วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

บทเรียนจากปาย: ไฟแปลงใหญ่ลดได้จากความร่วมใจท้องที่-ท้องถิ่น-ชุมชน

บทเรียนจากปาย: ไฟแปลงใหญ่ลดได้จากความร่วมใจท้องที่-ท้องถิ่น-ชุมชน

อำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่ไฟไหม้ใหญ่เป็นประจำติดลำดับต้นทุกปี  รอยไหม้ดาวเทียมคำนวนออกมาอยู่ระหว่าง 200,000-300,000 แสนไร่  สถิติเมื่อปี 2567 ปายมีรอยไหม้เป็นพื้นที่มากที่สุด 255,042 ไร่ รองลงมาคืออำเภอเมือง 227,691 และแม่สะเรียง 211,420 ไร่  

อันที่จริงขนาดการไหม้เกิน 1 แสนไร่ สำหรับประเทศไทย ถือว่าเป็นพื้นที่ไฟแปลงใหญ่ผลกระทบสูงอยู่แล้ว แต่แม่ฮ่องสอนมีความรุนแรงของสถานการณ์ไฟป่ามากที่สุดเป็นลำดับแรกของประเทศ ทุกอำเภอยกเว้นปางมะผ้าไหม้เกิน 1 แสนไร่ แทบทั้งหมดเกิดขึ้นในเขตป่าด้วย เพราะแม่ฮ่องสอนมีพื้นที่ป่ามากถึง 86% มีพื้นที่ราบเป็นเอกสารสิทธิ์นิดเดียว แถมประชากรยากจน ป่าคือแหล่งหากิน หาของป่า และใช้ไฟในป่าเป็นวิถี

ประเด็นที่จะนำเสนอก็คือ เมื่อฤดูไฟปี 2568 ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เมืองปาย เมื่อสามารถลดการไหม้ลงเหลือแค่ 97,880 ไร่ ตัวเลขนี้อาจจะมากสำหรับพื้นที่อื่น แต่สำหรับปายที่ไม่เคยต่ำกว่า 2.5 แสน บางปีที่แล้งมากเช่นปี 2563 เคยไหม้มากถึง 397,925 ไร่ ซึ่งมากที่สุดเป็นลำดับสองของประเทศ เป็นรองจากอำเภอสามเงาป่าเหนือเขื่อนเท่านั้น

บทเรียนจากปาย: ไฟแปลงใหญ่ลดได้จากความร่วมใจท้องที่-ท้องถิ่น-ชุมชน

อ.ปาย ลดไฟป่าได้สำเร็จ จากความร่วมมือคนท้องถิ่น 

ปี 2568 ที่พบว่ารอยไหม้ต่ำกว่าแสนไร่ ถือเป็นสถิติใหม่ในรอบเกือบสิบปี นี่เป็นผลมาจากปฏิบัติการของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จนท.ฝ่ายป่า ร่วมกับ กลไกท้องที่+ท้องถิ่น  อันมี อบต.เมืองแปง (ท้องถิ่น) และกำนันผู้ใหญ่บ้าน (ท้องที่) อย่างจริงจัง

ที่ขีดเส้นใต้คำว่า อย่างจริงจัง เพราะโดยทั่วไปการดับไฟป่าในภาคเหนือ ศูนย์อำเภอมักจะใช้งานองค์กรปกครองท้องถิ่นหรือกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่เสมอๆ แต่ที่เมืองปายแตกต่างตรงที่ จังหวัดโดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเดินทางลงพื้นที่ทำความตกลงกับผู้นำท้องที่-ท้องถิ่นล่วงหน้า เพื่อจะลดสถิติแชมป์ไฟไหม้ลงให้ได้ ถึงขนาดว่ามีการสำรวจจุดอ่อนตามแนวป่ากินนอนในป่าร่วมกัน แสดงความมุ่งมั่นต่อเป้าหมาย

บทเรียนจากปาย: ไฟแปลงใหญ่ลดได้จากความร่วมใจท้องที่-ท้องถิ่น-ชุมชน

ไม่เพียงเท่านั้น จังหวัดยังมีการเจรจาอุดหนุนช่วยความต้องการของท้องถิ่น เช่น หางบประมาณทำถนนที่ค้างอยู่ เป็นต้น การดับไฟจึงไม่ใช่แค่ดับไฟ แต่เป็นการประสานความร่วมมือในเชิงปกครอง แก้ปัญหาด้านการพัฒนาพื้นที่พร้อมไปด้วย

กลไกท้องที่+ท้องถิ่น ที่ตำบลเมืองแปง กลายเป็นศูนย์กลางของการบัญชาการดับไฟในฤดูแล้งปี 2568 ที่ผ่านมา แทนที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสถานีไฟป่า เขตรักษาพันธุ์ หรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทำกันเอง

อบต.เมืองแปง ไม่เคยได้รับงบประมาณอุดหนุนด้านไฟป่า ทางจังหวัดจัดการให้มีงบประมาณลงไป ทำให้สามารถทำงานได้ เรื่องนี้เป็นปัญหาในภาพรวมเพราะกรมป่าไม้ได้ถ่ายโอนภารกิจให้ อปท.ทั่วประเทศนานแล้ว แต่ อปท.ไม่ได้งบประมาณจริง ต่อให้ได้ก็ไม่พอ หรือไม่ตรงความต้องการ งบประมาณท้องถิ่นก็เป็นปัจจัยความสำเร็จที่มองข้ามไม่ได้

บทเรียนจากปาย: ไฟแปลงใหญ่ลดได้จากความร่วมใจท้องที่-ท้องถิ่น-ชุมชน

ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่-อาสาสมัคร มุ่งดับไฟ แต่ชุมชนก็ปรับพฤติกรรมด้วย 

ความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง-ฝ่ายป่า-และท้องที่ท้องถิ่นที่ปาย ลงลึกไปถึงพฤติกรรมของชาวบ้าน เพราะชาวบ้านด้วยกันย่อมรู้ว่า ใครมีพฤติกรรมเข้าป่า หาของป่า ล่าสัตว์หรือใช้ไฟ การพูดคุยจัดการกันเองของชาวบ้านได้ผลในระดับสำคัญ แม้จะมีบางบ้าน บางหมู่ ที่ไม่ยอมคุยและมีไฟป่าเกิดขึ้นอยู่บ้าง แต่ก็เฉพาะหย่อมพื้นที่

มีเรื่องเล่าว่า ชาวบ้านเองบางส่วนยังอยากจะใช้ไฟเพื่อเผาดอยละแวกบ้านเพราะทุกปีใช้ไฟเผาและมีเห็ดออกในฤดูฝน เมื่อปีที่ผ่านมา มีการขอร้องงดเผา หากจะเผาต้องทำแนวกันไฟและควบคุมให้ดับจบ ชาวบ้านจึงงดเผาในปีนั้น แต่ขอเผาในปีนี้ ด้วยการทำแนวและดับจบ ..นี่คือการต่อรองที่เป็นพัฒนาการของระบบการแก้ปัญหาแบบเปิดหน้าคุย เข้าใจความต้องการพื้นที่

การลดขนาดการไหม้ และทยอยเกิดไฟในเขตพื้นที่ตอนล่างต้นลมเข้าแอ่งปาย ที่เป็นชุมชนท่องเที่ยวได้สร้างบรรยากาศใหม่ขึ้นมา ภาคธุรกิจเอกชนและชาวบ้านในตัวเมืองปาย ที่ประสบปัญหาเจอะมลพิษฝุ่นควันขนาดหนักในทุกฤดูแล้ง ได้เริ่มมองเห็นความหวังขึ้นมาอีกครั้ง !

บทเรียนจากปาย: ไฟแปลงใหญ่ลดได้จากความร่วมใจท้องที่-ท้องถิ่น-ชุมชน

ปัญหา PM2.5 ความสูญเสียโอกาสทางธุรกิจท่องเที่ยวเมืองปาย

หลายปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจท่องเที่ยวพยายามเรียกร้องให้รัฐแก้ปัญหาฝุ่นควัน เมืองปายภาวะมลพิษ PM2.5 มาเร็วมาก แค่เดือนกุมภาพันธ์ก็เริ่มกระทบแล้ว มูลค่าความสูญเสียโอกาสทางธุรกิจประเมินไม่ได้ มีเรื่องเล่าว่าลูกค้าเช็คอินเข้าพักได้คืนเดียวก็คืนห้องหนี รวมถึงชาวต่างชาติที่อาศัยแบบลองสเตย์เปลี่ยนไปหาที่พักใหม่

ภาคท่องเที่ยวและคนในเมือง จึงกลายเป็นคนละพวก คนละกลุ่มกับชาวบ้านรอบนอกในป่าที่เป็นผู้จุดไฟเผา ไม่เชื่อถือหากมีการร้องขอการสนับสนุนเพราะผลลัพธ์ที่ออกมายังไม่ได้

แต่ผลลัพธ์และปฏิบัติการร่วมอย่างเอาจริงเอาจัง ปลุกให้คนในเมืองและภาคธุรกิจกลับมาเชื่อมั่นในกลไกของรัฐ และมองเห็นความเอาจริงเอาจังน่าเชื่อถือของประชาชนในเขตป่า ทีนี้คนในเมืองก็เริ่มขยับเข้ามาสนับสนุน ล่าสุด กลุ่มนักธุรกิจและชาวต่างชาติในเมืองปายได้จัดงานแสดงดนตรี เพื่อระดมทุนสนับสนุนซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ให้กับฝ่ายปฏิบัติการป่าไม้ และท้องที่+ท้องถิ่น ที่เป็นแนวหน้าดับไฟป่ามูลค่าหลายแสนบาท

นอกจากนั้นคนรุ่นหนุ่มสาวในเมืองที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี ก็อาสาช่วย จนท.ทำวอร์รูม ฐานข้อมูล แดชบอร์ด เพื่อจะสื่อสารให้กับชุมชน ผ่านเพจ Pai Fahsai ปายฟ้าใส เป็นสื่อกลางระหว่างภาครัฐ ภาคชาวบ้านในป่า และคนในชุมชนเมืองภาคท่องเที่ยว

บทเรียนจากปาย: ไฟแปลงใหญ่ลดได้จากความร่วมใจท้องที่-ท้องถิ่น-ชุมชน

ดับไฟป่าเมืองปาย: การยกระดับกลไกปฏิบัติระดับภาคประชาชน

เมื่อคนในเมืองประกาศสนับสนุนระดมความช่วยเหลือมา ฝ่ายภาคชาวบ้านในเขตป่าก็มีคำสัญญาเป็น MOU ตอบกลับไปว่า จะปกป้องไม่ให้ได้เกิดไฟป่าและปัญหาฝุ่นควัน มีการสร้างระเบียบเป็นกฎชุมชนขึ้นมาเช่น ใครเข้าป่าต้องขออนุญาต ใครทำไฟลามจากไร่เข้าป่าต้องเสียค่าปรับ ฯลฯ ยกระดับการจัดการในชุมชนขึ้นมา

เหตุการณ์ที่เมืองปาย เป็นกรณีตัวอย่างของการยกระดับกลไกปฏิบัติการที่ดึงบทบาทของชุมชน+ท้องที่+ท้องถิ่น เข้ามาเป็นแกนหลักของการแก้ปัญหา แทนที่จนท.ดับไฟ หรือ จนท.ป่าไม้ แบบเดิม โดยภาครัฐเปิดมุมมองเข้าใจความต้องการของฝ่ายชาวบ้านในป่าที่บางส่วนยังต้องใช้ไฟ มีการเจรจาเพื่อจัดการบริหารไฟไม่ให้เกิดผลกระทบ และขีดพื้นที่ป้องกันอย่างเข้มงวดร่วมกัน

บทเรียนจากปาย: ไฟแปลงใหญ่ลดได้จากความร่วมใจท้องที่-ท้องถิ่น-ชุมชน

การทำให้กลุ่มประชาชนผู้รับผลกระทบ กล่าวคือ ภาคท่องเที่ยวและคนในเมือง กับ ชาวบ้านรอบนอกที่ใช้ไฟเผาเข้าใจกันและกันเป็นเรื่องยาก เมืองปายกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการทำให้ทุกฝ่าย มองเป้าหมายลดไฟป่าลงมาให้เหลือแค่ที่จำเป็นที่สุดที่ก้าวหน้ามาก

ฤดูฝุ่นนี้จะเป็นด่านชี้วัดสำคัญว่าจะสำเร็จได้ในระดับไหน หากสำเร็จคือลดไฟและผลกระทบได้ไม่น้อยกว่าเดิม ปฏิบัติการที่เมืองปายจะเป็นตัวแบบสำเร็จให้กับพื้นที่วิกฤติมลพิษฝุ่นควันไฟป่าในพื้นที่อื่นๆ ได้เลย

 

 

 

..........................................

เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ