วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ภูเก็ตมหานคร คงเกิดก่อน

ประเด็นข่าวการผลักดันให้เชียงใหม่ และ ภูเก็ต เป็นมหานครเขตปกครองพิเศษเพื่อการท่องเที่ยวที่รัฐบาลภูมิใจไทยประกาศออกมา ท่ามกลางข่าวอื้อฉาวการทุจริตสอบมหาดไทย กำลังถูกวิจารณ์จากฟากหนึ่งว่า อาจจะเป็นแค่ความพยายามเบี่ยงเบนกระแสสังคม เป็นเกมการเมืองมากกว่าจะแก้ปัญหาจริง

มีที่ไหนที่มหาดไทยจะกุลีกุจอให้ความสนใจการกระจายอำนาจ แถมจะยกพื้นที่จังหวัดสำคัญเกรด A ให้กับการเลือกตั้ง - รัฐบาลภูมิใจไทยจะเอาจริงเรื่องนี้แค่ไหน ?

แต่เมื่อพยายามมองลึกลงไปในขั้นตอนกระบวนการ กว่าจะเกิดมีการกดปุ่มโดยผู้มีอำนาจทางนโยบายสูงสุด คือนายกรัฐมนตรีควบมหาดไทย ให้เดินหน้าผลักดันเขตปกครองพิเศษ ก็ได้เห็นกระบวนการตั้งเรื่องจากคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา ซึ่งมีประธานเป็นอดีตข้าราชการระดับสูงจากบุรีรัมย์ ที่สังคมให้ฉายาว่า “ส.ว.สายน้ำเงิน” อนุกรรมาธิการลงพื้นที่ภูเก็ตเพื่อศึกษาเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2568 เป็นลำดับ จนเกิดมีเอกสารรายงานการพิจารณาศึกษาจัดตั้ง "ภูเก็ตมหานคร" ออกมาเป็นรูปเล่มเมื่อปลายปีเดียวกัน 

มันก็มีความเคลื่อนไหวรับลูกขึ้นมาจริง ๆ เพราะจากนั้นก็เกิดมีการประชุม เมื่อ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา สด ๆ ร้อน ๆ ณ ห้องประชุม 109 อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณารายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา เกี่ยวกับการจัดตั้ง “เชียงใหม่มหานคร” และ “ภูเก็ตมหานคร” เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษด้านการท่องเที่ยว ให้เตรียมข้อมูลองค์ประกอบด้านต่าง ๆ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามกรอบเวลาที่กำหนด 

พอมีคำสั่งให้ชงรายละเอียดขึ้นมาเข้า ครม. ก็ทำให้เรื่องนี้ดูจริงจังขึ้นมา ! 

ซึ่งหากจะถามว่ามันจะเกิดเป็นไปได้ทั้ง เชียงใหม่มหานคร คู่กับ ภูเก็ตมหานคร พร้อมกันทีเดียวเลย ก็ไม่แน่เช่นกัน เพราะบริบทแวดล้อมปัจจัยความพร้อมความเป็นไปได้แตกต่างกันมากทีเดียว

ภูเก็ตมหานคร คงเกิดก่อน

ในแง่ของเป้าหมายของเขตปกครองพิเศษ “เพื่อการท่องเที่ยว” เป็นกรอบเป้าหมาย ภูเก็ตมีความพร้อมรองรับเป้าหมาย “เมืองท่องเที่ยว” ทั้งจังหวัดมากกว่าเชียงใหม่ เพราะอาณาเขตทั้งเกาะมีแค่ 3 อำเภอ พื้นที่แค่ 543 ตร.กม. หรือ 3.3 แสนไร่ มีสภาพเป็นเมืองและแหล่งท่องเที่ยวครอบคลุมทั้งเกาะ ขณะที่เชียงใหม่มีพื้นที่มากที่สุดของประเทศไทย คือ 14 ล้านไร่ ครอบคลุม 25 อำเภอ มีพื้นที่ป่าเกือบ 70% ความซับซ้อนของมิติปัญหาแตกต่างกัน

เพราะมีการกำหนด “กรอบ” เอาไว้ว่า เป็นมหานครรูปแบบปกครองพิเศษเพื่อการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ก็ต้องยอมรับว่าภูเก็ตเหมาะกับ “กรอบ” ดังกล่าวมากกว่าเชียงใหม่ ที่ยังมีพื้นที่ชนบทนอกแผนที่ท่องเที่ยว มีปัญหาอื่นรอการแก้ไข ทั้งเรื่องสิทธิทำกินในเขตป่า ปัญหาชายแดน ความมั่นคง ฯลฯ

ในมิติการเมือง หรือการช่วงชิงประโยชน์เชิงนโยบาย พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นพรรคการเมืองที่สนใจประเด็นการกระจายอำนาจ เมืองมหานครเขตปกครองพิเศษมาก่อน ต้องยอมรับว่า การผลักดันเมืองมหานครรูปแบบพิเศษเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล แต่เดิมเรียกว่าจังหวัดจัดการตนเอง ประเด็นเชียงใหม่มหานคร ถูก ส.ว. เสียงส่วนน้อย ผลักดันเข้าสู่กรรมาธิการกระจายอำนาจวุฒิสภา ตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จเพิ่งดำรงตำแหน่งกลางปี 2567  

แล้วผลการศึกษาเชียงใหม่มหานครก็ถูกแช่เอาไว้มาตั้งแต่นั้น ร่วมๆ 2 ปีเข้าไปแล้ว ต่างจากการศึกษาภูเก็ตที่ทำทีหลัง มีความต่อเนื่องความสนใจของพรรคภูมิใจไทย ที่เปิดประเด็นการสะสางปัญหา เข้าไปจัดการภูเก็ตใหม่ ที่สำคัญ พรรคภูมิใจไทยมีเป้าหมายปักธงการเมืองในพื้นที่ภูเก็ตยาวตลอดอันดามัน ให้เป็นเขตการเมืองสีน้ำเงินต่อจากอีสานใต้

ภูเก็ตมหานคร คงเกิดก่อน

ประเด็นสำคัญที่สุด คือ เงื่อนไขการแข่งขันเศรษฐกิจการท่องเที่ยวระดับโลก มิตินี้มีน้ำหนักที่สุด เพราะการท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจที่ยังพยุงประเทศไทยไว้ ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งที่เริ่มเสื่อมโทรม ดังจะเห็นจากข่าวมาเฟียผู้มีอิทธิพล การเรียกเก็บส่วยสถานบันเทิง ที่ทยอยปล่อยภาพลบออกมา ระบบราชการแบบเดิมที่เป็นอยู่ กลายเป็นอุปสรรคฉุดรั้งภูเก็ตเสียเอง ระบบราชการไทยแยกการรวมศูนย์อำนาจไปตามกระทรวง ทบวง กรม

แค่พื้นที่ชายหาด 1 หาด อาจจะมีหน่วยงานกำกับมากกว่า 5 หน่วย ตรงนี้กฎหมายฉบับเดินข้ามไปอีกสามก้าวใช้กฎหมายอีกฉบับ ลงชายหาดอีกฉบับลงทะเลอีกฉบับ !

การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวระดับโลกด้วยกัน กำลังเปลี่ยนแปลง Paradigm กระบวนทัศน์ใหม่ รายงาน Report on World Tourism Economy Trends (2026)-WTCF เสนอว่า กระบวนทัศน์ใหม่กำลังเคลื่อนสู่กรอบที่เรียกว่า Regenerative & Value-Driven Visitor Economy 4 ด้านใหญ่ด้วยกันคือ

1. จาก "Tourism" สู่ "Visitor Economy" (เศรษฐกิจผู้มาเยือน)

2. จาก "Sustainability" สู่ "Regeneration" (การท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟู)

3. จากการขาย "Sightseeing" สู่ "Narrative-Driven Immersive Experience" (ประสบการณ์เชิงลึก)

4. การจัดการเชิงโครงสร้าง: ใช้ "Data-Driven" สู้กับ "Overtourism" (ใช้ข้อมูลการคำนวณกระจายและกลไกราคาวางแผนจัดการ)

เรื่องนี้คนในวงการท่องเที่ยวไทยก็ทราบ เพราะเอกชนด้านบริการท่องเที่ยวไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก กรอบทิศทางท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ ที่ประกาศโดยคณะทำงานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ก็มองเห็นและได้ประกาศแนวนโยบาย  Visitor Economy ปรับเปลี่ยนทิศทางท่องเที่ยวไทยเป็นข่าวผ่านสื่อออกมาแล้วเช่นกัน

ประเด็นปัญหาก็คือ เนื้อใหญ่ใจความของการยกระดับเมืองท่องเที่ยวสู่เศรษฐกิจของผู้มาเยือน ที่แท้ก็คือการพัฒนายกระดับสังคมและเมืองให้น่าอยู่ ปลอดภัย ราคาเป็นธรรม มีความโดดเด่น ประทับใจ มีอัตลักษณ์เฉพาะตน

เพราะนิยามของผู้มาเยือนตามกรอบแนวคิดใหม่ ไม่ใช่แค่ ทัวร์ หรือผู้เดินทางมาเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวแบบเดิม ยังหมายถึง ผู้พำนัก ดิจิทัลนอแมด ผู้สูงวัยพำนักระยะยาว ผู้มาใช้บริการรักษาพยาบาลเพื่อสุขภาพ ฯลฯ ที่ใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับประชากรในท้องถิ่น ในระบบเช่าที่พักอาศัยแบบเดียวกับชาวเมือง เดินทางด้วยรถประจำทางสาธารณะแบบเดียวกับชาวเมือง เข้าใช้บริการต่าง ๆ โรงพยาบาล ศูนย์การค้า ตลาดสด เดินฟุตบาทเดียวกัน

ระบบของเมืองที่ดี การสัญจร และความปลอดภัย เป็นธรรม ฯลฯ ที่แท้ก็คือ ธรรมาภิบาลระบบบริหารจัดการและการปกครองเขตพื้นที่นั่นเอง !

แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ต ภายใต้การปกครองส่วนภูมิภาค จังหวัด อำเภอ บวกกับเทศบาลต่าง ๆ มีอำนาจจำกัด ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคสำคัญ ถนน ทางหลวง หรือกระทั่งโครงการขนส่งสาธารณะรถรางเบา เป็นอำนาจหน่วยงานส่วนกลาง พื้นที่ท่องเที่ยวและยังมีข้อพิพาท เขตป่าไม้ เขตชายหาด หรือเกาะแก่งในท้องทะเลก็เป็นอีกหน่วยงานส่วนกลางที่กำกับดูแลแทบทั้งหมด 

ด้วยข้อปัญหาเชิงระบบการบริหารจัดการที่ว่ามาดังกล่าว ภูเก็ตมีความจำเป็นต้องยกระดับรูปแบบบริหารจัดการเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระดับโลก

แต่ทั้งหมดก็ขึ้นกับเจตจำนงเชิงนโยบายของฝ่ายการเมืองในรัฐบาลเป็นสำคัญ ว่าจะเคาะหรือไม่ และจะคอยดูว่า เอกสารข้อเสนอเชียงใหม่มหานคร ที่ถูกชงขึ้นมาด้วยกันและต้องนำเสนอเข้า ครม. พร้อมกัน จะมีเนื้อหาข้อเสนอแนะและขั้นตอนแตกต่างจากภูเก็ตหรือไม่ เพียงใด มีข้อใดบ้างที่ยังติดขัด  

ข้อเขียนนี้เป็นบทความเชิงวิเคราะห์ที่ฟันธงว่า รัฐบาลคงจัดลำดับให้ภูเก็ตได้ไปก่อนดังเหตุผลที่กล่าวมา ทั้งข้อจำกัดเชิงพื้นที่ภูมิสังคม ทั้งด้านการเมือง และศักยภาพการแข่งขันระหว่างเมืองท่องเที่ยวโลก

 

 

 

..........................................

เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ