ไม่มีใครปฏิเสธว่าการที่ พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก คือข่าวดีของประเทศไทย
ในวันที่ผลการประชุมประกาศออกมา ความยินดีเกิดขึ้นแทบทุกพื้นที่ ชาวนครศรีธรรมราชภาคภูมิใจ คนไทยร่วมแสดงความยินดี ภาพองค์พระบรมธาตุสีขาวสง่างามถูกเผยแพร่เต็มสื่อออนไลน์ หลายคนตั้งใจว่าจะหาโอกาสไปเยือนสักครั้ง ภาพเช่นนี้ชวนให้อบอุ่นใจ เพราะอย่างน้อยที่สุด โลกก็ช่วยยืนยันในสิ่งที่คนเมืองนครเชื่อมาตลอดว่า พระบรมธาตุแห่งนี้มีคุณค่าอย่างยิ่ง
แต่เมื่อความยินดีผ่านไป คำถามหนึ่งกลับน่าสนใจกว่า!
ก่อนจะมีคำว่า "มรดกโลก" คนไทยรู้จักพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชมากน้อยเพียงใด? รู้จักในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องไปสักการะ หรือรู้จักในฐานะหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์เอเชีย
คำถามนี้ไม่ได้มีคำตอบตายตัว แต่ชวนให้ย้อนมองว่า บางครั้งสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด กลับเป็นสิ่งที่อยู่ไกลจากความรับรู้มากที่สุด
พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช อยู่คู่แผ่นดินไทยมายาวนานหลายร้อยปี ผู้คนเดินทางมากราบไหว้ไม่เคยขาดสาย ประเพณีแห่ผ้าขึ้นธาตุยังดำรงอยู่ แต่เรื่องราวที่ทำให้พระธาตุแห่งนี้มีความหมายระดับโลก กลับไม่ค่อยถูกเล่าควบคู่กันไปเท่าใดนัก
ทั้งที่เหตุผลซึ่ง UNESCO ใช้พิจารณาขึ้นทะเบียน ไม่ได้อยู่ที่ความใหญ่โตขององค์พระธาตุเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่คุณค่าของการเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการเป็นศูนย์กลางความเชื่อของพุทธศาสนาในคาบสมุทร..โลกมองเห็นเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ภายใน
เมื่อหลายร้อยปีก่อน คาบสมุทรไทยไม่ได้เป็นปลายทางที่เงียบสงบอย่างทุกวันนี้ หากเป็นหนึ่งในเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่คึกคักที่สุดของโลกตะวันออก เรือจากอินเดีย ศรีลังกา อาหรับ พม่า มอญ และหมู่เกาะชวา ล่องผ่านอ่าวเบงกอลเข้าสู่คาบสมุทรแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง
ผู้คนในยุคนั้นไม่ได้ขนส่งเฉพาะเครื่องเทศ ผ้าไหม หรือของมีค่า สิ่งที่เดินทางมาพร้อมกันคือภาษา ความเชื่อ รูปแบบศิลปกรรม ความคิดทางศาสนา และวิธีมองโลก นครศรีธรรมราชจึงไม่ได้เป็นเพียงเมืองท่า หากเป็นเวทีที่อารยธรรมหลายสายมาพบกัน ก่อนจะหลอมรวมจนเกิดเอกลักษณ์ใหม่ของภูมิภาค
พุทธศาสนาเถรวาทนิกายที่เฟื่องฟูมากจากเกาะลังกา ข้ามมาปักหลักอยู่ที่นี่ด้วยเหตุปัจจัยใดบ้าง กษัตริย์วงศ์ศรีธรรมาโศก สถาปนานาม “ธรรม+อโศก” สืบแบบแผนจากอโศกมหาราช ปรากรมพาหุมหาราช ตั้งอยู่ที่เมืองนครฯ พระบรมธาตุที่เห็นในปัจจุบัน จึงเป็นเสมือนหน้าประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าการเดินทางของผู้คนทั้งมหาสมุทร
มีคนเคยเปรียบไว้ว่า โบราณสถานสร้างจากหินและอิฐ แต่คุณค่าของมันสร้างจาก "เรื่องเล่า"
ลองนึกถึงโคลอสเซียม กำแพงเมืองจีน หรือมาชูปิกชู หากไม่มีใครเล่าเรื่องของจักรวรรดิโรมัน เรื่องของราชวงศ์จีน หรือเรื่องของชาวอินคา สิ่งก่อสร้างเหล่านั้น ก็อาจเหลือเพียงซากโบราณที่สวยงาม
พระบรมธาตุนครศรีธรรมราชก็ไม่ต่างกัน องค์พระธาตุคือสิ่งที่มองเห็น...แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนอยากเดินทางข้ามโลกมาสัมผัส คือเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ภายใน
มีเรื่องเล่าที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องของพระเจ้าจันทรภาณุ น่าแปลกที่ชื่อของพระองค์ไม่ค่อยปรากฏในความทรงจำร่วมของสังคมไทย ทั้งที่หากมองในบริบทของเอเชีย พระองค์คือกษัตริย์ผู้สร้างเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งของภูมิภาค
ในช่วงที่สุโขทัยเพิ่งเริ่มก่อร่าง อยุธยายังไม่ถือกำเนิด กษัตริย์แห่งศรีธรรมาโศกราชพระองค์นี้ กลับนำกองเรือข้ามมหาสมุทรไปยังลังกาถึงสองครั้ง เป้าหมายไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะทางการทหาร หากเกี่ยวพันกับการเป็นองค์อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา และการครอบครองพระทันตธาตุ อันเป็นศูนย์รวมความชอบธรรมของโลกพุทธในยุคนั้น เหตุการณ์นี้ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารลังกาอย่างชัดเจน
แม้ท้ายที่สุด การศึกจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่เรื่องราวของจันทรภาณุก็สะท้อนว่า เมืองนครศรีธรรมราชในวันนั้น ไม่ได้คิดเพียงเรื่องเมืองของตน หากกำลังมองโลกทั้งมหาสมุทรอินเดีย
นี่คือประวัติศาสตร์ที่ชวนประหลาดใจ.. เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักกษัตริย์ในดินแดนอื่นมากกว่ากษัตริย์ผู้ครองเมืองบนแผ่นดิน ซึ่งปัจจุบันคือประเทศไทย อาจเป็นเพราะประวัติศาสตร์ไม่ได้มีเพียงข้อเท็จจริง แต่มีการเลือกเล่าด้วย
เรื่องใดถูกเล่าซ้ำ ก็จะกลายเป็นความทรงจำร่วม เรื่องใดเงียบหาย ก็จะค่อย ๆ เลือนจากความรับรู้ แม้จะยังมีหลักฐานรองรับอยู่ก็ตาม การขึ้นทะเบียนมรดกโลกครั้งนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการเพิ่มรายชื่อโบราณสถานของไทยในบัญชี UNESCO มันคือโอกาสที่จะทำให้เรื่องเล่าหลายเรื่องกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ไม่ใช่เฉพาะเรื่องขององค์พระธาตุ แต่รวมถึงเรื่องของเมืองท่าที่เคยเชื่อมโลก เรื่องของการเดินเรือข้ามอ่าวเบงกอล เรื่องของการรับและส่งต่อพุทธศาสนาเถรวาทจากศรีลังกาสู่แผ่นดินเอเชียอาคเนย์ และเรื่องของผู้คนที่สร้างบ้านเมืองบนคาบสมุทรแห่งนี้ จนกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของโลกพุทธ
หากมองให้ลึก พระบรมธาตุไม่ใช่เพียงมรดกทางสถาปัตยกรรม แต่เป็นมรดกของความคิด เป็นหลักฐานของการเดินทางแห่งศรัทธา เป็นหมุดหมายของการแลกเปลี่ยนอารยธรรม และเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการหลายอย่างที่ต่อมาหยั่งรากลงในรัฐไทยยุคต้น ไม่ว่าจะเป็นคติธรรมราชา การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา หรือความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับศาสนา ซึ่งล้วนมีพัฒนาการเชื่อมโยงกับโลกพุทธในคาบสมุทรและลังกา
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระบรมธาตุแห่งนี้ ไม่ใช่ยอดเจดีย์ที่มองเห็นจากระยะไกล แต่คืออิทธิพลที่แผ่ขยายออกไปไกลกว่าที่สายตามองเห็น หลายร้อยปีผ่านไป เรื่องราวเหล่านั้นค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงองค์พระธาตุที่ยังยืนอยู่เหมือนเดิม ผู้คนยังมากราบไหว้
มรดกโลกจึงไม่ควรเป็นเพียงตราสัญลักษณ์ที่ติดอยู่หน้าวัด ไม่ควรเป็นเพียงตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และไม่ควรเป็นเพียงความภาคภูมิใจชั่วครั้งชั่วคราว หากควรเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับไปค้นหาประวัติศาสตร์ที่อยู่ใต้เท้าของเราเอง ประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้อยู่ไกลถึงโรม อียิปต์ หรือนครวัด แต่อยู่ที่นครศรีธรรมราช อยู่ในองค์พระบรมธาตุ อยู่ในชื่อของจันทรภาณุ และอยู่ในเรื่องเล่าที่รอการค้นพบอีกครั้ง
เพราะสุดท้ายแล้ว มรดกโลกไม่ได้มีไว้เพียงให้โลกจดจำเรา แต่มีไว้เตือนให้เราจดจำมรดกของตัวเอง มรดกที่อยู่ใกล้ตัวมาตลอด แต่ทำไมช่างไกลใจ ไกลจากความรับรู้ของเรา
..........................................
เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ


