ประเทศไทยเผชิญวิกฤติมลพิษอากาศฝุ่นละออง PM 2.5 มาเกิน 20 ปีแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่คณะรัฐมนตรีนำปัญหานี้เข้าพิจารณา เมื่อมีนาคม พ.ศ. 2550 แผนปฏิบัติการยุคแรกตามแต่จะเข้า ครม. แต่ละปี ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2562 ครม. ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง วาระ 5 ปี (2562-2567)
แต่ในทางปฏิบัติตลอด 5 ปี ของวาระแห่งชาติที่ว่า แทบไม่มีกิจกรรมใดที่บรรลุเป้าหมายตามแผน ไม่ว่าการลดพื้นที่เผาการเกษตร การเปลี่ยนชนิดน้ำมันเชื้อเพลิง การแก้ปัญหาอ้อยไฟไหม้ ส่วนสาเหตุมลพิษที่ใหญ่ที่สุดคือ การเผาในป่า กลายเป็นปัญหาเรื้อรังแก้ไม่ตก
สามารถกล่าวได้ว่า กระบวนการแก้ปัญหามลพิษฝุ่นควันของประเทศไทย แต่ละหน่วยงานไม่ได้ยึดแผนปฏิบัติร่วมกัน เพราะแม้แต่แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ "การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง" ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 - 2570 และระยะ 5 ปีต่อไป ซึ่งเพิ่งเข้า ครม. เมื่อ 22 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา แผนฉบับนี้เพิ่มแนวความคิดเรื่องการบูรณาการ และการใช้เทคโนโลยียกระดับการแก้ปัญหา
ปรากฏว่า ระหว่างการปฏิบัติการเผชิญฝุ่นฤดูแล้งของปี 2569 ไม่ปรากฏว่าหน่วยงานได้ใช้กรอบแนวทางของวาระชาติมาดำเนินการอย่างใดเลย แม้แต่แผนปฏิบัติการของปี พ.ศ. 2569 ที่ผ่าน ครม.ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก็ไม่ได้ปฏิบัติจริง
ในภาพรวมระดับชาติ เมื่อไม่มี One Plan แนวทาง/วิธีการ/เป้าหมายแบบเดียวกัน ดังนั้น ในทางปฏิบัติต่างหน่วยต่างก็ปฏิบัติไปตามแนวทางของตัวเอง แม้จะมีความพยายามประสานงานบูรณาการในบางเรื่อง แต่ที่สุดมันก็ไปคนละทางอยู่ดี
ตัวอย่างเช่น กระทรวงเกษตรฯ ได้ออกประกาศห้ามเกษตรกรเผาแปลงเกษตรของตนตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ - 31 มีนาคม 2569 ผู้ละเมิดจะถูกตัดสิทธิ์การสนับสนุนจากรัฐเป็นเวลา 3 ปี มาตรการของกระทรวงเกษตรฯ ขัดแย้งกับแผนมาตรการลดการเผาภาคเกษตร ตามมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5 ประจำปี 2569 ที่ผ่าน ครม. เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มุ่งเน้นการขออนุญาตเพื่อบริหารจัดการเชื้อเพลิงภาคเกษตร กรณีมีความจำเป็นต้องเผา
แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็แสดงถึงความลักลั่นเชิงอำนาจ เพราะกระทรวงเกษตรฯ เองมีอำนาจออกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา แถมลงประกาศตั้งแต่พฤศจิกายน 2568 ขณะที่ มาตรการปี 2569 ที่เสนอโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ แม้จะผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว แต่ก็ต้องรอเข้า ครม. กว่าจะเป็นมติได้ก็ปาเข้าไปเดือนกุมภาพันธ์ ตอนนั้นไฟป่าและค่าฝุ่นเริ่มแสดงฤทธิ์แล้วในบางพื้นที่
การออกแบบระบบบริหารจัดการที่ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดแบบซิงเกิ้ลคอมมานด์ ซึ่งใช้งานมานานตั้งแต่แผนวาระแห่งชาติฉบับแรก พ.ศ. 2562 ฟังดูเหมือนทำให้เกิดเอกภาพในพื้นที่จังหวัด มีอำนาจบัญชาการเหนือหน่วยงานอื่น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยส่วนกลางป่าไม้อุทยานฯ แต่ในทางปฏิบัติจริง ประกาศจังหวัดที่ลงนามโดยผู้ว่าฯ ซิงเกิ้ลคอมมานด์ ก็ถูกคำสั่งมหาดไทยจากส่วนกลาง ลบ-ทำลาย-รื้อทิ้ง กลางคัน ด้วยคำสั่งสั้นๆ ว่า “ห้ามเผาเด็ดขาดทุกกรณี”
อย่างเช่น จังหวัดเชียงใหม่ออกประกาศตั้งแต่ปลายปีล่วงหน้า ห้ามเผาเด็ดขาดตั้งแต่มกราคม-พฤษภาคม 2569 ยกเว้นการจำเป็นต้องใช้ไฟยิ่งยวด ให้ขออนุมัติผ่านแอปพลิเคชัน" FireD หมายถึง ให้มีการขออนุญาตเผาได้ที่จำเป็น ปกติปีก่อนหน้ามีทั้งเกษตรกรชาวบ้านภาคเกษตร ชาวบ้านป่าชุมชน และจนท.ป่าไม้ อุทยานฯ ยื่นขอเผาทั้งเกษตรและป่าไม้ ปรากฏทั้งหมดถูกระงับโดยนโยบายส่วนกลาง
แนวทางของผู้ว่าฯ ซีอีโอ ที่วางแผนวิธีการจัดการจังหวัดของตน แต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน น่านก็แบบ แพร่ก็อีกแบบ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ แตกต่างกันตามบริบทความจำเป็นของพื้นที่ ล้วนแต่ถูกอำนาจส่วนกลาง เป็นนโยบายที่ไม่ได้กำหนดล่วงหน้าในแผนใดๆ มาก่อน สั่งเปลี่ยนแปลงกะทันหันหน้างาน
ผู้เขียนไม่ได้ ชี้ว่าการห้ามเผา หรือ ชิงเผาบริหารเชื้อเพลิง แบบไหนดีกว่า เพราะการชิงเผาแบบเดิมๆ ที่แต่ละจังหวัด รวมทั้งหน่วยงานป่าไม้ กรมอุทยาน ทำกัน ยังมีจุดอ่อนด้านธรรมาภิบาล การควบคุมไฟลาม และการรับผิดชอบผลกระทบต่อคนดมฝุ่นควันที่ต้องปรับปรุง ขณะที่การห้ามเผาแบบจู่ ๆ ก็ห้ามโดยไม่ได้เตรียมการรองรับ ก็มีผลด้านลบเช่นกัน
ในปี 2569 มีไฟมากเป็นพิเศษ ถึงขนาดมากเป็นเท่าตัวในช่วงปลายมีนาคม หากเทียบจากขนาดปริมาณต่อวันเทียบกับจุดความร้อนช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความไม่พอใจต่อมาตรการรัฐ ที่ให้ขออนุญาตคาไว้เป็นเดือน ไม่อนุมัติ ไม่มีการสื่อสารบอกกล่าวและก็ปฏิเสธในวาระท้าย ผสมกับสาเหตุอื่นๆ ที่มากมายหลายประการ
จะด้วยวิธีการใด หรือกลยุทธ์ใดก็แล้วแต่ มันควรจะชัดเจนเป็นเอกภาพให้ทุกฝ่ายเกี่ยวข้องปฏิบัติได้อย่างเข้าใจ มีเป้าหมาย และทิศทางเดียวกัน ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มี One Plan ในลักษณะที่ว่า มีแต่แผนมาตรการวาระชาติ และแผนมาตรการประจำปี ที่ผ่าน ครม.แล้วก็ขึ้นไปอยู่บนหิ้งทีเดียว
ที่จริงแล้วยังไม่ใช่แค่เรื่อง One Plan เท่านั้นที่เป็นปัญหาในระดับนโยบาย การจัดการทรัพยากรในเชิงโครงสร้าง เช่น จะเอาอย่างไรกับอำนาจหน้าที่รับผิดชอบระหว่างกรมป่าไม้กับ อปท. ที่ได้รับการถ่ายโอน สองปีมานี้มีงบประมาณถ่ายโอนไปให้จริงแต่เปลี่ยนไปมา
ล่าสุดปีหน้า 2570 ยังไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปเป็นอะไรอีก การจัดการกลไกระดับพื้นที่ล่างสุด ชุมชน+ท้องที่+ท้องถิ่น มีความสำคัญมาก แต่ก็ถูกละเลยมาโดยตลอด ควรจะกำหนดให้ชัดเจนในแผนใหญ่เช่นกัน
สิ่งที่น่ากังวลมากสำหรับการเผชิญเหตุวิกฤติมลพิษฝุ่น ที่มักจะเริ่มช่วงปลายปี ในเขตภาคกลางเรื่อยมาถึงวิกฤติฝุ่นไฟภาคเหนือจนถึงสิ้นเมษายน ก็คือสภาวะอากาศที่แนวโน้มจะเป็นเอลนีโญรุนแรง
โดยสถิติทุกๆ ปีเอลนีโญจะเกิดไฟและมลพิษสูงกว่าปีปกติ วิกฤตฝุ่นไฟไม่ได้กระทบแค่สุขภาพของผู้คนนับล้าน หากยังกระทบต่อเศรษฐกิจสังคม รวมถึงการท่องเที่ยวที่เหลือเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจด่านสุดท้าย
ซึ่งนี่ก็กลางมิถุนายนแล้ว เหลือเวลาเตรียมการปรับปรุงยกระดับให้เกิดแผนมาตรการชุดความคิดวิธีการบูรณาการแบบใหม่อีกเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น
..........................................
เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ


