ต้องบอกเลยว่า บทความนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากที่ผมเขียนเรื่องกระเช้าขึ้นภูกระดึงว่า เมื่อสร้างกระเช้าแล้วด้วยความที่มันขึ้นง่ายลงง่าย จำนวนนักท่องเที่ยวย่อมเยอะขึ้นแน่นอน แม้เจตนาเขาจะไว้รองรับคนที่เที่ยวแบบวันเดียว แต่หากได้เห็นบรรยากาศข้างบนแล้ว ผมว่าต้องมีคนอยากนอนค้างคืนบนนั้นแน่
พอคนเยอะขึ้น อยากพักค้างแรมมากขึ้น สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ย่อมตามมาแน่นอน ที่เขาห่วงกันว่า พอคนเยอะขึ้นแล้วเดินไปเที่ยวไกลๆ ไม่ไหว มันก็ต้องมีรถบริการ รถจะวิ่งไม่ได้บนทางดินที่หน้าฝนก็เละตุ้มเป๊ะ ก็ต้องทำถนนลาดยาง ครั้นคนมากขึ้น รถรับส่งก็ต้องมากขึ้น จะมาวิ่งสวนกันบนทางแคบๆ แบบในปัจจุบันซึ่งเขาทำไว้ให้คนเดิน รถก็สวนกันไม่ได้ ก็ต้องขยายถนน ฯลฯ คือ ห้ามความเจริญบนภูไม่ได้แน่ๆ บางคนประชดว่า ร้าน 7-11 ต้องมา มาแน่ครับ พวกเราทันเห็นในยุคนี้แหละ
เมื่อคนมาเที่ยวมากขึ้น แน่นอนว่า อะไรต่อมิอะไรย่อมเปลี่ยนแน่ๆ ผมก็เลยนึกถึงอีกพื้นที่หนึ่ง ที่เป็นผลมาจากการที่นักท่องเที่ยวมีจำนวนมากขึ้น และมีสภาพเปลี่ยนไปมากในปัจจุบันนั่นคือ ..ภูทับเบิก
ผมไปเที่ยวภูทับเบิกครั้งแรก ปี 40 กว่าๆ น่าจะราว 46 หรือ 47 ซึ่งตอนนั้น ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ทางขึ้นจากทางด้านหล่มเก่าก็ลาดยางแล้ว คือสภาพถนนเหมือนเดี๋ยวนี้แหละ ต่างกันแค่ร้านกาแฟตรงข้ามหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ตอนนั้นยังไม่มี จุดชมวิวตรงนี้ยังเปิดโล่ง
เข้าไปด้านใน แต่ก่อนเขาจะมีที่ให้กางเต็นท์ได้ จะเป็นลานหน้าอาคารคล้ายๆ ร้านวิสาหกิจชุมชน จะมีคนในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นพี่น้องคนม้งในหมู่บ้านทับเบิกนะแหละมาดูแล ทำอาหารด้วย ขายของเล็กๆ น้อยๆ สบู่ ยาสีฟัน เครื่องดื่ม ตรงนี้ว่ากันว่าเป็นจุดสูงที่สุดในภูทับเบิก คือสูง 1,768 เมตรจากระดับน้ำทะเล เมื่อขึ้นมาอยู่ตรงนี้แล้ว มันจึงมองเห็น ภูเวียง ภูหอ ภูต่างๆ
ในหน้าฝนหรือช่วงต้นๆ หน้าหนาว วันไหนโชคดี ลมไม่แรงก็จะมีหมอกด้านหน้าอย่างสวยงาม แล้วมองไป จะเห็นเป็นไร่กะหล่ำปลีเต็มไปหมด ส่วนหมู่บ้านนั้นอยู่บนยอดเนินอีกลูก ไม่ไกลกัน หมู่บ้านก็มีครัวเรือนไม่มาก มีวัด มีโรงเรียน เป็นอะไรที่เล็กๆ สงบๆ
นักท่องเที่ยวที่จะมาพักแรมจึงต้องนอนเต็นท์ แรกๆ ชาวบ้านตรงร้านวิสาหกิจชุมชนนะแหละ มีเต็นท์ให้เช่าก็มากางด้านหน้า หรือใครจะเอาเต็นท์มาเองเขาก็ไม่ว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปเดือนกันยายน ฝนตกปรอยๆ ทั้งวัน ปรากฏว่าพื้นที่เละไปหมด เต็นท์ที่กางก็เปียกหมด เดินไปไหนพื้นก็เลอะเทอะ แต่ก่อนเขาทำห้องน้ำไว้ใกล้ร้านวิสาหกิจชุมชนนั้นไม่กี่ห้อง ได้อาบ
ได้ใช้กัน แรกๆ เขาทำป้ายปูน บอกพื้นที่ บอกความสูง ต่อมาก็ทำเป็นลานปูนสำหรับติดตั้งเสาบอกอูณหภูมิ แต่ใช้ได้ไม่นานก็พัง ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ยังอยู่มั้ย
หมู่บ้านทับเบิกมายังไง คือเข้าใจว่า ม้งที่บ้านภูทับเบิกกับบ้านใหม่ร่องกล้า น่าจะเป็นม้งกลุ่มเดียวกันหรือเป็นเครือญาติกัน สมัยคอมมิวนิสต์ แต่ก่อนบนภูหินร่องกล้ามีแต่คนม้ง คนม้งเหล่านี้จึงเป็นแนวร่วม เป็นแหล่งเสบียงโดยปริยาย ต่อมาพอ ผกค. หมดแล้ว คงมีการขยับขยายพื้นที่ทำกินออกมา โดยกรมประชาสงเคราะห์ ครั้งยังอยู่ในกระทรวงมหาดไทยได้ขอใช้ที่ดิน แล้วจัดสรรให้ราษฎรพี่น้องชาวม้งเป็นพื้นที่ทำกิน
อันนี้เขาทำป้ายปูนแผ่นใหญ่บอกไว้เลย ซึ่งแต่ก่อนคงเป็นพื้นที่ที่ถูกแผ้วถางให้เป็นพื้นที่ทำกิน เพราะที่ภูหินร่องกล้านี้อย่างที่บอกว่า ที่นี่เป็นแหล่งซ่องสุมใหญ่ของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในอดีต ซึ่งมีกำลังสนับสนุนเป็นพี่น้องชาวม้งที่อยู่บนภูนี่แหละ ตรงนี้เป็นแหล่งเสบียงเขา ไม่ว่าจะทางภูลมโล หรือภูทับเบิก ไม่มีสภาพเป็นป่าแล้ว
ภูลมโลนั้นก็เพิ่งมาเริ่มโครงการปลูกป่าฟื้นสภาพ เอาต้นพญาเสือโคร่งมาปลูก เพื่อฟื้นสภาพป่าได้ไม่กี่ปีมานี่เอง จนเดี๋ยวนี้กลายเป็นแหล่งทำเงินให้ชาวบ้านจากการท่องเที่ยวได้มากมายในแต่ละปี
ย้อนกลับมาที่ภูทับเบิก ซึ่งเป็นพื้นที่ในย่านเดียวกัน ภูเขาลูกเดียวกัน เพียงแต่ภูลมโลค่อนไปทางด้านจังหวัดเลย ส่วนภูทับเบิกเป็นทางด้านจังหวัดเพชรบูรณ์ พอจัดสรรพื้นที่ทำกิน ชาวบ้านก็ปลูกกะหล่ำปลีเป็นหลัก ขนลงทางด้านหล่มเก่า หล่มสักนี่แหละ
แต่เดิมทางนี้เป็นทางฝุ่น แต่เข้าใจว่าในช่วงที่บ้านเมืองเรารณรงค์การท่องเที่ยวอเมซิ่งไทยแลนด์ หรือช่วงๆ นั่นแหละที่เขาเปิดภูทับเบิก เอางบประมาณมาสร้างอาคารวิสาหกิจชุมชน มีผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ในยุคนั้นมาเปิด นั่นแหละคนจึงเริ่มรู้จักภูทับเบิกในวงกว้างขึ้น แล้วช่วงแรกๆ สภาพที่นั่นจึงเป็นอย่างที่ผมบรรยายนั่นเอง
ก่อนนั้นผมไปภูทับเบิกมาแล้ว 3-4 ครั้ง ก็เริ่มมีร้านค้ามาสร้างเพิงขายของตรงหน้าลานจอดรถ ร้านพวกนี้แหละที่เมื่อยามฝนตกหนักจนเต็นท์อยู่ไม่ได้ ก็ได้มาหลบฝนกัน เพราะไม่ได้มีคนมาขายทุกร้าน บางร้านก็เป็นพื้นที่ว่างๆ พอปี 2550 ผมก็ไปอีก แต่เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง คือเริ่มมีการก่อสร้างที่พัก ที่ใครที่มัน เพิ่งเริ่มๆ นะครับ ยังมีไม่กี่เจ้า
แต่พอขับรถเข้าไปในหมู่บ้าน ก็เห็นว่ามีที่พักนักท่องเที่ยวเยอะขึ้น ทีนี้ความอัปลักษณ์ของพื้นที่ก็คือ ด้วยความที่มันเป็นพื้นที่แบบลาดหลั่นลงไป พอมีสิ่งปลูกสร้างเกิดขึ้น เมื่อเรามองลงมาก็เห็นแต่หลังคาที่พัก แล้วส่วนใหญ่จะสร้างหันหน้าไปทางหล่มสัก หล่มเก่า พอมองลงไป จึงเห็นแต่หลังคาที่พักเป็นพรืด คล้ายหลังคาสลัมในหลายๆ ประเทศ
ผมไม่ได้ไปภูทับเบิกหลายปีมาก ได้ยินข่าวคราวเรื่องการจับกุมให้รื้อถอนรีสอร์ทที่สร้างผิดกฎหมาย เพราะผิดวัตถุประสงค์ที่เขาให้ที่ดินมาเปล่าๆ เพื่อให้ทำการเกษตร ไม่ใช่ให้เอามาทำรีสอร์ตหรือขายต่อให้นายทุน ก็เหมือนที่แม่แจ่ม เชียงใหม่นะแหละ คล้ายๆ กัน
เข้าไปดูคลิปจากคนที่ไปเที่ยวภูทับเบิกมา ก็บอกว่ามีแต่ที่พักเต็มไปหมด เดี๋ยวนี้ไม่ได้โล่ง โปร่งตาที่มีแต่ไร่กะหล่ำปลีอย่างในอดีตอีกแล้ว มีแต่รีสอร์ทที่พักเล็กใหญ่ละลานตา มีร้านค้าขายกาแฟสร้างเป็นทรงกล่องสี่เหลี่ยม เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ดูแล้วแปลกแยกเป็นมลพิษทางสายตา ส่วนจะมีคนภายนอกไปประกอบการด้วยหรือไม่นั้น ไม่ยืนยัน
ครั้งนี้ ผมเลยเอาภาพของภูทับเบิกยุคที่ยังไม่ค่อยมีสิ่งลูกสร้างมาให้ดู เป็นภาพช่วงปี 2547-2555 แล้วหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ไปภูทับเบิกอีกเลย ภาพที่เอามาชมในคราวนี้จึงไม่ใช่ภาพจริงในปัจจุบัน แต่เป็นภาพที่สร้างแรงบันดาลใจ สร้างความอยากไปเยือนสักครั้งของผู้คนเมื่อพูดถึงภูทับเบิก เป็นภาพที่ใครไปภูทับเบิกในยุคปัจจุบันเป็นครั้งแรกอาจจะไม่เคยเห็นมาก่อน
ผมเป็นคนที่ยอมรับได้ในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ได้ยึดติด แต่เพื่อให้เห็นว่า ภูทับเบิกแต่แรกๆ นั้น สวยงามอย่างไร ภูกระดึง ที่กำลังจะมีกระเช้านี่ก็เช่นกัน...





