆจนรอบเมือง
ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในปี พ.ศ. 2230 ได้มีการสร้างป้อมรูปดาว 5 แฉกขึ้น เพื่อใช้เป็นป้อมประจำมุมเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จากการออกแบบและคุมงานโดยวิศวกรชาวฝรั่งเศส ซึ่งป้อมรูปดาวนี้เป็นรูปแบบป้อมปราการที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรอิตาลี เมื่อพุทธศตวรรษที่ 21 เพื่อไว้ต่อสู้กับปืนใหญ่ ที่เป็นอาวุธทำลายล้างสูงในยุคนั้น
ภายในเมืองเก่าชัยบุรี มีการพบหลักฐานการติดตั้งปืนใหญ่ประจำเมืองซึ่งเป็นปืนใหญ่จากฮอลันดา จำนวน 2 กระบอก ซึ่งปัจจุบัน ปืนใหญ่ทั้งสองตั้งอยู่ที่หน้าเสาธงโรงเรียนพัทลุง ป้อมแห่งนี้ได้รับการบูรณะในปีงบประมาณ 2565
อย่างที่บอกว่าป้อมดาวแห่งนี้อยู่บริเวณเดียวกันกับที่ตั้งวัดเขาเมือง มีเพียงถนนคั่น เป็นวัดเก่าแก่ประจำเมืองชัยบุรี ซึ่งแสดงว่าสร้างมาแต่สมัยอยุธยา ใกล้กำแพงป้อมรูปดาว จะมี "ศาลตาเพชร" ผู้ซึ่งมาตั้งเมืองชัยบุรีคนแรก ตัวป้อมสร้างบนเนินธรรมชาติ ปรับไปตามสภาพธรรมชาติ บนยอดเนินเจดีย์เก่าแก่ ศิลปะแบบอยุธยา และป้อมปืนที่ต่ำลงมา
ภายในเมืองเก่าชัยบุรี ปัจจุบันเป็นชุมชนหลวมๆ มีบ้านเรือนไม่มาก และมีโบราณสถานอยู่กระจายกันออกไป เช่น ศาลพระเสื้อเมือง เสาผูกเรือ และลำคลองสมัยเก่า ส่วนในบริเวณที่เป็นวนอุทยานชัยบุรี ที่ผมบอกว่าอยู่ท่ามกลางการโอบล้อมของภูเขาหินปูนสูงใหญ่ ภายในบริเวณร่มรื่น น่าไปพักแรมมาก ผมมาพักบ่อย ชอบความเงียบสงบของพื้นที่
ใกล้กับที่ทำการวนอุทยานฯ ตรงที่ลุ่มระหว่างเขาเมืองและเขาพลู จะเป็นที่ตั้งของ "วัดไนยอ" ซึ่งร้างไปนานแล้ว วัดนี้สร้างมาแต่ครั้งอยุธยา ในบริเวณจะมีดงต้นอโศกขึ้นกันหนาแน่น จนร่มครึ้ม ใกล้กันจะมีก้อนหินใหญ่ ในป้ายอธิบายความบอกว่าเป็นที่ที่พระ (ท่านยอ) มานั่งเทศนาชาวเมืองชัยบุรี
ท่านยอนี้ เป็นเจ้าอาวาสวัดไนยอ ท่านเก่งทางด้านวิปัสสนากรรมฐาน เคร่งครัดในพระธรรมวินัยสูง ท่านมรณภาพโดยการเข้าฌานสมาบัติถอดวิญญาณออกจากร่าง ในศาลาท่านยอนี้ จะมีรูปปั้นงูใหญ่ ซึ่งเชื่อกันว่าท่านยอกลับมาเกิดเป็นงูใหญ่ตัวนี้ อีกทั้งที่นี่ยังเคยเป็นสถานที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาด้วย แต่ไม่เขียนรายละเอียดว่า เป็นในสมัยไหน ใครถือ และมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์โบราณ เป็นบ่อเล็กๆ ทรงกลม ขอบบ่อกรุด้วยอิฐที่เคยเป็นฐานโบสถ์วัดไนยอมาก่อน
ในบ่อมีน้ำใสแจ๋ว ผมคาดว่าจะเป็นน้ำที่ซึมผ่านรากไม้มาจากใต้ดินเพราะในบริเวณเป็นที่ลุ่มและมีต้นไม้ปกคลุมร่มรื่น แต่ถ้าในบางปีน้ำแห้ง ชาวบ้านก็สามารถขอน้ำโดยการจุดธูปเทียนบอกกล่าว ก็จะมีน้ำซึมออกมา กลางวันก็ดูร่มรื่น แต่กลางคืนคงจะวังเวงเหมือนกัน
อีกที่หนึ่งที่ผมชอบมากคือ ถ้ำพระนอน อยู่ในวัดถ้ำพระนอน ในบริเวณเมืองเก่านี่แหละ วัดมีสถานที่กว้างขวาง เสนาสนะไม่ค่อยมาก สร้างอยู่เชิงภูเขาหินปูน ซึ่งในภูเขาหินปูนลูกนี้ จะมีเพิงถ้ำแคบๆ
แต่มีเพดานสูงความกว้างไม่มากราว 4 เมตรได้ แต่เพดานถ้ำจะสอบแคบเข้ามาหากันสูงสัก 20-30 เมตร ลึกราว 30 เมตร ที่ผมชอบคือ ผนังถ้ำด้านขวา สูงไปราว 2 เมตรเศษ จะมีพระพุทธรูปปูนแปะ คือใช้ปูนขาวปั้นแปะไปกับผนังถ้ำแบบนูนต่ำ เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ศิลปะแบบอยุธยา องค์ใหญ่ ยาว 19 เมตร พระบาทหันไปทางปากถ้ำ พระหัตถ์แนบกับลำตัว
แต่ที่ไม่ค่อยเห็นที่ใดคือ ร่องรอยของส่วนที่เหมือนกับผ้าคาดเอวของพระสงฆ์ในปัจจุบัน โดดเด่นเห็นชัดเจนมากเมื่อเขาเอาสีเลือดนกไปทาตรงบริเวณผ้าคาดเอว แต่พระพักตร์หรือส่วนอื่นๆ ขององค์พระ หลายส่วนถูกทำลาย เพราะมีการมาขุดหาสมบัติ ทั้งพื้นถ้ำ ทั้งองค์พระนอน ด้วยเชื่อกันว่ามีการนำทรัพย์สินที่มีค่ามาผสมปั้นเป็นองค์พระ เป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก
อีกที่หนึ่งที่ต้องไม่พลาดคือ "ถ้ำน้ำชัยบุรี" ที่ตั้งก็เขาเมืองนั่นแหละ แต่อยู่ตรงข้ามกับวนอุทยานฯ ต้องอ้อมไปเข้าอีกด้านของภูเขา จะมีบันไดปูนเดินขึ้นเขาไป สูงเหมือนกัน เล่นเอาเหนื่อย แต่มีศาลานั่งพัก จุดชมวิว
“ใครพลัดหลงเข้าไปในเขาเมือง จะพบกับคนธรรพ์และพบทะเลและมีโลงศพทองของพระเตมีย์ลอยน้ำอยู่ และมีกาปากเงิน กาปากทอง เกาะอยู่บนโลงศพ” นี่เป็นข้อความที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมชัยบุรี/46 เขียนติดไว้ในศาลาเมืองเก่า ถ้ำน้ำนี้ถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่า นี่คือประตูที่นำพาเข้าไปสู่เมืองลับแลได้
ส่วนสภาพจริงๆ ของถ้ำน้ำ คือถ้ำที่อยู่เกือบบนยอดเขา มีช่องเข้าเล็กๆ ต้องก้มหัวลอดเข้าไป แล้วจะเจอโถงเล็กๆ ที่มีบันไดพาดลงไปอีกราว 2-3 เมตร แล้วเดินลงไปตามทาง จะพบกับแอ่งน้ำขัง กว้างไม่มากนัก น้ำนี้ขังอยู่ตลอดทั้งปี (ว่ากันแบบนั้น) น้ำใสแจ๋ว เป็นที่น่ามหัศจรรย์มาก เพราะโดยทั่วไป มักจะเห็นน้ำที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับภูเขาหินปูนมักจะอยู่ใต้ภูเขา ซึ่งนั่นเป็นระบบทางน้ำใต้ภูเขานั่นเอง แต่ที่นี่น้ำมาอยู่ในถ้ำยอดเขา
ทีนี้เรามาดูทางธรณีว่าน้ำนี้มาอยู่บนยอดเขาได้อย่างไร?
จริงๆ ในทางธรณีก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในตัวภูเขามันมีถ้ำ ถ้ำก็มาจากน้ำฝนที่มันกัดกร่อนละลายหินปูนจนเป็นโพรงนี่แหละ พอมีถ้ำ เมื่อฝนตกลงมา น้ำมันก็ไหลลงมาตามรอยแตกของหินปูน ไหลลงมาในแอ่งภายในถ้ำ น้ำมันไม่มีทางไปมันก็ขัง น้ำฝนนั้นมันจะเป็นกรดอ่อนๆ และหินปูนก็มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ น้ำที่ไหลตกลงมาขัง จึงเป็นน้ำละลายหินปูน (ดื่มไปนานๆ จะเป็นนิ่ว )
ส่วนน้ำที่ขัง ถ้าด้านล่างยังมีถ้ำ มีโพรง หรือมีรอยแตกของหิน น้ำก็จะรั่วไหลลงไปเอง แต่ถ้ายังขังอยู่ ก็แสดงว่าแอ่งนี้ยังไม่มีรอยรั่ว ยกเว้นเกิดแผ่นดินไหว จนภูเขามีรอยร้าว แบบนี้ก็ไม่แน่
บ้านเรามีแอ่งน้ำหินปูนขังให้เห็นตามถ้ำหลายแห่ง น้ำหินปูนที่ขังนานๆ เป็นร้อยๆ ปี มันก็จะทิ้งคราบหินปูนเกาะริมผนังถ้ำบ่งบอกถึงระดับน้ำในอดีต อย่างเช่น ที่ถ้ำภูผาเพชรที่สตูลนี่เห็นชัดมาก กระบวนการทางธรณีนี้ใช้เวลาเป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นปี กว่าจะปรากฏเป็นภาพลักษณ์ที่เราเห็นในปัจจุบัน น้ำที่ถ้ำน้ำนี้ ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ เคยร่วมเป็นน้ำสำคัญในพิธีบรมราชาภิเษกของในหลวง ร.10 มีพิธีมาตักน้ำที่นี่ด้วย
ต่อมาเมืองพัทลุงก็มีการย้ายจากชัยบุรีไปอีกหลายที่ และมีการสร้างทางรถไฟสายใต้ผ่านพัทลุง จึงมีการย้ายจากลำปำ ไปอยู่ริมทางรถไฟอย่างในปัจจุบัน
ถึงแม้ว่าพัทลุงจะย้ายไปหลายที่กว่าจะอยู่ ณ พื้นที่ปัจจุบัน แต่เมืองเก่าชัยบุรี กลับเป็นสถานที่ที่พบรากฐานของเมืองค่อนข้างจะมาก คนที่ไปพัทลุง ผมจึงอยากให้แวะที่ชัยบุรีสักครั้ง ส่วนผมนั้น ไปบ่อยจนจะเป็นประชากรชัยบุรีไปแล้ว
ทำไมไปบ่อย
ชอบ...!



