จริงๆ ก็เดินทางมาหมดทุกจังหวัด เคยไปนอนมาหมดแล้ว แต่ต้องยอมรับเลยว่า 3-4 จังหวัดในภาคกลางนี่แหละที่ไม่ค่อยได้เขียนถึง ไปนะไป แต่ไม่ค่อยได้เขียนเล่ามากนัก โดยเฉพาะอ่างทองนี่เขียนเรื่องหมู่บ้านทำกลองบ้านเอกราชเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วกระมัง ช่วงนี้น้ำมันแพง จะไปไหนไกลๆ ก็เปลืองน้ำมัน เลยพาท่านผู้อ่านไปใกล้ๆ แค่อ่างทองละกัน
แต่อย่าคิดว่า ไปใกล้แล้วไม่มีอะไรดีนะ ของดีที่น่าดูมีเพียบ ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านจะไปเที่ยวตาม ขอให้ปักหมุดในโทรศัพท์ให้นำทางเลยครับ เพราะมันอธิบายเส้นทางไม่ถูก ปักหมุดง่ายกว่า ผมพยายามจะแนะนำสถานที่ที่อยู่รวมๆ เป็นกระจุก หรือไม่ไกลกันนัก จะได้ไม่เดินทางวกไปวนมา ถ้าพร้อมแล้ว.. เราไปเที่ยวกันดีกว่า
เริ่มที่ตัวเมืองอ่างทองเลยครับ ท่านผู้อ่านเดินทางไปที่เทศบาลตำบลศาลาแดง "วัดสังกระต่าย" ที่จะพาไปนี่ อยู่ติดกับเทศบาลเลย เหมือนเป็นลานจอดรถของเทศบาลก็ว่าได้
สิ่งที่เหลือให้เห็นตอนนี้คืออาคารร้างที่หลังคาไม่มีแล้ว ถูกไทร กร่าง ขึ้นปกคลุม ความเก๋าจนแลดูขรึมขลังมันอยู่ตรงนี้ ตรงที่มีรากไม้ขึ้นเกาะกุมนี่แหละ ไม่แน่ใจว่าเดิมอาคารนี้เป็นพระอุโบสถหรือเปล่า แต่ดูแล้วก็คล้ายๆ
อาคารหลังนี้ถูกแบ่งเป็นสามห้อง มีห้องเล็กๆ ขวางอยู่ทั้งหลังและหน้า เป็นห้องแคบๆ ห้องด้านหลังทางเข้าอยู่ด้านข้าง ส่วนห้องด้านหน้าทางเข้าจะอยู่ด้านหน้าที่ทะลุไปห้องใหญ่ตรงกลางได้ ห้องตรงกลางนี้จะกว้างหน่อย มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตรงกลาง แต่ผมไม่แน่ใจว่าใช่พระพุทธรูปองค์เดิมไหม อาจจะเป็นของใหม่นำมาประดิษฐานก็ได้ แต่ความร่มรื่นจากต้นกร่าง ต้นไทร ที่ขึ้นปกคลุมนี่แหละที่ทำให้บรรยากาศดูขลังมาก ยิ่งมาฤดูฝนนี่ บรรยากาศยิ่งนำพาไปจริงๆ
นี่คือรูปลักษณ์ที่ปรากฏให้เห็น แต่สาระมันอยู่ตรงที่มาที่ไป คือ วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่มาแต่ครั้งอยุธยาจากการขุดค้นของกรมศิลปากร เขาเจอข้างของสารพัด สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างมาราว 400 ปี ราวสมัยพระเจ้าปราสาททอง และถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่คราวเสียกรุงครั้งที่ 2 ผู้คนก็อพยพหลบหนี วัดจึงถูกทิ้งร้างมาร่วม 200 ปี จนมีสภาพดังที่ปรากฏ ทั้งนี้ วัดนี้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้วครับ
จากนั้นเราเดินทางไป "วัดม่วง" ในเขตวิเศษชัยชาญ วัดที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่โดดเด่นอยู่กลางทุ่งนานะแหละ พระองค์ใหญ่นี้ มีชื่อเต็มๆว่า "พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ" เคยเห็นรูปที่ช่างภาพเขาถ่ายมาได้สวยมาก ส่วนผมเห็นแบบไหนก็ถ่ายมาแบบนั้นเลย
ถึงกระนั้น พระพุทธรูปองค์ใหญ่ของวัดม่วงก็ยังโดดเด่นอยู่ดี วัดนี้นอกจากพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เด่นตระหง่านจนมองจากมุมไหนในวัดก็เห็นแล้ว ยังมี "พระอุโบสถท่ามกลางดอกบัวล้อมรอบ" และ "วิหารแก้ว" ที่ภายในตกแต่งด้วยกระจก ดูแล้วตื่นตาตื่นใจอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังมี "วิหารกวนอิมพันมือ" อีกทั้งในบริเวณวัดเขาจัดเป็น "พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน" ที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้สมัยก่อนของชาวบ้านไว้ให้เราระลึกถึง และมี "นรกภูมิ" เป็นรูปปั้นการลงโทษผู้คนที่ทำบาปกรรม และตกลงไปในนรกภูมิก็จะมีบทลงโทษต่างๆ ถ้าเดินดูกลางวันคงไม่มีอะไร แต่ถ้าเดินดูกลางคืนคงสยองน่าดู
นอกจากนั้นในวัดเขาก็ทำเป็นตลาดชุมชนเล็กๆ ชาวบ้านเอาผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์ชาวบ้านอย่าง กล้วยตาก มะขามคลุก ฟักทอง ขนุน มาขาย ก็คงมาจากสวนในบ้านนะแหละ เป็นตลาดใต้ร่มเงาไม้ที่ดูร่มรื่น ก็ให้บรรยากาศเที่ยววัดที่มีเสน่ห์ไปอีกแบบ
จากวัดม่วง เราขึ้นเหนือไปเขตอำเภอโพธิ์ทองมั่ง ไปที่ "วัดขุนอินทประมูล" กันก่อน วัดนี้ถือเป็นวัดที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในสมัยอยุธยา แต่ปัจจุบันเป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรไปแล้ว ไฮไลต์โดดเด่นในวัดแห่งนี้ก็คือโบราณสถานต่างๆ ที่หลงเหลืออยู่ เช่น เจดีย์แปดเหลี่ยม พระอุโบสถที่ถูกต้นไทรขึ้นปกคลุม วิหาร และพระนอนองค์ใหญ่
พระอุโบสถนั้นอยู่บนเนินดินสูงราว 2-3 เมตร ฐานอาคารอยู่บนฐานปัทม์สูง ทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออกและตะวันตกด้านละสองช่อง ด้านข้างมีช่องหน้าต่าง ส่วนหลังคาไม่มีแล้ว พังมานานแล้ว ภายในมีพระพุทธรูปหินทรายที่ถูกพอกด้วยปูน ส่วนเจดีย์แปดเหลี่ยมนั้น อยู่ใกล้กับพระอุโบสถทางตะวันตก ตัวองค์เจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำแปดเหลี่ยม ตั้งอยู่บนฐานเขียงแปดเหลี่ยมซ้อนชั้น ดูเหมือนมีบางส่วนหักชำรุดไปและมีการซ่อมบำรุงแล้ว แต่บ้านเรา ซ่อมก็คือซ่อม ไม่ได้ทำใหม่ ซ่อมแล้วดูไม่ทรุดโทรมแค่นั้นเอง
สิ่งที่ดูเป็นจุดขายของที่นี่คือ "พระนอนขนาดใหญ่" ที่ก่ออิฐถือปูน ยาว 50 เมตร สูง 11 เมตร อยู่ในวิหารเปิดโล่งด้านหน้า พระเศียรหันทางทิศเหนือ เดิมนั้นวิหารน่าจะเคยมีหลังคาคลุม แต่ต่อมาก็พังทลายเหลือเพียงเสาปูนบางเสาเท่านั้น ดูเผินๆ จึงเหมือนพระนอนอยู่บนเนินบนโคก ชาวบ้านเลยเรียกว่า “โคกพระนอน” มาก่อน
ครั้นสมัยเสียกรุงครั้งที่ 1 วัดนี้ถูกไฟไหม้ เลยกลายเป็นวัดร้างมาเป็น 100 ปี จึงได้รับการบูรณะอีกครั้งในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (เสียกรุงครั้งที่ 2 ห่างจากเสียกรุงครั้งแรก 198 ปี) เล่ากันว่า มีคนจีนที่เป็นนายอากร ตำแหน่งขุนอินทร์ ได้ยักยอกทรัพย์ของหลวงมาบูรณะพระนอน แต่ถูกจับได้และถูกลงโทษ ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า วัดพระนอนขุนอินทประมูล
เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า ก็ทรงแวะมานมัสการพระพุทธไสยาสน์ ที่วัดขุนอินฯ นี้ 2 ครั้ง คือใน พ.ศ. 2421 และ พ.ศ.2451 จึงถือเป็นวัดที่มีความสำคัญมาก วัดนี้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในปี 2478 เรียบร้อยแล้ว
ไหนๆ ก็มาทางอำเภอโพธิ์ทองแล้ว เลยพายังบ้านคำหยาด ไปเยือน "พระตำหนักคำหยาด" กันซะเลย เมื่อไปถึงแล้ว จะเห็นสนามหญ้ากว้าง มีทางเดินนำพาจากลานจอดรถอย่างเป็นระเบียบ สิ่งที่ปรากฏโดดเด่นกลางสนามหญ้ากว้าง มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ และอาคารขนาดใหญ่ ดูทรงจะออกแนวสูงชะลูด คล้ายกับจะเป็นสองชั้น ก่ออิฐถือปูน เครื่องบนไม่มีแล้ว คงพังทลายไปตามกาลเวลา
ตัวพระตำหนักมีทางเข้าทั้งสี่ด้าน ล่างสุดเป็นซุ้มทางเข้าทรงกลีบบัว คล้ายอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย ซึ่งนิยมกันในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ส่วนชั้นบนดูเป็นหน้าต่างทรงสูง เมื่อลอดซุ้มทางเข้าเข้าไปในอาคาร ถึงเห็นเป็นโถงโล่งไปจนถึงหลังคา ไม่ได้เป็นสองชั้นดั่งที่เข้าใจ
แต่ก็มีร่องรอยว่าอาจจะเคยมีอีกชั้นหนึ่งในอดีต แต่ปัจจุบันมันโล่ง เพียงแต่ด้านหนึ่งเหมือนมีชั้นต่อออกมาเป็นชั้นลอย ราว 1 ใน 3 ของพื้นที่อาคารทั้งหมด ซึ่งด้านนี้ ด้านนอก ทางขึ้นมาจะก่อบันไดทางขึ้นไปยังชั้นลอยนี้ได้ นี่คือพระตำหนักคำหยาดที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน แต่เรื่องราวของสถานที่แห่งนี้สิน่าสนใจ ซึ่งผมขอคัดเนื้อความของกรมศิลปากรมาประกอบ เพื่อให้เห็นความเป็นมาที่เกี่ยวของ ดังนี้ครับ
“....ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อตำแหน่งรัชทายาทว่างลง เนื่องจาก “เจ้าฟ้ากุ้ง” หรือ “เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ ราชโอรสองค์โตต้องพระราชอาญาถึงสิ้นพระชนม์ ขุนนางข้าราชการทูลขอให้ทรงสถาปนาเจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิตขึ้นเป็นรัชทายาทแทน แต่เจ้าฟ้าอุทุมพรกลับขอให้สถาปนาพระเชษฐา กรมหลวงอนุรักษ์มนตรี หรือ เจ้าฟ้าเอกทัศน์ ขึ้นเป็นรัชทายาท แต่พระราชบิดาไม่ทรงยินยอม รับสั่งว่า
“กรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้นโฉดเขลา หาสติปัญญาและความเพียรมิได้ ถ้าจะให้ดำรงฐานาศักดิ์มหาอุปราช สำเร็จราชการกึ่งหนึ่งนั้น บ้านเมืองก็จะเกิดภัยพิบัติเสียหาย เห็นแต่กรมขุนพรพินิต กอปรด้วยสติปัญญาเฉลียวฉลาดหลักแหลม สมควรจะดำรงเศวตฉัตรครองสมบัติรักษาแผ่นดินสืบไปได้ เหมือนดังคำปรึกษาด้วยท้าวพระยามุขมนตรีทั้งปวง” จึงมีพระราชโองการให้เจ้าฟ้าเอกทัศน์ออกผนวช และสถาปนาเจ้าฟ้าอุทุมพรขึ้นเป็นมหาอุปราช
ในปี พ.ศ. 2301 พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศประชวรหนัก รับสั่งให้พระราชโอรสที่มีบทบาทสำคัญเข้าเฝ้า ตรัสมอบสมบัติให้เจ้าฟ้าอุทุมพร และให้คนอื่นๆ ถวายสัตย์ยอมเป็นข้าทูลละออง เจ้าฟ้าเอกทัศน์ทราบข่าวก็รีบลาผนวช กลับมาอยู่ที่วัง รอขึ้นครองราชย์แทน ด้วยถือว่าพระองค์เป็นพระราชโอรสที่อาวุโสที่สุด
เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสวรรคต ขุนนางข้าราชการก็อัญเชิญเจ้าฟ้าอุทุมพรขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติตามพระบรมราชโองการ แต่เจ้าฟ้าเอกทัศน์กลับเสด็จขึ้นประทับบนพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ ซึ่งเป็นที่ประทับของกษัตริย์แทน เจ้าฟ้าอุทุมพรเห็นว่าพระเชษฐาอยากครองราชย์เต็มที่ ก็เลยสละราชสมบัติให้หลังจากครองราชย์ได้เพียง 10 วัน ส่วนพระองค์เสด็จออกผนวชที่วัดประดู่
เจ้าฟ้าเอกทัศน์ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 หรือ สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ แต่รู้จักกันทั่วไปในนาม พระเจ้าเอกทัศน์ หรือ “ขุนหลวงขี้เรื้อน” กษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา
เจ้าฟ้าเอกทัศน์บริหารราชการแผ่นดินตามที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศคาดไว้ไม่มีผิด ข้าราชการสอพลอได้ดิบได้ดี ขุนนางกลุ่มหนึ่งจึงคิดจะก่อกบฏ จึงไปเข้าเฝ้าเจ้าฟ้าอุทุมพรขอให้สึกออกมากอบกู้บ้านเมืองก่อนที่จะล่มสลาย เจ้าฟ้าพระภิกษุรับสั่งว่า
“รูปเป็นสมณะ จะคิดอ่านการแผ่นดินนั้นไม่ควร ท่านทั้งปวงเห็นควรประการใดก็ตามแต่จะคิดกัน”
ผู้เข้าเฝ้าตีความเอาเองว่าทรงเอาด้วย จึงไปเริ่มดำเนินการ แต่เจ้าฟ้าอุทุมพรกลับเกรงว่า เมื่อทำการสำเร็จแล้วผู้ก่อการอาจจับทั้งพระเชษฐาและพระองค์สำเร็จโทษแล้วขึ้นครองราชย์เสียเอง จึงนำความไปทูลเจ้าฟ้าเอกทัศน์ ผู้ก่อการทั้งหมดเลยถูกจับ แต่โทษประหารนั้นเจ้าฟ้าอุทุมพรทูลขอไว้ ผู้ก่อการเลยต้องโทษเพียงจองจำ
ในปี พ.ศ. 2302 พระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่า ยกทัพมาตีไทย ตีหัวเมืองได้ตลอดจนมาถึงกรุงศรีอยุธยา ขุนนางข้าราชการเห็นว่าพระเจ้าเอกทัศน์รักษาบ้านเมืองไว้ไม่ได้แน่ จึงทูลขอให้เจ้าฟ้าอุทุมพรลาผนวชมาช่วยรักษาพระนคร พระเจ้าเอกทัศน์ก็ยอม เพราะจนปัญญาไม่รู้ว่าจะสั่งสู้พม่าได้อย่างไร เจ้าฟ้าอุทุมพรจึงลาผนวชมาบัญชาการรบ พอดีพระเจ้าอลองพญาถูกปืนใหญ่ของตัวเองระเบิด ประชวรหนักจนต้องเลิกทัพกลับไป และสิ้นพระชนม์เมื่อออกไปพ้นด่านเมืองตาก
เมื่อเสร็จศึกพม่า พระเจ้าเอกทัศน์ก็แสดงความไม่ต้องการพระอนุชาอีก ค่ำวันหนึ่งเจ้าฟ้าอุทุมพรเข้าเฝ้าถวายข้อราชการตามปกติ พระเจ้าเอกทัศน์รับสั่งให้เข้าเฝ้าถึงในพระที่ แต่ทรงถอดดาบพาดไว้บนพระเพลา เจ้าฟ้าอุทุมพรก็รู้ความหมายว่าพระเชษฐาไม่ไว้วางพระทัย จึงเสด็จลงเรือพระที่นั่งไปทรงผนวชที่วัดโพธิ์ทองคำหยาด และไปประทับที่พระตำหนักคำหยาด ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศผู้เป็นพระราชบิดาสร้างไว้ก่อน เพื่อใช้เป็นที่ประทับแรม เมื่อเสด็จประพาสเมืองอ่างทอง ราษฎรจึงพากันขนานพระนามพระองค์ว่า “ขุนหลวงหาวัด”
ในปี พ.ศ. 2307 พระเจ้ามังระ พระโอรสของพระเจ้าอลองพญา ส่งเนเมียวสีหบดี เป็นแม่ทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก พระเจ้าเอกทัศน์รับสั่งให้นิมนต์พระราชาคณะเข้ามาอยู่เสียในกำแพงพระนครเพื่อความปลอดภัย พระภิกษุเจ้าฟ้าอุทุมพรก็เสด็จมาด้วย ขุนนางข้าราชการจึงทูลขอให้ลาผนวชมาช่วยป้องกันพระนคร แต่เจ้าฟ้าอุทุมพรเข็ดเสียแล้ว แม้ราษฎรจะเขียนหนังสือใส่บาตรจนเต็มตอนออกบิณฑบาตรก็ไม่ยอม จนปี พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาก็แตกเสียเมืองแก่พม่า พระเจ้าเอกทัศน์หนีไปได้ แต่ก็ต้องสิ้นพระชนม์เพราะอดพระกระยาหารขณะไปหลบซ่อนที่พม่า
เนเมียวสีหบดีได้กวาดต้อนชาวกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งพระภิกษุเจ้าฟ้าอุทุมพรไปพม่าด้วย พระเจ้ามังระให้คนไทยที่ถูกกวาดต้อนไปลำดับเรื่องราวในพงศาวดารไทยจดบันทึกไว้ ต่อมาใน พ.ศ. 2492 อังกฤษยึดพม่าได้ พบหนังสือเล่มนี้อยู่ในหอหลวงพระราชวังมัณฑะเลย์ มีชื่อว่า “คำให้การของขุนหลวงหาวัด” จึงนำไปไว้ในหอสมุดเมืองร่างกุ้ง
ต่อมาหอวชิรญาณได้ขอคัดลอกมาแปลเป็นภาษาไทย แต่เห็นว่าเป็นคำให้การของคนไทยที่ถูกกวาดต้อนไปหลายคน ไม่ใช่เจ้าฟ้าอุทุมพรเพียงพระองค์เดียว จึงเรียกชื่อเสียใหม่ว่า “คำให้การของชาวกรุงเก่า” พระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์พระองค์ที่ 32 ของกรุงศรีอยุธยา ไม่มีโอกาสได้กลับมาแผ่นดินบ้านเกิด คงสวรรคตที่ประเทศพม่านั่นเอง…”
เนื้อหายาวหน่อย แต่อ่านแล้วจะรู้ที่มาที่ไปและความเกี่ยวข้องในประวัติศาสตร์ อีกแหล่งข้อมูลหนึ่งก็ในคลิปรายการประวัติศาสตร์นอกตำรา ตอนขุนหลวงหาวัด มีเนื้อหาประมาณนี้ ถ้าสนใจก็ลองหาอ่านดูกันได้ครับ


