ครั้งที่แล้วเขียนเรื่องไวน์เบลนด์ (Blend) ของฝรั่งเศส 2-3 อย่าง ก็มีแฟน ๆ ของคอลัมน์นี้ที่ติดตามกันมายาวนานบอกว่า อยากจะให้นำเสนอเรื่องราวของ อิตาเลียน เบลนด์ (Italian Blend) บ้าง เพราะปัจจุบันไวน์อิตาลีได้รับความนิยมมากขึ้น และมีผู้นำเข้ามามากมายหลายรูปแบบ
ไวน์เบลนด์ของอิตาลี (Italian Blend Wines) มีอยู่หลากหลายรูปแบบเหมือนฝรั่งเศสหรือยุโรปอีกหลาย ๆ ประเทศ ในเบื้องต้นนี้จะขอกล่าวถึงสัก 2 แบบ
แบบแรก ทัสกัน เบลนด์ (Tuscan Blends) ซึ่งมีอยู่ 2 แบบใหญ่ คือ เคียนติ (Chianti) และ ซูเปอร์ ทัสกัน (Super Tuscan) โดยเฉพาะอย่างหลังนี่แหละที่ถือว่าสร้างชื่อเสียงและมูลค่าราคาให้กับไวน์อิตาลีมากที่สุด และขอกล่าวถึงประเภทนี้
ไวน์ซูเปอร์ ทัสกัน ความหมายคร่าวๆ คือไวน์ที่ผลิตในแคว้นทัสกานี ซึ่งไวน์ที่จะได้ ดีโอซี (DOC) ต้องใช้องุ่นซานโจเวเซ (Sangiovese) เป็นหลักอย่างน้อย 70% เบลนด์เล็กน้อยด้วยพันธุ์อื่น ๆ อีก 2-3 พันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่
ต่อมามีผู้ผลิตบางรายการใช้องุ่นสายพันธุ์นานาชาติหรือสายพันธุ์คลาสสิก เช่น กาแบร์กเนต์ โซวีญยอง, กาแบร์กเนต์ ฟรอง, แมร์กโลต์ และ ซีฮราห์ เป็นต้น เกินกำหนด บางรายไม่ใช้ซานโจเวเซเลย
ไวน์ซูเปอร์ ทัสกัน
จากการที่ผู้ผลิต ไวน์ซูเปอร์ ทัสกัน ใช้องุ่นสายพันธุ์คลาสสิกดังกล่าว จึงถือว่าอยู่นอกกฎหมายฉบับที่ 164/1992 ชื่อว่า “New Disciplinary Code for Denomination of Wines of Origine” บังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 1992 (เป็น DOC ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 1994) พวกเขาจึงไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นไวน์เกรดดีโอซี (DOC) หรือดีโอซีจี (DOCG)
แต่เป็นได้เพียงเกรด VdT (Vino da Tavola หรือ Table wine) เท่านั้น บ้านเราสมัยก่อนเรียกกันว่าไวน์ขบถ
คำว่า Super Tuscan เพิ่งมาเกิดและใช้ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 นี่เอง แต่ไม่มีการยืนยันแน่นอนว่าใครเป็นผู้บัญญัติใช้ เชื่อว่าเกิดจากบรรดานักเขียน-นักวิจารณ์ไวน์
ในปี 1992 รัฐบาลกำหนดการจำแนกคุณภาพไวน์ใหม่ขึ้นมา และจัดให้ Super Tuscan จาก Vino da Tavola ขึ้นอยู่ในระดับ ไอจีที (IGT= Indicazione Geografica Tipica) หรือการบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ทั่วไป คือจะเน้นแหล่งกำเนิดของไวน์มากกว่าลักษณะและสายพันธุ์องุ่น
ปัจจุบันมีผู้ผลิตไวน์ซูเปอร์ ทัสกัน เกิดขึ้นมากมาย แต่ละรายสามารถทำราคาได้ดีกว่าไวน์ที่ปฏิบัติตามกฏแบบเดิมๆ เสียอีก ในบ้านเราตัวท็อปๆ ราคา 2 – 3 หมื่นบาทเลยทีเดียว
แบบที่สอง วัลโปลิเซลลา เบลนด์ (Valpolicella Blend) โดย วัลโปลิเซลลา (Valpolicella) เป็นชื่อคอมมูนอยู่ในจังหวัดเวโรนา (Verona) แคว้นเวเนโต (Veneto) ทางเหนือของอิตาลี
องุ่นแดงที่ใช้เบลนด์คือ กอร์วินา (Corvina ) รอนดิเนลลา (Rondinella) ออเซเลตา (Oseleta) และโกรเอตินา (Croatina) และอาจจะมีพันธุ์อื่น ๆ อีก 2-3 พันธุ์ ในอัตราส่วนผสมที่แตกต่างกันตามข้อกำหนด
เวเนโตนั้นได้รับการขนานนามว่าเป็น อิตาเลียน บอร์กโดซ์ (Italian Bordeaux) เนื่องจากทำไวน์แดงเบลนด์ (Red blend) ได้ดี คล้าย ๆ บอร์กโดซ์ที่ผลิตไวน์สไตล์บอร์กโดซ์ เบลนด์ (Bordeaux blend) ได้ยิ่งใหญ่ดังกล่าวไปในตอนที่แล้ว
ไวน์เบลนด์ที่ดังที่สุดของวัลโปลิเซลลา คือ อามาโรเน (Amarone) มีชื่อเต็มๆ ว่า อามาโรเน เดลลา วัลโปลิเชลลา (Amarone della Valpolicella) ผลิตจากองุ่นที่ผ่านการผึ่งลม (ไม่ตากแดด) ให้แห้ง ทำให้น้ำหนักองุ่นหายไป 30-35% และทำให้กลิ่น สี และรสชาติเข้มข้นขึ้น แต่มีความนุ่มละมุนของไวน์ มีความเข้มข้นของกลิ่นของผลไม้ เป็นต้น
ที่สำคัญมีข้อกำหนดว่าต้องมีแอลกอฮอล์อย่างน้อย 14% และบ่มในถังไม้โอ๊คอย่างน้อย 25 เดือน ถ้ามีคำว่า "Riserva" เพิ่มเข้ามาด้วย ต้องบ่มในถังไม้โอ๊คอย่างน้อย 48 เดือน
นั่นเป็นเรื่องราวคร่าว ๆ หรือเบื้องต้นของไวน์ ซูเปอร์ ทัสกัน และ วัลโปลิเซลลา เบลนด์ 2 ไวน์เบลนด์ชื่อดังของอิตาลี หลังจากจะชวนไปชิมไวน์เบลนด์ทั้ง 2 ชนิดซึ่งเป็นไวน์ที่ผมได้ชิมในช่วงเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา
มาสเซโต ทอสกานา ไอจีที 2019 (Masseto Toscana IGT 2019) : เรียกสั้น ๆ ว่า มาสเซโต คือหัวแถวหรือสุดยอดแห่ง “ซูเปอร์ ทัสกัน” ที่ถูกตั้งฉายาว่า เปตรุสแห่งอิตาลี จากการที่ใช้องุ่นแมร์กโลต์ เหมือนกับ ชาโต เปตรุส (Chateau Prtrus) ของฝรั่งเศส
อย่างไรก็ตามวินเทจ 20019 นี้เป็นวินเทจแรกที่มีการใช้กาแบร์กเนต์ ฟรอง เบลนด์ด้วย 10% ที่เหลือเป็นแมร์กโลต์ 90% บ่มโอ๊คฝรั่งเศสใหม่ 24 เดือน บ่มในขวดอีก 12 เดือน แอลกอฮอล์ 14.5 %
- สีแดงโกเมนเข้ม สดใส
- หอมกลิ่นผลไม้สุก พลัม เชอร์รี แบล็คเบอร์รี แบล็คเคอร์แรนท์ ราสพ์เบอร์รี มิเนอรัล ดอกไวโอเลต แบล็คช็อกโกแลต มะกอกดำ ซีดาร์ กราไฟต์ ใบยาสูบ หนังสัตว์ใหม่ๆ สไปซีเฮิร์บ โป๊ยกั๊ก อบเชย โรสแมรี มินต์ สโมคกี้โอ๊ค วานิลลา ฟูลบอดี้
- แอสิดสดชื่น แทนนินหนักแน่นเนียน จบยาวด้วยผลไม้สุก มิเนอรัล วานิลลา สโมคกี้โอ๊ค สไปซีเฮิร์บ
- ดื่มตอนนี้ก็ได้ แต่จะให้ดีอีกสัก 3-4 ปีจะเปิดตัวมากกว่านี้ เป็นไวน์ที่ต้องชิมสักครั้งในชีวิต
- 19.75/20 คะแนน
มาร์เคซิ อันติโนริ “ติกญาเนลโล” ทอสกานา ไอจีที 2022 (Marchesi Antinori “Tignanello” Toscana ITG 2022) : เรียกสั้นๆ ว่า ติกญาเนลโล เป็น 1 ใน 3 ไวน์ซูเปอร์ ทัสกัน ของตระกูลอันติโนริ (อีก 2 คือโซลายาและซาสซิกายยา) วินเทจนี้เบลนด์จากซานโจเวเซ 78% กาแบร์กเนต์ โซวีญยอง 18% และกาแบร์กเนต์ ฟรอง 4% บ่มโอ๊ค 14 เดือน โดย 50% บ่มโอ๊คใหม่
- สีแดงทับทิมเข้ม มีประกายม่วงนิดๆ สดใส
- หอมกลิ่นผลไม้ พลัม แบล็คเชอร์รี แบล็คเบอร์รี แบล็คเคอร์แรนท์ ทับทิม มิเนอรัล บัลซามิกกรุ่นๆ กราไฟต์ ดอกไวโอเลต ดอกกุหลาบ สไปซีเฮิร์บ ชะเอมเทศ อบเชย วานิลลา มินต์ หนังสัตว์ ใบยาสูบ
- แอสิดสดชื่น แทนนินแน่นนุ่มเนียน จบยาวด้วยผลไม้ มิเนอรัล สไปซีเฮิร์บ และหอมหวานคล้ายสายไหม
- อาจจะยังไม่เปิดตัวเต็มที่นัก น่าจะอีก 4-5 ปี เป็นอีก 1 วินเทจที่ต้องชิมให้ได้
- 19.75 / 20 คะแนน
ลูเซ เดลลา วิเต “ลูเซ” ทอสกานา ไอจีที 2019 (Luce della Vite “Luce” Toscana IGT 2019) เรียกสั้นๆ ว่า ลูเซ และ 2019 เป็นวินเทจที่ 24 ของลูเซ ที่ทำขายอย่างเป็นการ เป็นซูเปอร์ ทัสกัน ที่เกิดจากการจับมือกันของบริษัท มาร์เคซี เด เฟรสโกบาลดี (Marchesi De Frescobaldi) กับโรเบิร์ต มอนดาวี (Robert Mondavi) “เจ้าพ่อไวน์นาปา แวลลีย์”
ได้ชื่อว่าเป็นไวน์จากมอนตาลซิโนตัวแรกที่เบลนด์จากซานโจเวเซ และแมร์กโลต์ เพราะที่ผ่านมาใช้กาแบร์กเนต์ โซวีญยอง กับซานโจเวเซ
วินเทจ 2019 เบลนด์จากซานโจเวเซกับแมร์กโลต์ในอัตรา 50-50% บ่มโอ๊ค 24 เดือน โดย 80% บ่มในโอ๊คใหม่ อีก 20% บ่มโอ๊คที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว 1 ปี ผลิต 7,916 ลัง
- สีแดงทับทิมเข้ม สดใส
- หอมกลิ่นผลไม้ ราสพ์เบอร์รี แบล็คเบอร์รี พลัม แบล็คเชอร์รี แบล็คเคอร์แรนท์ ดอกไวไอเล็ต ดอกกุหลาบ ช็อกโกแล็ต กาแฟคั่ว โกโก้ ไส้ดินสอดำ ครีมมี สไปซีเฮิร์บซ่าๆ หวานๆ แบล็คเปปเปอร์ ชะเอมเทศ หนังสัตว์ ใบยาสูบ
- แอสิดสดชื่น แทนนินละเอียด จบยาวด้วยผลไม้ สโมคกี้โอ๊ค สไปซีเฮิร์บ
- สามารถดื่มได้ในตอนนี้ เป็นอีกหนึ่งวินเทจของลูเซที่ต้องชิม
- 19.5 / 20 คะแนน
ดัล ฟอร์โน โรมาโน อามาโรเน วัลโปลิเซลลา ดีโอซีจี 2013 (Dal Forno Romano Amarone della Valpolicella DOCG 2013) : ตัวนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนถึงกับยกให้เป็น ราชาแห่งอามาโรเน (King of Amarone)
เบลนด์ด้วยองุ่น 4 พันธุ์ คือ กอร์วินา 60% รอนดิเนลลา 10% ออเซเลตา 10% และโกรเอตินา 5% บ่มในถังสเตนเลสแล้วบ่มในถังโอ๊คและบ่มในขวดรวมทั้งสิ้น 36 เดือน
- สีแดงโกเมนเข้ม สดใส
- หอมกลิ่นผลไม้สุกปนแยมผลไม้อบอวล แบล็คเชอร์รี แบล็คเบอร์รี พลัม บลูเบอร์รี เรซิน รัมเค้ก แบล็คช็อกโกแล็ต เอสเปรสโซ ทรัฟเฟิล มะกอกดำ วานิลลา ใบยาสูบ สไปซี กานพลู โป๊ยกั๊ก จันทน์เทศ หนังสัตว์ใหม่ๆ
- บอดี้หนักแน่น แอสิดสดชื่น แทนนินนุ่มเนียนหวาน จบยาวด้วยผลไม้สุก วานิลลา สไปซีเฮิร์บ
- สามารถดื่มได้ ณ เวลานี้ เปิดล่วงหน้าสัก 2 -3 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย หรือดับเบิ้ล ดีแคนต์ เป็นอามาโรเนที่ต้องชิมสักครั้งในชีวิต
- 19.75/20 คะแนน
สเปริ อามาโรเน เดลลา วัลโปลิเซลลา กลาสสิโก ดีโอซีจี ซานต์อูร์บาโน 2019 (Speri Amarone della Valpolicella Classico DOCG Sant’Urbano 2019) : Speri เป็น 1 ใน 12 ผู้ผลิตอามาโรเนแบบครอบครัว (Famiglie dell’Amarone d’Arte หรือ Amarone Families) ซึ่งปัจจุบันมี 12 ครอบครัวเท่านั้น
ทำจากองุ่นที่ปลูกแบบออร์แกนิค ประกอบด้วยกอร์วินา เวโรเนเซ 75% รอนดิเนลลา 20% และมอลินารา 5% บ่ม 24 เดือนในถังโอ๊คฝรั่งเศสขนาด 500 ลิตร และบ่ม 18 เดือนในถังโอ๊คสลาโวเนียน สุดท้ายบ่มในขวดอีก 12 เดือน
- สีแดงโกเมนเข้ม สดใส
- หอมกลิ่นผลไม้สุก และผลไม้แห้ง แบล็คเชอร์รี มัลเบอร์รี ลูกเกด ฟิก พรุน บลูเบอร์รี เอิร์ธตี บัลซามิก ดอกไวโอเลตแห้ง กากกาแฟสด ผงโกโก้ สนิมเหล็ก สไปซี พริกไทย ยูคาลิปตัสกรุ่นๆ วอลนัท
- แอสิดสดชื่น แทนนินหนักแน่นนุ่ม จบยาวด้วยผลไม้สุกหอมหวาน เอิร์ธตี สไปซี
- เป็นหนึ่งในอามาโรเนที่ต้องชิมสักครั้ง เปิดนานหน่อยสัก 2 ชั่วโมงขึ้นไป
- 19.5/20 คะแนน
บริกัลดารา อามาโรเน เดลลา วัลโปลิเซลลา “กาวาโร” ดีโอซีจี 2019 (Brigaldara Amarone della Valpolicella ‘Cavolo’ DOCG 2019) : ตัวนี้เป็นอามาโรเนสไตล์ดื่มง่ายๆ แต่ได้ความเป็นอามาโรเนครบถ้วน
ทำจากองุ่นกอร์วินา 59% กอร์วินอเน 21% รอนดิเนลลา 17% และอื่นๆ อีก 3% ผึ่งลมให้แห้ง 120 วัน จากนั้นบ่ม 2 ปีในถังโอ๊คขนาดเล็ก และบ่มอีก 2 ปีในถังโอ๊คขนาดใหญ่ แอลกอฮอล์ 16 %
- สีแดงโกเมนเข้ม สดใส
- หอมกลิ่นผลไม้สุกปนแยมผลไม้ เชอร์รี พลัม พรุน ลูกเกดแห้งๆ ดอกไม้แห้งๆ เอสเปรสโซ ช็อกโกแลต สไปซี อบเชย กานพลู วานิลลา เมนธอล
- ขมนิดๆ อันเป็นเสน่ห์ที่ต้องมีในอามาโรเน จบยาวด้วยผลไม้ ดอกไม้ สไปซี วานิลลา
- อาจจะยังไม่พีคเต็มที่นัก แต่ก็สามารถดื่มได้ในตอนนี้เป็นต้นไป เปิดล่วงหน้าสัก 1 ชั่วโมงครึ่งเป็นอย่างน้อย
- 19.5/20 คะแนน
ไวน์ อิตาเลียน เบลนด์ ทั้ง 2 ประเภทดังกล่าว สามารถสู้กับไวน์เบลนด์ของฝรั่งเศสได้อย่างไม่อาย !

