ใกล้เข้ามาทุกขณะแล้วครับ กับ การเลือกตั้ง 2569 ...
8 กุมภาพันธ์ อย่าลืมเข้าคูหา ใช้สิทธิ์ใช้เสียง เลือกตั้งกันนะครับ
ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกสายตาและหลายๆการสนทนา จับตาไปที่ 30 วันอันตราย ว่า ใครจะได้เป็นรัฐบาลชุดต่อไป
ส้มจะจับแดง ? หรือ แดงน้ำเงินจะหวนคืน ?
ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ในการเลือกตั้งรอบนี้ผมก็ได้แต่หวังว่า ...
... ทั้งปัญหาเศรษฐกิจไทยที่รุมเร้ารอบด้าน (โตช้า สินค้าทะลัก บาทแข็ง และอื่นๆอีกมากมาย)
... ทั้งปัญหาฝุ่นและเรื่องสุขภาพ PM 2.5 ที่ผมเขียนบทความไปก็ใส่หน้ากากคัดจมูกไป
… ทั้งประเด็นทุนเทา ทุนดำ อุบัติเหตุก่อสร้าง เครนถล่มแล้ว ถล่มอีก จนหมดคำจะพูดแล้ว
รอบนี้ รัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาได้ไม่มากก็น้อย
หนึ่งในสัญญาณดี อย่างน้อยๆ ในเวที Debate the Standard หลายพรรคการเมืองก็ให้คำมั่นว่า PM 2.5 จะลดลงไม่มากก็น้อย
กลับมาที่ตลาดหุ้น คำถามสำคัญ คือ Election Rally ยังไง ? กี่โมง ?
ผมก็คงต้องตอบตามสไตล์นักวิเคราะห์/นักกลยุทธ์ ครับ คือ อิงจากสถิติย้อนหลัง (รูปผลตอบแทนของ SET Index ก่อนวันเลือกตั้ง 1 เดือน / 2 อาทิตย์ และ 1 อาทิตย์) รวมถึง การตีความของตลาด
สิ่งที่น่าสนใจและบอกกับเรามีสามอย่าง
ประการแรก “Election Rally” ของไทย “มี” หากนับ 8 ครั้งหลังสุด โดย ตั้งแต่ปี 2000 จะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นปรับตัวบวกหมด โดย ผลตอบแทนก่อนวันเลือกตั้ง 1 เดือน / 2 อาทิตย์ และ 1 อาทิตย์ ปรับตัวบวกกันถ้วนหน้า 2.4% / 1.7% และ 2.3% ตามลำดับ อย่างไรก็ดีสถิตินี้นับตั้งแต่ปี 2000 ดังนั้นผมจึงอยากเสนอ
ประการที่สอง ที่น่าสนใจมาก คือ เลือกตั้ง 2 ครั้ง ล่าสุด ตลาดกลับปรับตัวลดลงแรง โดยถ้านำเฉพาะค่าเฉลี่ยของ 2 การเลือกตั้งล่าสุด SET Index ให้ผลตอบแทนติดลบในทุกช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะ 1 เดือนก่อนเลือกตั้งที่ติดลบถึง -3.3% ซึ่งถ้าผู้อ่านจำได้ 2 ครั้งหลังสุด คือ การกำเนิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ (2019) และ ชัยชนะของพรรคก้าวไกล (2023) ภาพจำของนโยบาย “ทลายทุนผูกขาด” และ “รัฐสวัสดิการ” ในปี 2023 และ แรงขายของ SET Index ... ผมยังจำมันได้ดี
ประการสุดท้าย การตีความของตลาด และ กระทิงหุ้นไทยอาจจะยังนะ
หากเราพิจารณาดูทั้งสองเหตุผลประการข้างต้น และ นับแค่ 2 ครั้งการเลือกตั้งล่าสุด รวมถึง มาตรการของพรรค ก็ต้องยอมรับว่า หากพรรคประชาชนได้คะแนนเสียงมาก ... ตลาดหุ้นอาจจะตอบรับในเชิงลบจากมาตรการที่อาจจะเรียกว่าไม่เป็นมิตรต่อตลาดทุนในระยะสั้น แต่ ส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่าดีมากในระยะยาว (ไม่ดราม่า เพราะ เราเน้นเศรษฐกิจ เศรษฐมิติ ไม่เน้นการเมือง)
30 วันอันตรายในการหาเสียงนี้จึงสำคัญมาก พวกเราประชาชนและนักลงทุนในหุ้นไทยก็คงต้องลุ้นกันครับว่า กระแสส้มจะกลับมา หรือ กระสุนบ้านใหญ่จะทวงคืน
แต่ที่แน่ๆ ผมเชื่อว่าตลาดอยากเอาให้ชัดๆครับ เพราะ ถ้าส้มมาอีกรอบแบบ 2 ครั้งล่าสุด ... การปรับตัวลดลงอาจจะไม่แรงขนาดเดิมก็ได้ เพราะ มาตรการรอบนี้ของส้มประนีประนอมขึ้น เก๋าเกมมากขึ้น และ “Super Compromise”
ดังนั้น ก็ตามแคมเปญหาเสียงที่เค้าว่ากันละครับ
“มีเราไม่มีเทา”, แคมเปญหาเสียงและวิสัยทัศน์หลักของพรรคประชาชน
“มีเทาไม่มีกระทิง”, ความเห็นของผู้เขียน
*นิยามคำว่า “เทา” ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคล แต่สำหรับผู้เขียน ผู้เขียนตีความว่า “เทา” คือ ลักษณะของสีที่มีความไม่ชัดเจน และ ตลาดหุ้นชอบเสถียรภาพและความชัดเจน





