ปลายเดือนพฤษภาคม 2569 มีข่าวเรื่องรัฐบาลจอร์เจีย (Georgia) เปิดเซลลาร์หรือห้องเก็บไวน์ที่เคยเป็นของ โจเซฟ สตาลิน (Joseph Vissarionovich Stalin) อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต ในกรุงทบิลีซี (Tbilisi) เมืองหลวงของจอร์เจียเป็นครั้งแรก
โจเซฟ สตาลิน นั้นเกิดในจอร์เจีย ขึ้นเป็นผู้นำสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี 1924 จนจบชีวิตในปี 1953 หลังจากที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย จอร์เจียแยกตัวเป็นประเทศในปี 1991
โจเซฟ สตาลิน
จอร์เจีย ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนจุดตัดระหว่างทวีปยุโรปและเอเชีย ทางทิศตะวันออกของทะเลดำในเทือกเขาคอเคซัสตอนใต้ เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปี ทางเหนือติดรัสเซีย ทางใต้ติดตุรกี อาร์มีเนีย และอาเซอร์ไบจาน
สำหรับ เซลลาร์ไวน์ของโจเซฟ สตาลิน แห่งนี้ เก็บไวน์หายากไว้มากมาย ทั้งจากฝรั่งเศสและจอร์เจียดินแดนบ้านเกิดของเขาเอง ประมาณ 40,000 ขวด บางขวดมีอายุเก่าแก่ย้อนไปถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 19
โจเซฟ สตาลิน ได้ชื่อว่าเป็นนักดื่มและสะสมไวน์ตัวยง นอกจากนั้นยังส่งเสริมการผลิตไวน์อีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่ง เจ้าชายเลฟ กอลิตซีน (Lev Golitsyn) นำ รัสเซีย สปาร์คกลิ้ง (Sovetskoye Shampanskoye) เข้าร่วมประกวดในงาน ปารีส เวิลด์ แฟร์ (Paris World Fair) ปี 1990 สามารถพิชิตรางวัล “Grand Prix de Champagne” เอาชนะแชมเปญของฝรั่งเศส
หลังจากนั้นโจเซฟ สตาลิน ก็ส่งเสริมการผลิตเป็นการใหญ่จนทำให้สปาร์คกลิ้งไวน์ของรัสเซียมีชื่อเสียง
คอลเลกชันไวน์ในเซลลาร์ของโจเซฟ สตาลิน ยังรวมถึงไวน์หายากที่เคยเป็นทรัพย์สินของพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่ 3 และ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ซึ่งเป็นไวน์ที่มาจากไร่องุ่นที่มีชื่อเสียงที่สุดของบอร์กโดซ์
กองทัพโซเวียตได้ยึดคอลเลกชันไวน์ของราชวงศ์โรมานอฟหลังการปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 ซึ่งโจเซฟ สตาลิน ก็ได้กลายมาเป็นผู้ดูแลไวน์เหล่านี้ และค่อยๆ เพิ่มไวน์จอร์เจียที่ตนชื่นชอบเข้าไป
จอร์เจีย เป็นหนึ่งในชาติที่ผลิตไวน์เก่าแก่ที่สุดในยุโรป และได้ชื่อว่าเป็น "The birth place of Wine" หรือ "The Cradle of Wine Making" จากหลักฐานที่พบเชื่อกันว่า มีการผลิตไวน์บริเวณพื้นที่แห่งนี้เมื่อประมาณ 7,000 - 5,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช
หลายพันปีมาแล้ว ชาวคอเคซัส (Caucasus) ค้นพบว่าน้ำองุ่นป่าที่พวกเขาบีบคั้นเอาแต่น้ำไว้ เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีแอลกอฮอล์เกิดขึ้น นำมาดื่มแล้วรสชาติดี หลังจากนั้นพวกเขาจึงใช้ประสบการณ์พัฒนาความรู้มาเรื่อยๆ..
เคฟรีบ่มไวน์ของชาวจอร์เจีย
กระทั่งประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวจอร์เจียได้มีการคิดค้นภาชนะใส่ไวน์เพื่อเก็บไว้ดื่มนานๆ ซึ่งเป็นดินเผา คล้ายไหหรือโอ่งดินขนาดใหญ่เรียกว่า เคฟรี (Kvevris) ในไหนี้จะเคลือบด้วยไขจากรังผึ้ง ปิดฝาด้วยแผ่นไม้ แล้วนำโอ่งไปฝังไว้ใต้ดิน ที่สภาพอากาศเย็นทำให้สามารถเก็บรักษาไว้ได้หลายสิบปี
ปัจจุบันวิธีการผลิตดังกล่าวก็ยังใช้กันอยู่ และมีการเสริมเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปทำให้ไวน์มีคุณภาพมากขึ้น และใช้กรรมวิธีผลิตแบบนี้เป็นจุดขาย
ที่สำคัญชาวจอร์เจียบอกว่าคำว่า Wine มาจากคำว่า Gvino ในภาษาจอร์เจีย !
จอร์เจียผลิตไวน์ได้มากเป็นอันดับ 2 ของชาติที่เคยอยู่ในเครือสหภาพโซเวียต แต่โลกภายนอกไม่ค่อยรู้จัก เพราะถูกเมฆหมอกสีดำแห่งลัทธิการปกครองปกคลุม ไวน์จอร์เจียต้องส่งไปตลาดรัสเซีย ในฐานะเจ้านายใหญ่ของสหภาพโซเวียต
ณ วันนี้ จอร์เจียส่งออกไวน์ปีละกว่า 94 ล้านขวดไปยัง 53 ประเทศ มากที่สุดคือรัสเซียกว่า 59 ล้านขวด ตามด้วยจีนกว่า 7 ล้านขวด
ขณะที่ไทยเพิ่งนำเข้ามาไม่น่าจะเกิน 2 ปี จำนวนน่าจะแค่หลักพัน แต่แนวโน้มดีขึ้น เพราะมีผู้นำเข้าหน้าใหม่เกิดขึ้น !!
ปัจจุบัน จอร์เจียมีหน่วยงานชื่อ “Georgian Wines & Spirits” = GWS ทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนให้ไวน์จอร์เจียเป็นที่รู้จักกันของคอไวน์ทั่วโลก
จอร์เจียผลิตไวน์จากเขตผลิตหลักๆ 5 เขต ที่สำคัญที่สุดคือ กาเคติ (Kakheti) ซึ่งผลิตไวน์ประมาณ 70 % ของประเทศ สำคัญที่สุดทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพ และประวัติศาสตร์ (อีก 4 เขตคือ Kartli, Imereti, Racha-Lechkhumi และ Kvemo)
กาเคติอยู่ทางตะวันออกของประเทศ พรมแดนทางตะวันออกและใต้ติดกับอาเซอร์ไบจาน นอกนั้นล้อมรอบด้วยภูเขาคอเคซัส มีแม่น้ำ อลาซานี (Alazani) เป็นเส้นเลือดสำคัญ และเป็นสาเหตุให้เกิดพื้นที่ไมโครไคลเมท คือ เทลาวี (Telavi) และ ควาเรลี (Kvareli)
กาเคติปลูก องุ่นแดงซาเปราวี (Saperavi) มากที่สุด ประมาณ 57% รองลงไปเป็นองุ่นเขียวรัตซิเทลี (Rkatsiteli) 14% นอกนั้นมีอย่างละ 3 - 6%
ไวน์กับชาวจอร์เจีย
การทำไวน์ของ “กาเคติ” ถือเป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตของผู้คนมายาวนาน ปลายเดือนกันยายนและต้นเดือนตุลาคม จะเป็นวันหยุดที่สำคัญเรียกว่า Rtveli เพื่ออุทิศให้กับการเก็บเกี่ยวองุ่น ทั้งครอบครัว รวมทั้งผู้หญิง ลูกเด็กเล็กแดง จะพากันไปเก็บองุ่น จากนั้นจะมีการชิมไวน์ที่แต่ละครอบครัวทำกันเอง ร้องเพลง และเต้นรำ ฯลฯ เทศกาลนี้ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วย
สำหรับ ชาวจอร์เจีย แล้ว องุ่นและไวน์ถือเป็นชีวิต เป็นจิตวิญญาณ เป็นวิถีชีวิต เป็นมิตรภาพ เป็นเครื่องหมายของบรรพบุรุษ เป็นศาสนา ฯลฯ เรียกว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับชีวิตจิตใจของพวกเขาอย่างแยกไม่ออก
คนจอร์เจียบอกว่าถ้าไม่มีองุ่น พวกเขาอยู่ไม่ได้
จอร์เจีย อดีตและปัจจุบัน
หน้าโบสถ์หรือสถานที่สำคัญๆ ในจอร์เจีย หลายๆ แห่งจะมีเป็นลวดลายเป็นเถาองุ่น ขณะที่ทุกบ้านจะปลูกองุ่นที่ซุ้มประตูหน้าบ้าน เป็นสัญลักษณ์ เป็นร่มเงา เป็นวัฒนธรรม อันยาวนานที่สืบสานกันมาหลายพันปี
นักบุญ เซนต์ นีโน (Saint Nino) ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำนิกายออร์โธดอกซ์มาเผยแพร่ในย่านคอเคซัส จนกระทั่งชาวจอร์เจียเกือบทั้งประเทศนับถือคริสต์ศาสนานิกายออร์โธดอกซ์ที่เคร่งครัดตราบจนทุกวันนี้
ตำนานเล่าว่า เซนต์ นีโน ได้นำเถาองุ่นมากไขว้กันเป็นกางเขนแล้วมัดไว้ด้วยเส้นผมของตน จนกลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่เรียกว่า “เซนต์ นีโน ครอสส์” (St. Nino’s Cross) ใครไปเที่ยวจอร์เจียจะเห็นรูปภาพของเซนต์ นีโนในโบสถ์สำคัญๆ ทั่วประเทศ มีไม้กางเขนจากเถาองุ่นแทบทุกโบสถ์
นอกจากวัฒนธรรมการดื่มไวน์ที่จอร์เจียเก่าแก่แล้ว ไวน์ยังเป็นชีวิตและจิตวิญญาณคนจอร์เจียทั้งในชีวิตประจำวันและศาสนาจนยากจะแยกออก เรียกว่าไวน์เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในทุกวิถีชีวิตของชาวจอร์เจีย งานเล็ก งานใหญ่ งานศาสนา งานพิธีการ มื้ออาหารที่บ้าน กินอาหารนอกบ้าน หรือที่บ้านเพื่อน ฯลฯ จะมีไวน์เป็นส่วนประกอบอยู่เสมอ
ที่สำคัญในยามบ่าย พวกเราอาจจะดื่มกาแฟ แต่คนจอร์เจียดื่มไวน์ พวกเขาดื่มไวน์อย่างน้อยวันละ 1 แก้ว...!!!
ปัจจุบันคนไทยไปเที่ยวจอร์เจียกันมากขึ้น เพราะเป็นประเทศที่ผสมผสานอย่างลงตัวของภูมิประเทศที่สวยงาม ภาษาที่เก่าแก่ วัฒนธรรมกับสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และต้นกำเนิดของไวน์!!
แต่ถ้าจะชิมไวน์ของ "โจเซฟ สตาลิน” ชุดนี้ คงต้องหยอดกระปุกไว้ก่อน เพราะรัฐบาลบอกว่ามีแผนที่จะนำออกประมูล รายได้นำไปสมทบทุนสร้างโรงเรียนเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับไวน์!


