พอหน้าฝนมาเยือน ผมแทบจะเหมาภาคอีสาน เป็นจุดหมายปลายทางการเดินทางตลอด เป็นแบบนี้มานาน เหมือนนางรจนามองเห็นรูปทองในร่างเงาะ เพราะพอเข้าฤดูฝน ภาคอีสานจะสวยงามไปแทบทุกมุมมอง แม้แต่ทิวทัศน์ข้างทางยังสวยเลย อย่างครั้งนี้ ผมจะพาไปให้รู้จักอำเภอเล็กๆ ที่อยู่ระหว่างอำเภอใหญ่อย่างเลิงนกทาของยโสธร และตัวจังหวัดมุกดาหาร ของถนนหลวงหมายเลข 212 มีอำเภอนิคมคำสร้อย สงบเสงี่ยมอยู่ท่ามกลาง แต่ผมจะบอกว่า ในฤดูฝน อำเภอเล็กๆ นี่แหละ เขามีของดีที่ไม่อยากให้พลาดเลยเชียว ตามมาดูครับว่าผมจะพาไปรู้จักอะไรในนิคมคำสร้อยบ้าง
อำเภอนิคมคำสร้อย ชื่อก็บอกว่าเป็นนิคม มาจากการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ราษฎร เพื่อการสร้างเป็นนิคมสร้างตนเอง ซึ่งดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ เพื่อให้ราษฎรที่ยากจนและไร้ที่ดินทำกิน ได้มีที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเป็นของตนเองอย่างถาวร โดยมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นให้ ซึ่งในบ้านเรามีการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองอยู่หลายพื้นที่ ก็ด้วยวัตถุประสงค์แบบเดียวกัน
โดยที่นิคมคำสร้อยนี้จัดตั้งเป็นนิคมสร้างตนเองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 ก็มีประชาชนย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่ทำกินใหม่นี้ ทางการก็สร้างอ่างเก็บน้ำให้เพื่อเป็นแหล่งน้ำของนิคม ต่อมา ปี พ.ศ. 2518 ก็ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น กิ่งอำเภอนิคมคำสร้อย ซึ่งแยกออกจากอำเภอมุกดาหาร ซึ่งอำเภอมุกดาหารก็ขึ้นกับจังหวัดนครพนมอีกที
พอปี พ.ศ. 2525 ก็ได้ยกฐานะขึ้นเป็น อำเภอนิคมคำสร้อย พร้อมกับการจัดตั้งจังหวัดมุกดาหารในคราวเดียวกัน ซึ่งคำว่า "คำสร้อย" มาจากชื่อเดิมของพื้นที่คือ "ตำบลคำสร้อย" นั่นเอง ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ชิดติดกับตัวจังหวัดมุกดาหารก็ว่าได้ ซึ่งอย่างที่ผมบอกว่า เดี๋ยวนี้การเดินทางมายังอำเภอนิคมคำสร้อยนั้น สะดวกสบายด้วยเส้นทางรถยนต์ที่ดีงาม
ผมมักจะเดินทางมาจากกาฬสินธุ์มาจากทางกุฉินารายณ์ แล้วมาตามถนนตัดใหม่หมายเลข 12 จากกาฬสินธุ์-หนองสูง-คำชะอี-มุกดาหาร ส่วนตัวผมชอบถนนเส้นนี้ ซึ่งพอมาถึงหนองสูงผมก็จะลงใต้มานิคมคำสร้อย แต่ท่านผู้อ่านจะมาจากทางยโสธรเข้าเลิงนกทาก็ได้ หรือจะมาจากอุบลฯ ก็ได้ อย่างที่ผมบอกว่า ทางสะดวกสบายมาก เชื่อมต่อกันได้หมด และในหน้าฝนแบบนี้ สวยทุกเส้นทาง
จริงๆ เวลาผมไป ผมก็จะเที่ยวไล่มาตั้งแต่กุฉินารายณ์นะแหละ เข้าหนองสูงก็มีวัดป่าที่เป็นถ้ำ ของพ่อแม่ครูอาจารย์สายวิปัสสนาหลายรูป ยิ่งเข้าเขตนิคมคำสร้อย ท่านผู้อ่านจะเห็น กังหันลมนิคมคำสร้อย ไม่ว่าจะมองมาจากด้านไหนก็เห็น ซึ่งเราสามารถขับรถเข้าไปอยู่ใต้โคนเสากังหันลมฟังเสียงหึ่งๆ ของใบพัดขนาดใหญ่กินลมได้เลย กังหันลมนี้แทบจะเป็นอกลักษณ์ของนิคมคำสร้อยก็ว่าได้ เพราะมองเห็นได้จากทุกมุมมอง
มาถึงที่นี่แล้วเขามีวัดดังๆ หลายวัดในย่านนี้ ณ พ.ศ.นี้ ก็ต้อง "วัดภูหล่มขุม" ท่านผู้อ่านสามารถเสิร์ชหาข้อมูลได้ ที่ว่าดังเพราะมีญาติโยมเดินทางไปวัดกันมาก บริเวณวัดกว้างขวาง วันที่ผมไปนั้น เขากำลังสร้างวิหารโดม กำลังประกอบเหล็กอยู่เลย ปี 2569 นี้ วิหารโดมสร้างเสร็จแล้ว และภายในสวยงามมาก ใครชอบวัดแนวนี้ก็เชิญเลยครับ
ตัวอำเภอนิคมคำสร้อยนั้น เป็นอำเภอเล็กๆ ตลาดก็เล็กๆ ใกล้กัน จะมี "อ่างเก็บน้ำห้วยหิน" ซึ่งน่าจะสร้างมาเพื่อเป็นแหล่งน้ำให้นิคมสร้างตนเองตั้งแต่แรก ทุกวันนี้กลายเป็นแหล่งพักผ่อนของคนย่านนี้ เพราะมีทิวทัศน์ที่สวยงาม เห็นภูเขาหลังตัดเป็นฉากหลังสวยๆ รอบๆ อ่างเก็บน้ำ จึงมีรีสอร์ตที่พักหลายแห่ง
เลียบอ่างเก็บน้ำไปตามถนน จะถึงวนอุทยานดงบังอี่ ที่นี่นักท่องเที่ยวสามารถกางเต็นท์ พักแรมได้สบายๆ ชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตกได้ดีมาก แล้วในพื้นที่เขายังมีผาหินรู ผาโอบรัก ผาชะโงก ล้วนเป็นจุดชมวิวที่สวยงามทั้งสิ้น ซึ่งผมขอติดผาเหล่านี้ไว้ก่อน ไว้โอกาสต่อๆไป ค่อยพาไปเที่ยว
ในนิคมคำสร้อย มีภูเขาหินทราย ที่เป็นลักษณะภูเขาหลังตัด หน้าผาหักตก กลายเป็นจุดชมทิวทัศน์อีกมากมายหลายสถานที่ มีอยู่ภูเล็กๆ แห่งหนึ่งไม่ไกลจากตัวอำเภอนิคมคำสร้อยมากนัก รูปร่างเหมือนแท่งขนมปังฝรั่งเศสหรืออะไรก็ตามที่เป็นท่อนยาวๆ วางตัวในแนวเหนือใต้ เป็นลักษณะหลังแปเช่นกัน สองฝั่งซ้ายขวา เป็นหน้าผาหักตก ทั้งสองฝั่งภูจึงหันไปทางทิศตะวันออกและตะวันตกโดยปริยาย
มีการเล่าขานกันว่าเดิมนั้นภูแห่งนี้มีหมูป่าอยู่มากมาย ซึ่งดูลักษณะภูมิประเทศและพืชพรรณบนภู ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ภูแห่งนี้ จึงถูกเรียกชื่อว่า “ภูหมู” ภูหมูนี้ ในสมัยสงครามเวียดนาม ในยุคสงครามเย็น ภูหมูถูกเลือกใช้เป็นสถานีเรดาร์ของทหารอเมริกา บนหลังภูจึงกลายเป็นที่ตั้งของหน่วยทหารอเมริกา ที่คนภายนอกไม่มีสิทธิ์ขึ้นไปได้
ภายหลังสงครามเวียดนามและสงครามเย็นยุติ อุปกรณ์เรดาร์และสถานีเรดาร์ที่ภูแห่งนี้จึงถูกรื้อถอนและเลิกราไป ต่อมาถูกจัดตั้งเป็นวนอุทยานภูหมู ต่อมาถูกปรับเปลี่ยนไปเป็นหน่วยพิทักษ์อุทยานในอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัวจนปัจจุบัน
ด้วยความที่ภูหมู อยู่ใกล้ตัวอำเภอ อีกทั้งมีจุดชมวิวทั้งสองฝั่ง ทั้งทิศตะวันตก ที่เป็นผาพบรัก ซึ่งมาดูพระอาทิตย์ตกได้ และทางทิศตะวันออก ที่มาดูพระอาทิตย์ขึ้นทางผาระเบียงตะวัน ด้านนี้จะเห็นที่ราบระหว่างภูเขาหลังตัด และแนวภูเขาหลังตัดที่ซ้อนๆ กันไปมาอย่างสวยงาม ภูเขาหลังตัดที่ใกล้ๆ ด้านหน้าคือ ภูแผงม้า ซึ่งมีวัดป่าที่เป็นถ้ำ เป็นสวนหินมากมาย ไว้ผมค่อยมาเขียนถึงอีกที
ตรงปากทางเดินลงไปผาพบรัก ติดกับรูปปั้นฝูงหมูป่า เป็นลานปูนกว้างสัก 1 งานกว่าๆ รายล้อมไปด้วยป่าไม้ที่ร่มรื่น ลานปูนนี้สอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่า เดิมน่าจะเป็นพื้นอาคารของกองรักษาการณ์ของทหารอเมริกัน แต่ร่องรอยการเป็นอาคารไม่เหลือแล้ว คงปรากฏแค่ลานปูน ต้นไม้ ใบไม้ที่อยู่รายรอบ ก็ทิ้งใบ ทิ้งกิ่ง ร่วงหล่นลงมาทับถม พอช่วงฝนตก น้ำก็พัดพาเอาเศษดิน เศษใบไม้ไหลลงมาทับถมบนลานปูน
ต่อมาปรากฏว่ามีต้นลิ้นมังกร และดอกเทียนมาอาศัยกองดินที่ทับถมกันบนลานปูน แทงต้นออกใบ แล้วด้วยความที่มันเป็นลานปูนไม่มีไม้ใหญ่มาบดบังแสงแดด บรรดาลิ้นมังกรและดอกเทียน เลยออกดอกบนลานปูนนั้นสะพรั่งบานไปทั่ว และเป็นลิ้นมังกรสีชมพูด้วย พอมันออกดอกพร้อมๆ กัน จึงแลดูละลานตา สีชมพูหวานท่ามกลางป่าไม้ที่ล้อมรอบ เลยกลายเป็นธรรมชาติช่างจัดสรรได้ลงตัวจริงๆ
นอกจากนี้ หน่วยฯภูหมู ยังมีลานกางเต็นท์ที่ทางอุทยานฯ จัดไว้สวยงาม ในฤดูฝนอากาศเย็นสบาย เดินทางสะดวกมาก เชิงภูหมูยังมีวัดดานพญานาค แต่ไปดูแล้วไม่มีอะไรน่าสนใจมาก
แต่ที่น่าสนใจคือลงมาทางใต้ของภูหมู ไปทางอำเภอเลิงนกทา จะมีภูเขาหินทรายลูกเล็กๆ เป็นที่ตั้งของ วัดภูถ้ำพระ (ย่านนี้จะมีชื่อถ้ำพระๆ หลายแห่งอยู่ไมไกลกัน) วัดตั้งบนภูเขาหินทรายเตี้ยๆ ไม่สูงนัก น่าจะเป็นวัดแนววัดป่า ภายในวัดมีหินทรายที่มีลักษณะสวยงามหลากหลายรูปร่าง โดดเด่น มีการดัดแปลงเพิงหินทรายเป็นลานธรรม เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางสงฆ์
มีเส้นทางเดินไปยังสถานที่ต่างๆ ภายในวัด เป็นช่องหินแตกบ้าง เสาหิน ลานหิน เพิงหิน ไปในช่วงหน้าฝนแบบนี้ หินทรายจะมีพืชพรรณไม้น้อยใหญ่เกาะกุม บางชนิดก็ออกดอกเล็กๆ ดูสวยงาม ประกอบกับบริเวณที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ที่ขึ้นแทรกสลับกับลานหิน เลยทำให้ทั่วบริเวณนี้สงบร่มรื่นอย่างมาก
นี่ผมพูดถึงแค่ส่วนหนึ่งของนิคมคำสร้อย เนื้อหายังยาวขนาดนี้ ผมถึงบอกว่า บางพื้นที่ค่อยมาเขียนแนะนำอีกที แค่อำเภอเล็กๆ ยังมีที่เที่ยวมากมายขนาดนี้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ช่วงหน้าฝนนี้ แผ่นดินอีสาน สวยงามราวกับสวรรค์บนดินแท้ๆ จึงทำให้อำเภอเล็กๆ กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ควรมาเที่ยวชมอย่างยิ่ง
นี่แหละ อานิสงส์ของฤดูฝน ว่าแต่คุณผู้อ่าน อยากจะไปเยือนนิคมคำสร้อยบ้างหรือยัง...


