background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

แดน แอชเวิร์ธ ‘ขงเบ้งลูกหนัง’ ปีศาจแดงอาจทุ่มเงินซื้อ 15 ล้านปอนด์ แต่คุ้ม

แดน แอชเวิร์ธ ‘ขงเบ้งลูกหนัง’ ปีศาจแดงอาจทุ่มเงินซื้อ 15 ล้านปอนด์ แต่คุ้ม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุคใหม่ แดน แอชเวิร์ธ "ขงเบ้งลูกหนัง" ที่ปีศาจแดงอาจต้องทุ่มเงินซื้อถึง 15 ล้านปอนด์ (แต่คุ้ม!)

Key Points
• แดน แอชเวิร์ธ แม้จะไม่ได้เป็นคนที่ออกสื่อหรือออกหน้าบ่อย แต่ในวงการฟุตบอลอังกฤษแล้วนี่คือหนึ่งในสุดยอดมือบริหารที่เก่งกาจและได้รับการยอมรับในระดับสูงสุด เรียกได้ว่าเป็น “ไอดอล” ของคนสายงานด้านผู้อำนวยการสโมสรเลยทีเดียวก็ว่าได้
• แอชเวิร์ธ เคยถูกชวนไปช่วยวางรากฐานให้ทีมชาติอังกฤษ และเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “England DNA” ที่เปลี่ยนวงการฟุตบอลเยาวชนของอังกฤษให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตนักเตะดาวรุ่งเก่งกาจได้มากที่สุด 
• ในมุมนักวิเคราะห์แล้ว เงิน 15 ล้านปอนด์ถือว่าถูกมากหากเทียบกับคุณค่าและมูลค่าของบุคลากรที่เก่งกาจระดับแอชเวิร์ธที่เป็นหนึ่งไม่มีสองในวงการนี้ที่ยังทำงานอยู่

ในเกมฟุตบอลสมัยใหม่การเสริมทัพไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของผู้เล่นในสนามแล้วเท่านั้น เพราะตำแหน่งอื่นๆ ก็มีความสำคัญเช่นกัน และดูเหมือนเรากำลังจะได้เห็นการซื้อตัว “ผู้อำนวยการสโมสรด้านฟุตบอล” (Director of Football) ที่มีค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ในเร็วๆนี้
    
ผู้อำนวยการสโมสรคนดังกล่าวคือ แดน แอชเวิร์ธ ที่ทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุคใหม่ใต้การบริหารของเซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของอังกฤษ ต้องการได้ตัวมาเป็นเสนาธิการบริหารงานด้านในสนามของสโมสร

ปัญหาคือแอชเวิร์ธ ทำงานให้กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด สโมสรที่ได้รับการหนุนหลังจาก PIF กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการวางรากฐานสโมสรไปสู่การเป็นมหาอำนาจของวงการในแบบเดียวกับที่แมนเชสเตอร์ ซิตีทำ และนั่นทำให้การคว้าตัวแอชเวิร์ธไปร่วมงานด้วยอาจไม่ได้จบกันที่วาจา

แต่ต้องใช้เงินคุยกัน และเงินที่แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะต้องจ่ายค่าชดเชยนั้นสูงถึง 15 ล้านปอนด์เลยทีเดียว
    
ผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลคนหนึ่งมีค่ามากขนาดนั้นเชียวหรือ?

ผ่ายุทธการคืนชีพปีศาจแดง


ภายหลังจากการที่กลุ่ม INEOS ของเซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ เข้าซื้อหุ้นของแมนฯ ยูไนเต็ดต่อจากครอบครัวเกลเซอร์ เจ้าของสโมสรเดิมในจำนวน 29 เปอร์เซ็นต์ซึ่งกระบวนโอนถ่ายหุ้นและการตรวจสอบจากพรีเมียร์ลีกรวมถึงสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) เสร็จสิ้นเรียบร้อย ทีมงานชุดใหม่ที่ได้รับอำนาจเต็มในการบริหารกิจการได้เดินหน้าลุยทันที
    
ในช่วงเริ่มต้นทีม INEOS Sport กำหนดหมากในการทำงานในส่วนที่สำคัญเกี่ยวกับการวางรากฐานของสโมสร

 

เริ่มจากการมอบหมายเซอร์ เดฟ เบรลส์ฟอร์ด ผู้เป็นดัง “มันสมอง” คู่กายของแรตคลิฟฟ์ผู้เป็นเจ้าของทฤษฎี “Marginal Gains” อันโด่งดังในทางกีฬาเข้ามาดูภาพรวมของงานด้านกีฬาของสโมสร เรียกว่าส่งคนสนิทลงมาดูแลอย่างใกล้ชิดแสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญ
    
ต่อมาคือการดึงตัวโอมาร์ เบอร์ราดา คีย์แมนจาก City Football Group ซึ่งเป็นเครือข่ายสโมสรในอาณัติของแมนเชสเตอร์ ซิตี มานั่งแท่นซีอีโอของสโมสรคนใหม่ เพื่อดูแลภาพรวมทั้งในส่วนของงานในสนามและงานนอกสนาม ซึ่งการได้คนระดับมันสมองจากคู่แข่งมาเป็นการบ่งบอกว่าเป้าหมายของแรตคลิฟฟ์ คือการสร้างให้แมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็น Powerhouse ในระดับโลก ที่อาจจะเป็นเครือข่ายสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดได้ในอนาคต
    
แต่งานในส่วนสำคัญอีกอย่างที่จำเป็นอย่างมากคือการบริหารกิจการ “ในสนาม” ซึ่งต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความเข้าใจ มีวิสัยทัศน์ มีคอนเน็คชัน และได้รับการยอมรับในระดับสูง
    
ในวงการฟุตบอลอังกฤษคนที่ได้รับการยอมรับในระดับนั้นมีไม่มากนัก หนึ่งคือ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส อดีตผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลผู้เปลี่ยนลิเวอร์พูล จากยักษ์หลับให้กลายเป็นสโมสรในระดับชั้นนำของอังกฤษในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งงานสำคัญคือการดึงผู้เล่นฝีเท้าดีที่เหมาะสมกับสโมสร และผลงานชิ้นโบว์แดงคือการดึงเจอร์เกน คล็อปป์ มาเป็นผู้จัดการทีม

แดน แอชเวิร์ธ ‘ขงเบ้งลูกหนัง’ ปีศาจแดงอาจทุ่มเงินซื้อ 15 ล้านปอนด์ แต่คุ้ม
    
อีกคนคือแดน แอชเวิร์ธ ที่โด่งดังอย่างมากจากการเปลี่ยนแปลงไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน สโมสรในระดับเล็กๆให้กลายเป็นทีมที่ทำผลงานได้น่าประทับใจถึงขั้นไปเล่นฟุตบอลสโมสรยุโรปได้ และเป็นสโมสรที่ค้นพบเพชรเม็ดงามมากมายในโคลนตมก่อนจะเจียระไนและส่งออกขายให้แก่สโมสรยักษ์ใหญ่ทำเงินได้อย่างมหาศาล
    
ผลงานดังกล่าวทำให้แอชเวิร์ธ ถูกนิวคาสเซิลดึงตัวมาร่วมงานในช่วงกลางปีที่แล้วหลังพยายามตามจีบอยู่นาน 
    
และตอนนี้นิวคาสเซิลก็เจอสถานการณ์ลำบากใจในแบบเดียวกันเมื่อแมนฯ ยูไนเต็ดต้องการได้ตัวแอชเวิร์ธมาร่วมงาน

 

ขงเบ้งลูกหนังเมืองผู้ดี

สำหรับแอชเวิร์ธ แม้จะไม่ได้เป็นคนที่ออกสื่อหรือออกหน้าบ่อย แต่ในวงการฟุตบอลอังกฤษแล้วนี่คือหนึ่งในสุดยอดมือบริหารที่เก่งกาจและได้รับการยอมรับในระดับสูงสุด

    เรียกได้ว่าเป็น “ไอดอล” ของคนสายงานด้านผู้อำนวยการสโมสรเลยทีเดียวก็ว่าได้

    ทั้งนี้แม้งานหลักคือเรื่องของการ Recruitment หรือการสรรหาบุคลากรเข้ามาทำงานกับสโมสร ซึ่งหลักๆแล้วคือนักฟุตบอล ที่ในอดีตคนมานั่งตำแหน่งนี้จะเป็นคนที่มี “คอนเน็คชัน” ในวงการสูง รู้จักคนมากทั้งระหว่างสโมสรด้วยกันไปจนถึงเครือข่ายแมวมองและเอเยนต์นักเตะ 
    
แต่ในความเป็นจริงแล้วงานของผู้อำนวยการสโมสรในยุคปัจจุบันมีรายละเอียดที่มากกว่านั้นมาก และต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถจริงๆมาทำงาน 

    สำหรับแอชเวิร์ธ เคยเป็นอดีตนักฟุตบอลระดับเยาวชนของนอริช ซิตี มาก่อนแต่ไปไม่ถึงฝันถูกสโมสรปล่อยตัวออกมา ทำให้ชีวิตต้องผจญภัยต่อไปซึ่งเจ้าตัวมีโอกาสเดินทางไปทั้งเล่นฟุตบอล ทำงานเป็นครู และเก็บวิชาความรู้อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ก่อนจะกลับมาทำงานในระดับฟุตบอลเยาวชนซึ่งเริ่มจากทีมปีเตอร์โบโรห์ ยูไนเต็ดในช่วงปี 2000

    แต่จุดเปลี่ยนในชีวิตคือการที่ได้โอกาสเขยิบขึ้นมานั่งแท่นผู้อำนวยการสโมสรของเวสต์ บรอมวิช อัลเบียนในปี 2007

    ในเวลานั้นตำแหน่งผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลเป็นทั้งของแปลกและของใหม่ของวงการฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งมีขนบธรรมเนียมแตกต่างจากสโมสรในภาคพื้นยุโรป (Continental) ที่จะมีการแยกงานส่วนของการบริหารไปจนถึงงานสรรหาคนแยกส่วนจากการคุมทีมฝึกซ้อมและงานในสนาม 

    คำว่าผู้จัดการทีม (Manager) ของอังกฤษคือการรับเหมาเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะในการตัดสินใจ
    
แต่เวสต์บรอมฯ มองเห็นศักยภาพในตัวของแอชเวิร์ธ ก่อนจะให้โอกาสเขาได้ลองทำงานในส่วนนี้โดยทำงานร่วมกับโทนี โมวเบรย์ ผู้จัดการทีมในเวลานั้น ซึ่งปรากฏว่าทั้งสองทำงานเข้าขากันอย่างมาก จนโมวเบรย์ถึงกับออกปากชมว่าผู้อำนวยการสโมสรคนใหม่เก่งมาก ทำงานใส่ใจในทุกรายละเอียด
    
ความละเอียดในการทำงานของแอชเวิร์ธคือการลงดีเทลทุกอย่าง ในทุกส่วน โดยใช้เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลที่จะนำมาประกอบการตัดสินใจในทุกเรื่อง
    
แอชเวิร์ธทำงานแบบนี้อยู่หลายปีก่อนจะถูกชวนไปช่วยวางรากฐานให้ทีมชาติอังกฤษ และเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “England DNA” ที่เปลี่ยนวงการฟุตบอลเยาวชนของอังกฤษให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตนักเตะดาวรุ่งเก่งกาจได้มากที่สุด
    
ก่อนที่จะมาโด่งดังที่สุดกับไบรท์ตัน อยู่เบื้องหลังการขุดเพชรเม็ดงามมากมายหลายคนที่ต่อมาถูกยักษ์ใหญ่ซื้อไปร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็น อเล็กซิส แม็คคัลลิสเตอร์, มอยเซส ไคเซโด, มาร์ค กูกูเรญา และอีกมากมาย
    
เมื่อได้รับข้อเสนอให้มารับงานใหญ่กว่ากับนิวคาสเซิล ที่มีเป้าหมายในการยกระดับสโมสรไปสู่การเป็นมหาอำนาจของวงการฟุตบอลในปี 2022 แอชเวิร์ธ ซึ่งมีนิสัยชอบความท้าทายและต้องการประสบการณ์การทำงานใหม่จึงตอบรับ
    
ผลงานของเขาที่เซนต์ เจมส์ ปาร์ค มีทั้งส่วนที่มองเห็นได้ชัด เช่น การดึงนักเตะอย่างซานโดร โตนาลี, ฮาร์วีย์ บาร์นส ไปจนถึงการผลักดันเยาวชนจากอคาเดมีอย่างลูอิส ไมลีย์ และส่วนที่ทำงานในเบื้องหลังเช่นการของบ 10 ล้านปอนด์ปรับปรุงสนามซ้อมให้ทันสมัยเทียบเท่าสโมสรชั้นนำ และวางแผนสำหรับการสร้างศูนย์ฝึกขนาดใหญ่ในอนาคต
 

15 ล้านปอนด์แลกอนาคต คุ้มไหม?


    อย่างไรก็ดีแอชเวิร์ธ ได้ตัดสินใจแล้วที่จะไปจากนิวคาสเซิลเพื่อรับงานที่แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งไม่ได้เป็นโปรเจ็คต์ธรรมดา แต่เป็น “เมกะโปรเจ็คต์” เลยทีเดียว
    
ตามรายงานข่าวผู้อำนวยการแห่งเซนต์ เจมส์ ปาร์ค ตัดสินใจแจ้งต่อผู้บริหารระดับสูงของนิวคาสเซิลเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อย
    
เพียงแต่ปัญหาคือนิวคาสเซิลนอกจากจะไม่พร้อมที่จะปล่อยตัวเขาไปแล้ว ยังไม่พอใจกับท่าทีของแมนฯ ยูไนเต็ดที่ลอบเจรจาก่อนโดยไม่มีการทาบทามอย่างถูกต้องตามมารยาทที่ควรจะเป็น
    
ที่สำคัญกว่านั้นคือด้วยบทบาทหน้าที่การงาน แอชเวิร์ธ เรียกได้ว่าเป็น “มันสมอง” ของสโมสร และนิวคาสเซิลไม่สามารถปล่อยให้สมองไหลออกไปได้ง่ายๆ เพราะเขามีข้อมูลทุกอย่างของสโมสรอยู่ในมือ ที่แม้แต่เอ็ดดี ฮาว ผู้จัดการทีมก็แสดงความกังวลว่าหากปล่อยให้ไปก็กลัวข้อมูลเหล่านี้จะถูกเอาไปด้วย
    
ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้นิวคาสเซิล เลือกใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการสั่ง “แขวน” แอชเวิร์ธเอาไว้ด้วยการใช้คำว่า “Gardening leave” ที่ไม่ได้หมายถึงการไปชมสวนทำสวน แต่เป็นการสั่งพักงานไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับสโมสรอีก แต่จะได้รับเงินเดือนตามปกติ
    
พูดง่ายๆคือ Leave with pay โดยที่มีกำหนดระยะเวลา 20 เดือน หรือจนกว่านิวคาสเซิลจะเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ระหว่างนี้แอชเวิร์ธ จะไม่สามารถมาทำงาน ห้ามเข้าออฟฟิส และห้ามเข้าระบบใดๆของสโมสรเด็ดขาด 

แดน แอชเวิร์ธ ‘ขงเบ้งลูกหนัง’ ปีศาจแดงอาจทุ่มเงินซื้อ 15 ล้านปอนด์ แต่คุ้ม
    
การเปลี่ยนแปลงคำสั่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเจรจาหารือกันลงตัวระหว่างนิวคาสเซิลกับแมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีเรื่องของเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยทีมจากนอร์ธอีสต์ของอังกฤษต้องการเรียกเงินชดเชยจำนวนถึง 15 ล้านปอนด์ ที่จะนำมาใช้โปะบัญชีเพื่อให้เป็นไปตามกฎ Profit and sustainability rule (PSR)
    
ข่าวยังไม่แน่ชัดว่าแมนฯ ยูไนเต็ดยินดีที่จะจ่ายเงินจำนวนนี้หรือไม่ หรือพร้อมจะจ่ายแค่ไหน
    
เพียงแต่ในมุมนักวิเคราะห์แล้ว เงิน 15 ล้านปอนด์ถือว่าถูกมากหากเทียบกับคุณค่าและมูลค่าของบุคลากรที่เก่งกาจระดับแอชเวิร์ธที่เป็นหนึ่งไม่มีสองในวงการนี้ที่ยังทำงานอยู่ (ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส ยังไม่กลับมาทำงานในวงการและปฏิเสธการกลับมาลิเวอร์พูลไปแล้ว) 
    
แอชเวิร์ธ คือคนที่แมนฯ ยูไนเต็ดขาดมาตลอด 11 ปีหลังนับจากที่ไม่มีเดวิด ดีน ที่อำลาสโมสรไปพร้อมกับเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นี่คือคนที่จะพลิกโฉมหน้าของสโมสรให้กลับมาเป็นมหาอำนาจของวงการอีกครั้งด้วยองค์ความรู้ที่มี 
    
ขนาดแล้งไร้ความสำเร็จจนเหี่ยวเฉามานานขนาดนี้ แมนฯ ยูไนเต็ดยังเป็นทีมที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุดของอังกฤษ แล้วถ้าสโมสรกลับมากอบโกยความสำเร็จได้เหมือนในอดีต นั่นหมายถึงทีมจะเป็นปีศาจติดปีกที่ไม่มีใครหยุดได้
    
ก็อยู่ที่คนของฝ่ายแรตคลิฟฟ์แล้วว่าจะหาทางตกลงกับนิวคาสเซิลอย่างไร
    
เพราะใจของแอชเวิร์ธมาแล้ว เหลือแค่ตัวเท่านั้นที่รอจะตามไป