เหตุผลในการเขียนเรื่องนี้ครั้งนี้ ดูออกจะแปลกๆ ต้องยอมรับกับท่านผู้อ่านเลยว่าแปลกมาก เนื่องจากสะดุดตากับข่าวที่จับผู้สมัคร สส.พรรคการเมืองหนึ่ง เกี่ยวข้องกับการทำเว็บพนัน อันนี้ว่าตามข่าวนะ ซึ่งเป็นคนที่มีภูมิลำเนาที่แม่สอด ผมก็มานึก...จริงด้วยแฮะ เราไปแม่สอดบ่อยมาก แทบจะทุกปี โดยใช้เป็นจุดเริ่มต้นเลาะเลียบน้ำเมย ขึ้นไปแม่สะเรียง แต่ไม่เคยเขียนถึงแม่สอดเลย มีที่เฉียดๆ ก็คือบ้านแม่กาษา ถ้าอย่างนั้น คราวนี้ขอเขียนถึงแม่สอดแบบตรงๆ สักครั้งก็แล้วกัน
แม่สอด...ถือเป็นอำเภอที่สำคัญ น่าจะเป็นอำเภอที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดในจังหวัดตากด้วยกระมัง ส่วนว่าจะเจริญกว่าตัวจังหวัดตากไหม อันนี้ไม่กล้ายืนยัน เพราะมันไม่ชัดขนาดตัวอำเภอหาดใหญ่กับตัวจังหวัดสงขลา แต่สองแห่งนี้มีที่คล้ายกันคือใกล้ชายแดนที่มีการทำมาค้าขายกับเพื่อนบ้าน ที่แม่สอดนี่ แค่ข้ามแม่น้ำเมยไปก็เป็นเมืองเมียวดี ในรัฐกะเหรี่ยงแล้ว
แม่สอด มีโรงงานผลิตสินค้า การค้าขายที่คึกคัก เพราะแรงงานมากมายจากพม่า คนงานจากพม่าจึงมีทั้งที่ข้ามมาแบบเช้าไปเย็นกลับ บ้างก็อิงแอบอาศัยในตัวเมืองแม่สอดเลย ในเมื่อเรารู้มาแล้วว่าฝั่งเมียวดีนั้นมีกลุ่มสแกมเมอร์มากมาย เพราะข่าวมีออกชัดเจน ที่รัฐบาลพม่าเอาเครื่องบินมาถล่มตึกสแกมเมอร์เมืองเมียวดี แล้วฝั่งเมียวดี ก็ถูกควบคุมโดยกองกำลังกะเหรี่ยง ไม่ใช่ของรัฐบาลพม่า
คือกิจการภายในพม่านั้นเป็นอะไรที่ซับซ้อนมาก การค้าขายที่นี่จึงเป็นประเภทปากว่าตาขยิบ เอาง่ายๆ แค่สินค้าจากไทย เข้าไปเมียวดีถูกกะเหรี่ยงเก็บส่วย ทั้งที่รู้ว่าสินค้านี้จะเข้าไปยังภายในของพม่า เพียงแค่อาศัยผ่านเขตกะเหรี่ยงเท่านั้นเอง มันไม่ได้ปิดกั้นแบบเอาเป็นเอาตาย
ผมถึงบอกแล้วไงว่าในพม่ามันมีอะไรที่ซับซ้อน แต่ทั้งหลายทั้งมวลนี้แหละ ที่ทำให้แม่สอด คึกคัก เป็นเมืองชายแดนที่มีการค้าขาย มีเศรษฐกิจที่ดีอย่างที่บอก แต่...ก็ต้องแลกมากับอัตลักษณ์ที่แทบจะกลายเป็นสังคมพม่าไปแล้ว เพราะถ้าไปเดินในตลาดแม่สอด จะเห็นแต่คนขายคนซื้อที่มีบุคลิกแบบพม่า ทาแป้งทานาคาเป็นคราบขาวบนแก้ม เคี้ยวหมากกันปากดำ แถมบ้วนน้ำหมากด้วย ส่วนคนไทยพื้นเมืองจริงๆ จะออกไปอยู่ห่างออกไป ทางแม่ระมาด แม่กาษาโน่น ส่วนในเมืองก็ให้เขาไป
ในเมืองหน้าตลาดมันหาที่จอดรถยาก ยิ่งคนต่างถิ่นแบบเราจอดได้ไหมเนี่ย อะไรแบบนี้ตลอด ดังนั้น ผมพาออกมาที่ตลาดวัดท่าอาจ ขยับออกมาจากนอกเมืองหน่อย อยู่ใกล้ๆ กับตลาดริมเมย ที่นี่จะเห็นชัดเลย เพราะมีแต่คนพม่าเดินกันให้เกลื่อนคนไทยแทบไม่มี สินค้า ของกินหลายอย่างเป็นแบบพม่า เราไม่คุ้นตาเลย เราเดินเข้าไปเที่ยวในตลาด เผลอๆ ยังนึกว่านี่เรามาเที่ยวประเทศเมียนมาอยู่หรือเปล่า
เพราะคนพม่าอยู่ที่แม่สอดกันเยอะ วัดต่างๆ ในแม่สอด อย่าง "วัดไทยวัฒนาราม" จึงมีสิ่งปลูกสร้างแบบศิลปะพม่าทั้งหมด ทั้งเจดีย์ สถาปัตยกรรมของศาลา วิหาร พระนอน ก็จะมีหน้าตาแบบพระพุทธไสยาสน์ชเวตาลยอง ที่เมืองหงสาวดีหรือเมืองพะโคในปัจจุบัน ที่เรียกกันว่า "พระนอนหน้าหวาน" ท่านผู้อ่านดูเอาก็แล้วกัน ที่เมืองพะโคก็แบบนี้ หรือบ้างก็จะเหมือน "พระมหามัยมุนี" ที่มัณฑะเลย์ พุทธลักษณะแบบเดียวกันเลย แค่มีขนาดเล็กกว่า
เคยมีครั้งหนึ่งผมเข้าไปในวัดไทยวัฒนาราม ซึ่งเขากำลังจะจัดงานอะไรสักอย่างทางศาสนาในตอนเย็น ด้วยความอยากรู้ ก็เลยยอมนอนในเมือง เพื่อจะมาดูงานตอนกลางคืน ปรากฏว่า งานทั้งงานมีแต่คนพม่า ทั้งภาษาที่พูดกัน ทั้งพระ ทั้งคน มาเทศนาก็ภาษาพม่า ฟังไม่รู้เรื่อง
ผมเลยถามคนในงานว่าทำไมคนพม่าเยอะจัง เขาบอกเป็นคนงานตามโรงงานนี่แหละ มาเที่ยวงานกัน ซึ่งคนพม่านั้นจะชอบงานบุญ ทำบุญตามวัดต่างๆ นี่เขาจะให้ความเคารพอย่างมาก ก็คงเหมือนแถวสมุทรสาครบ้านเรา วัดบางวัด มีแต่ญาติโยมคนพม่า การอุปถัมภ์ค้ำชูวัดวาอาราม หรือจัดงานบุญก็มีแต่คนพม่า หลายวัดในแม่สอด จึงมีศิลปะสถาปัตยกรรมไปในทางพม่า ดูก็รู้
แต่มีวัดที่เป็นศิละแบบไทยภาคกลาง คือที่ "วัดไทยสามัคคี" มีพระเจ้าทันใจรัตนมุงเมือง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะแบบทางเหนือ เป็นพระพุทธรูปที่คนแม่สอดให้ความเคารพศรัทธาอย่างมาก นอกจากนั้น ในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์ ที่เก็บรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ของผู้คนในย่านนี้ที่เคยใช้ในชีวิตประจำวัน ในปัจจุบันอาจไม่ใช้กันแล้ว ก็นำมาจัดแสดงให้ดู
ต้องยอมรับว่าบางชิ้น บางอันก็ไม่เคยเห็น แต่เขาเขียนป้ายบอกอธิบายไว้หมดทุกอย่าง ที่ว่ามานี้ทั้งตลาด ทั้งวัดล้วนอยู่ในตัวเมือง ท่านผู้อ่านก็ตั้งกูเกลแมพให้นำทางก็แล้วกัน เพราะบางวัดก็ซอกแซกเข้าในชุมชน อย่างวัดไทยวัฒนาราม เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา บอกไม่ถูก
อันที่จริง เมืองฉอดหรือแม่สอดนี้จะบอกว่าเป็นเมืองมุมอับก็ไม่เชิง เพราะเข้ามาแล้ว มันก็สามารถไปออกที่อื่นได้หมด เส้นทางที่มายังแม่สอด ที่สะดวกและคนนิยมมากก็คือมาตามถนนหมายเลข 12 จากจังหวัดตากนะแหละ ผ่านอุทยานฯ ลานสาง ผ่านตลาดมูเซอร์ ผ่านอุทยานฯ ตากสินมหาราช ผ่านด่านตรวจแม่ละเมา ผ่านศาลพระวอ แล้วลงสู่แอ่งที่ราบแม่สอด ถนนเส้นนี้เดี๋ยวนี้ขับง่ายมาก ทางกว้างทั้งขึ้นทั้งลงสะดวกมาก
พอลงเขา จากศาลพระวอ เริ่มลงสู่ที่ราบเมืองแม่สอด ทางซ้ายมือจะมีป้ายเข้า "วัดถ้ำอินทนนิล" เข้าไปไม่ไกล ก็จะเจอวัดที่สงบเงียบ ไม่ค่อยมีสิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ร่มรื่น อยู่ติดเชิงเขาหินปูน ที่มีเพิงถ้ำไม่ลึกมากนัก ถ้ำไม่ได้สวยอะไรนัก เป็นโพรงถ้ำกว้างๆ ไม่ลึก เพดานสูง แสงสว่างส่องถึงหมดทั้งถ้ำ คงใช้เป็นที่ทำกิจกรรมสงฆ์
วัดนี้สงบเงียบมาก เป็นวัดแนวปฏิบัติสายธรรมยุตินิกาย เห็นมีโรงเรือนย้อมจีวรด้วย ผมไปอยู่เป็นนานสองนานก็ไม่เห็นพระสงฆ์ท่านออกมาเดินเพ่นพ่าน มีญาติโยมชาวพม่ามา 2-3 คนเท่านั้นที่เจอกัน
เมื่อไม่มีพระสงฆ์ให้ถามไถ่ ผมก็กลับมาค้นดูเห็นว่าวัดแห่งนี้ มีหลวงพ่อบุญลั่น กันโตภาโส เป็นเจ้าอาวาส ค้นดูประวัติท่านก็ไม่ค่อยมี แต่เห็นว่าหลวงตามหาบัวครั้งยังครองชีพ ก็เคยมาเทศน์ที่วัดนี้ด้วย ก็คงมาทางสายหลวงตามหาบัวแน่ๆ ใครชอบวัดสงบๆ ก็เชิญเลยครับ
ออกจากวัดถ้ำอินทนิล ลงมาถึงที่ราบแม่สอด ก็จะเจอทางแยกถนนต่างระดับ หมายเลข 130 จะนำพาเราไป แม่ระมาด ท่าสองยาง แม่สะเรียง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ผมใช้บ่อย เส้นนี้พอเลยแยกบ้านแม่กาษา ก็ยังจะมีทางแยกขวา ตัดไปขุนพระวอผ่านทางขึ้นดอยสอยมาลัย ไปทะลุออกอำเภอบ้านตากของจังหวัดตากได้อีก
ย้อนกับมาที่ตัวแม่สอด ถ้าเราขับตรงมา ยังไม่เลี้ยวไปเส้นทางหมายเลข 130 แต่ตรงตามทาง ก็จะไปถึงวงเวียนพระเจ้าตาก ซึ่งมีทั้งทางเข้าตัวเทศบาลเมืองแม่สอด หรือวนๆ ไปก็จะเจอทางไปพบพระ อุ้มผาง (ถนนหมายเลข 1090) วนไปอีก ก็จะเข้าทางใหญ่ไปด่านแม่สอด ข้ามไปเมียวดี (ถนนหมายเลข 12 )ที่มีตลาดริมเมย ซึ่งคราวนี้ไม่พาไป เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจ ไปแค่วัดท่าอาจก็พอแล้ว
ทำไมถึงมีอนุสาวรีย์พระเจ้าตาก ?
ก็พระเจ้าตากท่านเคยรับราชการที่เมืองตากมาก่อน ครั้นขึ้นครองราชย์ ก็ตั้งพระวอ ให้ขึ้นเป็นนายด่านแม่ละเมา คอยดูแลเมืองฉอดด้วย ซึ่งด่านแม่ละเมานี้ เป็นด่านที่จะไปยังพม่าได้ เป็นเส้นทางเดินทัพในอดีต สมเด็จพระนเรศวรก็เคยยกทัพไปพม่าทางด่านแม่ละเมานี่เอง ใกล้ที่ว่าการอำเภอแม่สอด จึงมีศาลสมเด็จพระนเรศวรให้ได้สักการะกันนั่นแหละ
อีกที่ที่น่าสนใจคือ "วัดพระธาตุดินจี่" ท่านผู้อ่านตั้งกูเกิลแมพนำทางเอานะ อันนี้จะออกไปนอกเมืองนิดหนึ่ง ทางซอกแซก จะคล้ายกับวัดพระธาตุอินแขวนที่พม่า แต่ต้องเดินขึ้นเขาไปตามบันไดปูน กว่าจะขึ้นไปถึง ก็เล่นเอาหอบพอควร ขึ้นไปแล้วจะมีทางเดินเลียบยอดเขาไปไม่ถึง 100 เมตร ก็ถึงศาลาหน้าพระธาตุดินจี่ เป็นก้อนหินเทินอยู่บนชะง่อนหิน มีการมาสร้างยอดเจดีย์ต่อเติม แล้วทาสีทอง ตามในภาพเลย ยังมองเห็นทิวทัศน์ทางเมืองเมียวดีได้ด้วย
ทางเส้นทางนี้ยังผ่านโบราณสถานคอกช้างเผือกด้วย โดยตามพงศาวดารสันนิษฐานว่า เป็นสถานที่ทำเพนียดคล้องช้างหรือที่ล้อมช้าง เพื่อรับมอบช้างเผือกคู่บารมีระหว่างสมัยกรุงสุโขทัยกับเมืองเมาะตะมะ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยเหลือรูปทรงอะไรให้ดูแล้ว มีเหลือแต่กำแพงก่ออิฐถือปูนรูปสี่เหลี่ยม กว้างประมาณ 15 เมตร ยาวประมาณ 50 เมตร สองฝั่งค่อยๆ แคบสอบเข้ามา กรมศิลปากรเขาติดป้ายอธิบายความไว้อยู่
นี่ละครับคือเมืองแม่สอด ที่หลายคนอาจใช้เป็นจุดเริ่มต้นไปอุ้มผาง หรือไปสะเรียงแบบที่ผมทำ อาจจะไม่ได้แวะเที่ยวแม่สอดอย่างจริงจัง อย่างมากก็แค่แวะเติมน้ำมันก่อนเดินทางไกล คราวนี้ก็เลยถือโอกาสแนะนำแม่สอดให้รู้จักกัน
และขอย้ำว่า เดี๋ยวนี้ทางไปแม่สอดดีมาก ไม่อันตรายแล้ว ขับรถเพลินๆ ถ้ามีโอกาสก็ลองแวะเที่ยวแม่สอดกันครับ นึกซะว่าไปเที่ยวพม่าในเมืองไทยก็แล้วกัน...





