บทสัมภาษณ์พระราชทานพิเศษของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในงานฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ นิทรรศการ ‘La Mode en Majesté - Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity’ ซึ่งจัดที่ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส
การจัดนิทรรศการ La Mode en Majesté (25 พ.ค.2569)
จุดเริ่มต้นของ La Mode en Majesté
“โปรเจกต์นี้ก็ทำกันมาปีกว่าๆ แล้วนะ ตอนแรกที่ท่านหญิงได้ยินว่าทางสถานทูตไทยในปารีสต้องเตรียมงานฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศส
ท่านหญิงเองก็พอมีไอเดียในใจบ้างว่าน่าจะทำในแง่มุมไหน เพราะท่านหญิงเองก็เคยเรียนที่นี่ ทำงานที่นี่ มีเพื่อนที่นี่ ก็คุ้นเคยวิถีชีวิตและรสนิยมของคนฝรั่งเศสอยู่
ก็เลยปรึกษากับทีมงานว่า น่าจะทำอะไรที่เกี่ยวกับแฟชั่น ศิลปวัฒนธรรมของไทยนี่แหละ แต่ต้องทำออกมาในรูปแบบที่คนทั่วโลกต้องทึ่ง ต้องตะลึงกับมรดกทางแฟชั่น งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ของความเป็นไทยที่ไร้กาลเวลา
ก็เลยทำให้ท่านหญิงนึกถึงฉลองพระองค์ Balmain ที่ประดับงานปักของ Lesage ของ ‘สมเด็จย่า’ ตั้งแต่ในยุค 60s ที่ทรงเคียงข้าง ‘เสด็จปู่’ เมื่อครั้งเสด็จเยือนทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ไล่มาจนถึงช่วงหลัง จึงเป็นที่มาของการทำนิทรรศการนี้”
กว่าจะมาเป็น La Mode en Majesté ออกสู่สายตาชาวโลก
“หลังจากความคิดตกผลึกแล้ว ท่านหญิงก็ต้องไปขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากทูลกระหม่อมพ่อซึ่งก็ลุ้นมากๆ เพราะนี่คือครั้งแรกที่นำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่ามาจัดแสดงนอกประเทศไทย
ซึ่งผลออกมาก็ดีใจมาก เมื่อทูลกระหม่อมพ่อพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สามารถนำฉลองพระองค์ของสมเด็จย่ามาจัดแสดงที่ปารีสได้
หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเตรียมงาน โดยฝ่ายไทยก็จะมี SACIT, Queen Sirikit Museum of Textiles, สถานทูตไทยที่ปารีส แล้วก็ต้องทำงานควบคู่ไปกับทาง Curator ที่ชื่อ Beatrice และ Yvon ของทางพิพิธภัณฑ์ MAD Paris ซึ่งทางทีม MAD ก็บินมาศึกษาคอลเลกชันฉลองพระองค์ของสมเด็จย่าที่กรุงเทพฯ ในช่วงกลางปีที่แล้ว
หลังจากนั้น พวกเราก็วางแนวทางในการจัดนิทรรศการออกเป็นหมวดหมู่ แบ่งออกเป็น section ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ห้องชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ห้องฉลองพระองค์โดย Balmain และ Lesage
ห้องผ้ายก ห้องผ้ามัดหมี่ที่เอามาใช้ในงานกูตูร์ ห้องศิลปะการปักของ SIRIVANNAVARI Atelier and Academy ที่จัดแสดงร่วมกับผลงานจากแบรนด์ดีไซเนอร์ไทยร่วมสมัยอย่าง TIRAPAN, ASAVA, VATIT ITTHI, WISHARAWISH และ MESHMUSEUM
ไปจนถึงห้องงานหัตถศิลป์ อาทิ ลิเภา เบญจรงค์ และเครื่องถม ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภทที่เอามาโชว์ก็ผลิตภายใต้สถาบันสิริกิติ์ ซึ่งลิเภาก็จะเป็นงานหัตถกรรมจากช่างฝีมือทางใต้เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะทางจังหวัดนครศรีธรรมราช
ส่วนเครื่องถมโบราณนั้นมาจากนครศรีธรรมราช แต่ต่อมาความนิยมก็ลดลง จนกระทั่ง ‘สมเด็จย่า’ ทรงเกรงว่าจะสูญหาย จึงทรงฟื้นฟู โดยทรงสร้างช่างรุ่นใหม่ขึ้นมา พัฒนาลวดลายและความประณีต
นอกจากนี้ ก็มีเซ็ตเครื่องเบญจรงค์ ซึ่งต้องบอกว่าเซ็ตเครื่องเบญจรงค์ที่จัดแสดงนี้ เป็น Private Collection ของทางพิพิธภัณฑ์ MAD ของเขาเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่สวยงามมีคุณค่าทั้งสิ้น
กว่าจะสำเร็จเป็นนิทรรศการอย่างที่ทุกท่านได้เห็น พวกเราทุกคนต้องหาข้อมูล ทำรีเสิร์ช หาเกร็ดต่าง ๆ รูปภาพเก่า ๆ ภาพสเก็ตช์ ตัวอย่างผ้า ตัวอย่างผ้าปัก รายละเอียดอื่น ๆ มากมายค่ะ
งานรีเสิร์ชที่ทำมันลึกมาก ข้อมูลเยอะมาก ได้ค้นพบอะไรต่าง ๆ มากมาย ข้อมูลบางอย่างที่ค้นเจอ ก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก
หลังจากที่ได้ข้อมูลมาทั้งหมดแล้ว เราก็ต้องผ่านการหารือ กลั่นกรอง และถกเถียงในหลักการกันบ้าง เพื่อให้ได้นิทรรศการ La Mode en Majesté ที่แสดงให้เห็นถึงมรดกภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม และวิวัฒนาการของไทย เพื่อให้ทุกสายตาได้ประจักษ์ถึง อัตลักษณ์แห่งความเป็นไทย”
ห้องโปรดที่สุดใน La Mode en Majesté
“ชอบทุกมุมค่ะ มีความรักทุกห้อง ชอบทุกสี และไลต์ติ้งของแต่ละห้องก็ขับนิทรรศการให้ดูน่าสนใจและทันสมัย ดึงดูดความรู้สึก และมุมมอง
แต่ถ้าถามว่าห้องที่ชอบที่สุด คงเป็นห้อง Brocade หรือว่า ‘ผ้ายก’ ที่ทำผนังห้องเป็นสีชมพูทั้งหมด กว่าจะได้ห้องนี้มา กว่าจะลงตัว คือต้องถกเถียงกับทาง MAD เปลี่ยนสีห้องไปมา อยู่ 2-3 รอบ แต่ก็ได้ผลลัพธ์ที่ถูกใจมากค่ะ
พอเข้ามาในห้องนี้ได้ความรู้สึกที่ bright และ fresh ขึ้นมาทันที ทำให้ฉลองพระองค์ผ้ายกดูโดดเด่น แล้วก็เป็นการเพิ่มสีสันและปรับอารมณ์ให้แก่นิทรรศการนี้ด้วยค่ะ”
ผลตอบรับที่ได้
“ซาบซึ้งใจและอบอุ่นใจมากที่สื่อต่างชาติระดับโลกได้เห็นและเข้าใจนิทรรศการเป็นอย่างดี สื่อต่างชาติยักษ์ใหญ่อย่าง WWD และ VOGUE USA ต่างก็ลงบทความเทิดพระเกียรติสมเด็จย่า พร้อมชื่นชมความงดงามของชุดไทยและหัตถศิลป์ไทย
ท่านหญิงก็ยินดีกับทีมงานที่ได้เห็นฝรั่งมายืนต่อคิวกลางปารีสเพื่อเข้าชมนิทรรศการของเราตั้งแต่วันแรก ยินดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง
เราใช้เวลาเตรียมงานกันมาเป็นปี ทีมงานทุกคนทั้งไทยและต่างชาติ ต่างทุ่มเทกับนิทรรศการนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งแสดงถึงความร่วมมือของทั้งไทยและฝรั่งเศสอย่างแท้จริงและที่สำคัญที่สุด
ท่านหญิงภูมิใจแทนคนไทยทุกคนที่พวกเราได้นำศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาจัดแสดงให้คนทั่วโลกได้ยอมรับและชื่นชม”
ข้อความที่โปรดจะฝากถึงทุกคน
“La Mode en Majesté มิได้นำเสนอแค่มรดกภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม และวิวัฒนาการของแฟชั่นไทย เพราะนิทรรศการนี้ได้มีความหมายที่แฝงเอาไว้ ซึ่งก็คือบทบาทของแฟชั่นที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของชาติตามกาลเวลา
อีกทั้งแฟชั่นยังมีบทบาทในฐานะทูตทางวัฒนธรรม ซึ่งเห็นได้จากฉลองพระองค์ของสมเด็จย่า ทุกชุดมีเรื่องราว ความหมายและบทบาทตาม วาระโอกาส และยุคสมัย
สุดท้ายนี้ ท่านหญิงคงต้องขอขอบคุณทีมงานทุกคน หน่วยงานทุกองค์กร และทุกๆ ท่านที่ให้การสนับสนุนนิทรรศการนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
ถ้าใครมีโอกาสมาปารีส ก็อยากให้มาดูนะคะ ท่านหญิงเชื่อว่าคนไทยที่ได้มีโอกาสดูนิทรรศการนี้แล้ว ทุกคนต้องภูมิใจในความเป็นไทยแน่นอนค่ะ”
- บทสัมภาษณ์พระราชทาน เผยแพร่ผ่านสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT
- นิทรรศการ La Mode en Majesté - Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

