โลกศตวรรษที่ 21 เป็นยุคสมัยของ Urbanization ที่ประชากรเกินกว่าครึ่งโลกอาศัยในเขตเมือง แนวความคิดใหม่ๆ ผสมผสานความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับคุณภาพชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดี นำไปสู่เศรษฐกิจความมั่งคั่งแบบใหม่ โลกทุกวันนี้ เมืองต่าง ๆ แข่งขันกันระหว่างเมืองด้วยกัน แม้แต่ระบบความทันสมัยของเมืองก็กลายเป็นจุดดึงดูดทางการท่องเที่ยวได้ด้วยตัวมันเอง
ยกตัวอย่างเช่น ระบบของ "เมืองฉงชิ่ง" ที่ออกแบบเมืองให้สอดคล้องกับระดับชั้นความสูงที่เคยเป็นอุปสรรค หรือ "เซี่ยงไฮ้" ที่สามารถขายระบบของมหานครยุคใหม่ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัส หรือ "ลอนดอน" กำลังเปลี่ยนไปสู่เมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มีสีเขียวมากขึ้น เป็นต้น
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา จากที่เราได้ยินคำศัพท์แปลกใหม่ ๆ อีกไม่นานมันก็ปรากฏเป็นจริงขึ้นมาในเวลาอีกไม่เท่าไหร่ อาทิ Cashless Society เมื่อราวต้นทศวรรษ 2560 ประเทศไทยเองยังไม่มีแอปพลิเคชันธนาคารสแกนใช้เงินแพร่หลายด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้มันเป็นมาตรฐานปกติแล้ว
อย่าง Green City / Eco-City ก็มีขึ้นมาจริงๆ ในสิงคโปร์ และ Fujisawa Sustainable Smart Town ในญี่ปุ่น ส่วนเกาหลีใต้เอาจริงเอาจังกับคอนเซ็ปต์ Walkable City ในโครงการ Cheonggyecheon Stream ทุบทางด่วนทิ้งแล้วขุดคลองขึ้นมาใหม่ กลายเป็นทางเดินเล่นยาว 11 กม. ขณะที่โครงการ Seoullo 7017 ก็เปลี่ยนสะพานข้ามแยกเก่าที่รถเคยวิ่ง ให้กลายเป็นสวนลอยฟ้าสำหรับคนเดิน ประเทศอื่นเขาแข่งขันกันจริง ๆ ลงมือเปลี่ยน เร่งให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ของเมืองจริง ๆ
ไทยรุก Smart City มาหลายปี แต่ยังไม่เห็นภาพคืบหน้าชัดเจน
ประเทศไทยเราเองก็มีความคิดเรื่อง Smart City รับยุคสมัยแห่ง Urbanization เช่นกัน เริ่มจาก สำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัล มีโครงการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ต่อมารัฐบาลทหาร คสช. มีประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้นมา เมื่อ พ.ศ.2562 เป็นเรื่องเป็นราวขึ้น คือ ต้องการอำนวยการให้มีการเปลี่ยนแปลง ยกระดับเมืองใหญ่ ๆ ด้วยเทคโนโลยี แรกสุดนำร่องด้วย 7 เมืองใหญ่ คือ กรุงเทพฯ และเมืองภาคตะวันออกใน EEC บวกกับจังหวัดใหญ่ เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น
ดำเนินการมาถึงบัดนี้ก็หลายปีแล้ว มีความคืบหน้าแบบแทบจะไม่คืบ (ช้ามาก) เช่น ที่เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา เพิ่งมีการแถลงข่าวโครงการ Smart Nimman จะนำสายไฟฟ้าลงดินและปรับภูมิทัศน์ถนนนิมมานเหมินท์ ซึ่งเป็นย่านธุรกิจท่องเที่ยวสำคัญ เชียงใหม่เปิดตัว "โครงการสมาร์ทนิมมาน" มาตั้งแต่ปี 2562 แล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการอะไรต่อได้ เพราะติดปัญหาถนนนิมมานเหมินท์เป็นพื้นที่ของกรมทางหลวง ส่วนทางเท้าและซอยเป็นของเทศบาลฯ รอให้กรมทางหลวงโอนพื้นที่ถนนจากแยกรินคำ
กระบวนการทำงานที่ล่าช้าข้ามหน่วยงาน และกฎระเบียบแบบแท่ง เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของแนวคิด Smart City การพัฒนาเมืองยุค Urbanization ของไทย เพราะระบบบริหารราชการส่วนภูมิภาคของไทย ผู้ว่าฯ จังหวัด อำเภอ และหน่วยสังกัดภูมิภาค) ไม่มีภารกิจหน้าที่เกี่ยวกับเมืองเลย การใช้งบประมาณแผ่นดินก็ทำไม่ได้ ที่เชียงใหม่จึงต้องให้เทศบาลนคร และ ม.ช. เป็นหน่วยรับงบประมาณ
ครั้นจะให้เทศบาลนครฯ เป็นหน่วยงานหลักของการพัฒนา Smart City ก็ทำไม่ได้อีก เนื่องจากความเป็นเมืองในทุกวันนี้ มันขยายตัวใหญ่กว่าพื้นที่เทศบาลนครภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ ขอนแก่น หลายเท่าตัว อย่างผังเมืองรวมเชียงใหม่ล่าสุดที่ประกาศมา กินพื้นที่ 7 อำเภอ มีองค์กรปกครองท้องถิ่นใหญ่น้อยในนั้นร่วมๆ 50 องค์
ระบบราชการไทยคืออุปสรรคใหญ่ ไม่เอื้อต่อการยกระดับ Urbanization
ดังนั้นโครงการเกี่ยวกับ Smart City แบบไทยๆ จึงเลือกทำแบบส่วนเสี้ยว เป็นหย่อมๆ เช่น ที่เชียงใหม่ก็เลือกทำถนนสายเดียว ที่เขตเทศบาลนครเชียงใหม่รับผิดชอบ ส่วนตัวสี่แยกรินคำ (เมญ่า) ที่เป็นหัวประตูทางผ่าน เป็นพื้นที่ของกรมทางหลวงเชื่อมต่อกันยาวไปถึงแยกข่วงสิงห์ และออกแบบถนนเป็นซุปเปอร์ไฮเวย์ รถวิ่งเร็ว ไม่เน้นทางเท้า ไม่เน้นทางเดินข้าม ไม่มีต้นไม้ ที่สุดแล้วรอยต่อตรงนั้นมันก็ไม่เชื่อมโยงความสมาร์ทกับผังออกแบบถนนส่วนในอยู่ดี
กล่าวได้ว่า อุปสรรคของระบบบริหารราชการแบบไทย ส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น ที่เป็นอยู่ ยังไม่สนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการยกระดับเมืองในยุค Urbanization ทำเมืองใหญ่ ๆ ให้เหมาะสมกับเมืองใหญ่ คือ เมืองใหญ่ไทยยังไปท้าแข่ง Smart City กับเมืองใหญ่อื่นๆ ในโลกไม่ได้ ด้วยเพราะติดขัดระบบบริหารจัดการ
ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่มีระเบียบกฎหมายรองรับโดยตรง ครั้นจะเอานายกอบจ. ก็ไม่ใช่ ส่วนนายเทศมนตรีเทศบาลนครก็เล็กเกินไป พื้นที่เมืองของนครขอนแก่น หาดใหญ่ เชียงใหม่ ชลบุรี มันใหญ่เกินอำเภอเมืองด้วยซ้ำ
ต่างจากประเทศอื่นๆ ที่เขาแยกปริมณฑลเมืองออกมาจากหน่วยปกครองพื้นที่ทั่วไป ในที่นี้จะไม่เอ่ยถึงยุโรป อเมริกา ขอยกตัวอย่างในเอเชียใกล้ๆ ที่มีการแยกหน่วยเมือง / Large City / Metropolis ออกมาบริหารจัดการเป็นการเฉพาะ มีทั้งระบบแบบญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน รวมทั้งเวียดนาม
เวียดนามมีจังหวัดอำเภอคล้ายๆ ไทย แต่เขาก็แยกเมืองใหญ่อย่าง ฮานอย โฮจิมินห์ ไฮฟอง ดานัง เกิ่นเทอ มาเป็น "นครภายใต้การปกครองของส่วนกลาง" (Centrally-controlled cities) ซึ่งมีฐานะเทียบเท่าจังหวัด แต่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง
ถอดไอเดีย "เวียดนาม" ทำ Smart City เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจเมืองใหญ่
แนวคิดของเวียดนามมองว่า เมืองใหญ่ Large City มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ทำเมืองให้เป็นเมืองน่าอยู่ ตัวอย่างการเปลี่ยน "เมืองดานัง" อย่างเป็นขั้นตอน นับจากเริ่มแยกมาบริหารเมื่อปี 2540 จนปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ เอาแค่ขนาดตัวเมืองใหม่ที่มีตึกสูงละลานตา ใหญ่กว่าจังหวัดใหญ่ๆ ของไทยเราไปแล้ว
ย้อนดูเป้าหมายแรก เวียดนามเริ่มแยกเมืองออกมาพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว พยายามสร้าง "หาดหมีเคว (My Khe Beach)" รับการลงทุนที่พักโรงแรมจากเชนใหญ่ทั่วโลก เปิดลงทุนบนบาน่าฮิลส์ เป็นลำดับ ล่าสุด..ตั้งเป้าหมายใหม่เป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ Da Nang High-Tech Park มีลูกค้ารายใหญ่ อย่างเช่น
- Universal Alloy Corporation (UAC) จากอเมริกา: ลงทุนกว่า 170 ล้านดอลลาร์ ผลิตชิ้นส่วนอากาศยานส่งออกให้ Boeing
- Airbus Foxlink Group (ไต้หวัน/คู่ค้า Apple): ลงทุนโครงการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มูลค่า 135 ล้านดอลลาร์
- KP Aerospace (เกาหลีใต้): เพิ่งเข้ามาลงทุนโรงงานชิ้นส่วนการบินมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์
- Fujikin (ญี่ปุ่น): สร้างศูนย์ R&D ด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจนและหุ่นยนต์ มาลงปักหลักจริง
ล่าสุดภายใต้โด๋เหม่ย 2.0 เวียดนามตั้งเป้าดานังใหม่ ให้เป็น Free Trade Zone ศูนย์กลางการเงินภูมิภาค (International Financial Center - IFC) ที่ เปิดสำนักงานบริหารอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2026 ที่ผ่านมานี้เอง
เวียดนามกำลังเร่งตัวเองตั้งเป้าแบบก้าวกระโดด มีความกล้าหาญเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน เช่น ผ่าตัดระบบราชการ ลดกำลังพล สำหรับการแยกเมืองใหญ่ออกมาบริหารเป็นเอกเทศขึ้นตรงนายกรัฐมนตรี ก็เป็นการเปลี่ยนในระดับโครงสร้างอำนาจบริหารเช่นเดียวกัน
เปรียบเทียบกับประเทศไทยที่โครงการเกี่ยวกับพัฒนาเมืองใหญ่ล่าช้า เพราะติดปัญหาเชิงโครงสร้าง ระบบราชการ ช่างดูแตกต่างกันเหลือเกิน ในเรื่องแยกโครงสร้างการบริหารจัดการเมืองใหญ่ เราอาจจะเรียกขานมันให้ดูยิ่งใหญ่ว่าเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ก็ตาม เนื้อหาสาระที่เป็นแกนสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ การพัฒนาความเป็นเมืองยุคใหม่ที่โลกกำลังแข่งขันกันนั้น ไทยยังล้าหลังมาก.. แม้กระทั่งเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างเวียดนามก็นำหน้าไปไกลแล้ว
..........................................
เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ

