วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ลูกค้าคือพระเจ้า! เวียดนามสั่งอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวอินเดีย

พฤติกรรมที่แตกต่างจากความคุ้นเคยของสังคมเจ้าบ้าน อาทิ การส่งเสียงดัง ตั้งวงเต้น ต่อรองขอส่วนลด หรือกระทั่งตักอาหารบุฟเฟ่ต์เกินกว่าที่รับประทานได้ ฯลฯ ของนักท่องเที่ยวอินเดียกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย

อย่างกรณีล่าสุดที่เพิ่งเกิดเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพจรถบ้านริมเลที่พักในจังหวัดสงขลา โพสต์ระบาย “ประสบการณ์แย่ที่สุดในรอบ 5 ปี ของรีสอร์ทรถบ้านติดทะเลสงขลา นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย ขอเช็กอินตั้งแต่ 08.00 น. โดยไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ห้องพักสำหรับ 2 คน ขอเพิ่มการเข้าพักเป็น 3 คน โดยไม่ต้องการชำระค่าบริการใด ๆ ทุกอย่างต้องฟรี ทุกอย่างต้องได้ตามต้องการ

เมื่อตรวจสอบและชี้แจงตามกฎของที่พัก กลับมีการใช้คำพูดหยาบคาย ด่าทอพนักงาน ชี้หน้าต่อว่าแม่บ้าน และไม่ให้เกียรติสถานที่ ทั้งยังมีการนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาจำนวนมาก ทั้งที่ทางรีสอร์ทแจ้งชัดเจนว่าห้ามนำเข้ามา สุดท้ายทางรีสอร์ทตัดสินใจคืนเงินเต็มจำนวน และเชิญออกจากที่พักทันที” 

กรณีคล้าย ๆ กัน ที่กล่าวถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบน่าอิดหนาระอาใจของแขกชาวภารตะ ปรากฏเป็นข่าวจากทั่วทุกมุมโลกในช่วง 1-2 ปีมานี้บ่อยขึ้น ยกตัวอย่างอีกหนึ่งกรณีที่เป็นข่าวผ่านสำนักข่าวใหญ่ดังไปทั่วโลก ก็คือ Hotel Arc-en-ciel Gstaad ติดป้ายประกาศถึงแขกผู้เข้าพักชาวอินเดียโดยเฉพาะ โดยระบุว่า  

• อย่านำอาหารเช้าออกไป
• อย่าใช้มือหยิบจับอาหารเช้า
• ถ้าสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มมาที่เดียวแล้วแบ่งกันทาน ก็จะคิดเงินเพิ่มเป็นรายคน
• กรุณาอย่าส่งเสียงดังในบริเวณทางเดินและระเบียง
• แผนกต้อนรับให้บริการในช่วงเวลา 07.00 ถึง 22.30 เท่านั้น นอกเวลานี้จะติดต่อได้เฉพาะเหตุฉุกเฉิน
• ประตูทางเข้าโรงแรมสามารถเปิดได้ด้วยกุญแจห้อง (ระบบสัมผัส)
• ถ้าต้องการข้อมูลเดย์ทัวร์ สามารถสอบถามได้ที่แผนกต้อนรับ

ลูกค้าคือพระเจ้า! เวียดนามสั่งอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวอินเดีย

แม้จะใช้ถ้อยคำสุภาพ แต่เนื้อหาพุ่งตรงไม่ยอมรับพฤติกรรมอะไรที่ว่าเจาะจงเฉพาะแขกผู้เข้าพักจากอินเดียโดยเฉพาะ ประกาศนี้เมื่อเป็นข่าวผ่านสื่อก็คือการกลายเป็นกรณีศึกษาที่พูดถึงพฤติกรรมไม่เป็นที่ยอมรับของชาวอินเดียไปทั่วโลกนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเกิดมีพฤติกรรมแผลง ๆ แปลก ๆ ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นทั่วไปในประเทศอื่น อาทิ รวมกลุ่มเต้นรำกลางที่ท่องเที่ยวผู้คนหนาแน่น ฯลฯ เป็นต้น

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อชาวอินเดีย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพราะปกติของสังคมอินเดียที่มีผู้คนหนาแน่น การส่งเสียงดังโหวกเหวกในที่สาธารณะ พูดเหมือนตะคอก หรือการต่อรองราคาสะบั้นหั่นแหลก เรียกร้องต่อรองบริการที่ตัวเองจ่ายเงินเพื่อท่องเที่ยวให้คุ้มสุด หรือกระทั่งการรวมกลุ่มเต้นรำกลางสาธารณะ เป็นเรื่องปกติในสังคมอินเดีย

บังเอิญที่พวกเขาใช้มันในต่างประเทศที่มีมาตรฐานแตกต่างไปอีกแบบ 

หรือจะมองว่า วัฒนธรรมการท่องเที่ยวเป็นสากล บังเอิญที่นักท่องเที่ยวอินเดียยังไม่เข้าใจในมาตรฐานดังกล่าว ไม่ใช่เป็นความหยาบคาย หรือตั้งใจจะไม่สุภาพใด ๆ เลย

เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดมาแล้วเมื่อราวทศวรรษก่อน ที่ชนชั้นกลางชาวจีนหลั่งไหลออกท่องเที่ยวนอกประเทศเป็นครั้งแรก ในตอนนั้นวงการท่องเที่ยวร้านอาหารโรงแรมไทยเรานี่แหละ ที่บ่นไม่อยากต้อนรับทัวร์จีน มากันมาก ๆ นั่งรอรวมกันไม่สั่งอาหาร ขอเข้าห้องน้ำฟรี ฯลฯ สารพัดเรื่องเล่านักท่องเที่ยวจีนในยุคนั้น ถึงขนาดมีการทะเลาะกันบนเครื่องบิน เปิดประตูฉุกเฉิน ฯลฯ

แต่ในที่สุด เมื่อมีการสื่อสารสะท้อนไปมาสองทาง ทางการจีนเองก็ตระหนักในประเด็นนี้ มีการอบรมมารยาทคนออกนอกประเทศครั้งแรกถึงมาตรฐานสากล “提升中国公民旅游文明素质行动” แปลไทยได้ว่า “มาตรการเพื่อพัฒนาคุณภาพการท่องเที่ยวเชิงอารยธรรมของประชาชนชาวจีน” จนปัจจุบันตลาดจีนเป็นที่อ้าแขนต้อนรับในแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายประเทศ 

พฤติกรรมท่องเที่ยวแบบไม่สบอารมณ์คนท้องถิ่นของชาวอินเดียก็คล้ายกัน คนที่มีวิถีธรรมเนียมวัฒนธรรมเฉพาะของเขา จู่ ๆ ก็เทออกท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนมาก ด้วยเพราะระยะ 2 ปีมานี้ มีชนชั้นกลางชาวอินเดียเดินทางออกท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นครั้งแรกมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง 

ตั้งแต่หลังโควิดเป็นต้นมา GDP อินเดียโตปีละ 7-9 % ต่อเนื่องมาห้าปีแล้ว  ชนชั้นกลางมีรายได้มากขึ้น ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของสายการบินราคาประหยัด สายการบินต้นทุนต่ำอย่าง AirAsia, Scoot, VietJet เข้ามา ขณะที่ยักษ์ใหญ่บัดเจ็ทแอร์ไลน์เจ้าถิ่น IndiGo, Akasa Air ฯลฯ ก็ขยายเส้นทางบินตรงไปยังปลายทางแหล่งท่องเที่ยว จูงใจให้เดินทางออกนอกประเทศ จำนวนครั้งเดินทางออกนอกประเทศจากหลังโควิด ราวๆ 26 ล้านเที่ยว เพิ่มมาเป็นกว่า 30 ล้านเที่ยว การขยายตัวด้านการเดินทางอากาศสูงเป็นประวัติการณ์

ในเมื่อมีชนชั้นกลางนักท่องเที่ยวใหม่ออกนอกประเทศมากขึ้น เรื่องราวด้านความแตกต่างของธรรมเนียมวัฒนธรรม เสียงสะท้อนด้านลบก็ย่อมมีมากขึ้นเป็นธรรมดา คนอินเดียจำนวนมากมีวัฒนธรรมการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าถี่ถ้วน ใช้เงินให้คุ้มค่าสุดเป็นพื้นฐาน เมื่อออกนอกประเทศไปเจอมาตรฐานมารยาทอีกแบบ จึงเกิดข่าวสารด้านลบทวีขึ้น ซึ่งแต่ละชาติก็มีวิธีรับมือในแบบใครแบบมัน

แต่สำหรับเวียดนามกลับมีวิธีการอีกแบบ นั่นก็คือ อ้าแขนรับ ยิ่งเปิดเกมรุกดึงตลาดท่องเที่ยวอินเดียเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ เป็นนโยบายจากรัฐบาลโดยตรง สายการบิน VietJet เป็นเครื่องมือทางกลยุทธ์เปิดบินตรง ทั้ง เดลี  มุมไบ อาห์เมดาบัด โคจิ ไฮเดอราบัด เบงกาลูรู ทั้งยังใช้เงื่อนไขที่ชาวอินเดียให้ความสำคัญคือ ค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ถูกกว่า จึงเกิดมีการทำตลาด Destination Wedding แข่งกับภูเก็ตและบาหลี โดยเฉพาะเมืองดานังและญาจาง

สถิติการท่องเที่ยวเวียดนาม เมื่อปี 2019 ก่อนโควิด จำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียเข้าเวียดนาม 170,000 คน มาถึงปี 2025 เพิ่มเป็น 750,000 คน  เป็นการเติบโตก้าวกระโดด (แม้ว่าน้อยกว่าไทย บาหลี หรือปลายทางโด่งดังอื่น แต่ก็สะท้อนถึงความพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวของเวียดนามแบบสุดตัว)

ที่จริงสังคมคนเวียดนาม (ไม่ใช่รัฐบาล) ก็มีเสียงวิจารณ์และมีปฏิกริยากับพฤติกรรมชาวอินเดียเหมือนกับที่ชาติอื่นๆ เขาวิจารณ์นั่นล่ะ อย่างเช่น เกิดการเผยแพร่ภาพนักท่องเที่ยวอินเดียเต้นการ์บา ที่สนามบินในเวียดนาม เป็นไวรัลที่เผยแพร่ไปทั่วจนสื่ออินเดียเองต้องเอาไปลง

ยกตัวอย่างเช่น อินเดียทูเดย์ นำภาพไวรัลนั้นเผยแพร่ พร้อมบรรยายว่า คลิปวิดีโอหนึ่งแสดงให้เห็นนักท่องเที่ยวชาวอินเดียกำลังเต้นรำการ์บาอยู่ข้างเครื่องบินของสายการบินเวียดเจ็ทแอร์ ที่สนามบินแห่งหนึ่งในเวียดนาม คลิปดังกล่าวได้รับปฏิกิริยาอย่างรุนแรงในโลกออนไลน์ โดยชาวเน็ตต่างแสดงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมของชาวอินเดียกลุ่มนั้น แม้แต่ชาวอินเดียหลายคนก็ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของเพื่อนร่วมชาติที่แสดงความน่าอับอาย 

ลูกค้าคือพระเจ้า! เวียดนามสั่งอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวอินเดีย

เสียงสะท้อนลักษณะนี้ในเวียดนามที่โด่งดังขนาดเป็นข่าวในโลกตะวันตกมาก่อนหน้า คือกรณีมีชาวอินเดียคนหนึ่งไม่พอใจป้ายที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในเมืองมรดกโลก "ฮอยอัน" ที่ประกาศ "ห้ามสูบบุหรี่" อยู่คู่กับ "ป้ายห้ามคนอินเดีย" เข้ามาในพื้นที่

ไวรัลของเหตุการณ์นี้เกิดเมื่อ ปลายเดือนมีนาคม 2026 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวอินเดียโพสต์วิดีโอจากย่าน Hoi An โดยอ้างว่ามีร้านอาหารติดป้าย "No Smoking, No Indian" และยังให้ข้อมูลเพิ่มว่าร้านอาหารหลายแห่งปฏิเสธให้บริการเพราะเป็นชาวอินเดีย ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างหนักในโซเชียลมีเดียอินเดีย เกิดการถกเถียงเป็นวงกว้าง ในประเทศอินเดียเองมีคนไม่พอใจและก็มีคนที่วิจารณ์ชาวอินเดียด้วยกันเอง

ต่อมาสื่อใหญ่ก็หยิบไปนำเสนอเป็นข่าวต่อด้วย  จนสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำเวียดนามได้ส่งเรื่องสอบถามไปยังหน่วยงานเวียดนาม ทำให้กลายเป็นประเด็นในระดับรัฐ คือมีความเป็นทางการต้องตอบ

ลูกค้าคือพระเจ้า! เวียดนามสั่งอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวอินเดีย

ต่อมา วันที่ 13-14 เมษายน 2026 สำนักงานว่าการเมืองดานังซึ่งดูแลพื้นที่ฮอยอัน ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า ตรวจสอบแล้วไม่พบร้านที่ติดป้าย "No Smoking, No Indian" ไม่พบหลักฐานว่า มีธุรกิจในฮอยอันหรือดานังปฏิเสธลูกค้าเพราะสัญชาติ และไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวอินเดียผ่านช่องทางราชการ และขอให้ช่วยแก้ไขข้อมูลที่อาจไม่ถูกต้อง เพราะกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเวียดนาม

นโยบายใหญ่ของรัฐบาลเวียดนาม มุ่งเป้าจะยกระดับเมืองดานัง-ฮอยอัน ให้เป็นเป้าหมายการท่องเที่ยวระดับโลก และตลาดอินเดียยังเป็นตลาดพุ่งเป้าอยู่เช่นเดิม แม้ว่าที่ผ่านมากระแสวิพากษ์วิจารณ์แสดงความไม่พอใจพฤติกรรมของชาวอินเดียจะมีบ่อยขึ้นในยุคสื่อสารโซเชียลมีเดีย เกิดอะไรขึ้นไม่นานก็เป็นไวรัลไปทั่วโลก

ตั้งแต่พฤษภาคมเป็นต้นมา เวียดนาม-อินเดีย เปิดเส้นทางบินเพิ่ม Air India ขยายเส้นทางบิน เดลฮี-ฮานอย เป็น 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ส่วน Vietnam Airlines จากเดิมที่มีแค่ เดลฮีและมุมไบ ก็มีการเพิ่มเส้นทางใหม่อย่าง ฮานอย-เบงกาลูรู (บังกาลอร์) และ ฮานอย-ไฮเดอร์ราบัด มีการยกขบวนท่องเที่ยวเวียดนามไปจัดอีเวนท์ที่อินเดีย เป้าหมายของเวียดนามชัดเจนว่าจะต้องเพิ่มยอดผู้มาเยือนจากอินเดียเป็นหลักล้านคนให้ได้

ทุกประเทศที่ประชาชนเริ่มมีรายได้จนสามารถเดินทางออกนอกประเทศจำนวนมาก ล้วนเคยผ่านช่วงเวลาแห่งแรงเสียดทานทางวัฒนธรรม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ต่างเคยเผชิญคำวิจารณ์เรื่องมารยาทนักท่องเที่ยวในช่วงที่ชนชั้นกลางเริ่มเดินทางออกสู่โลก ก่อนจะมีการรณรงค์เรื่อง Travel Etiquette และค่อย ๆ ปรับตัวจนเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

ในมุมของเวียดนาม รัฐบาลกำลังเดิมพันกับตลาดอินเดีย เพราะมองว่าชนชั้นกลางอินเดียจะเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวที่เติบโตเร็วที่สุดของโลกในอีกหลายปีข้างหน้า ดังนั้น แม้จะมีเสียงวิจารณ์เป็นระยะ แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว ทำให้เวียดนามยังคงเดินหน้าขยายเที่ยวบิน ทำตลาด และลงทุนกับตลาดอินเดียต่อไป

 

 

 

..........................................

เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ