background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

หุ้นเอเชีย และตลาดเกิดใหม่อาจมีความน่าสนใจมากกว่าหุ้นสหรัฐ ในปี 2026

หุ้นเอเชีย และตลาดเกิดใหม่อาจมีความน่าสนใจมากกว่าหุ้นสหรัฐ ในปี 2026

ตลอดช่วงปี 2024-2025 ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นท่ามกลางกระแสการลงทุน AI และการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ นำโดย Fed อย่างไรก็ตามหากเราประเมินผลตอบแทนที่คาดหวังของตลาดหุ้นในปี 2026 ส่วนใหญ่ต่างมองว่าราคาเป้าหมายของดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐ อิงดัชนี S&P 500 เริ่มลดลง เช่นเดียวกับแนวโน้มการเติบโตของกำไร (EPS) ซึ่งแม้จะยังเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่เป็นการเติบโตในระดับที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

ดังนั้นหากมองไปข้างหน้าการลงทุนที่กระจุกตัวในตลาดหุ้นสหรัฐ จะมีความท้าทายสูง และคาดว่าตลาดหุ้นปัจจุบันมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยลบต่างๆ มากกว่าเดิมบนระดับ Valuation ที่ตึงตัว และเรามีบทเรียนจากการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐ หลายต่อหลายครั้งในปีที่ผ่านมา นำไปสู่การปรับกลยุทธ์การลงทุนซึ่งเราจะพูดถึงรายละเอียดในบทความนี้…

ปัจจุบันแม้จะมองว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงอยู่ในขาขึ้น แน่นอนว่าเราหมายถึงตลาดหุ้นสหรัฐ ด้วยเช่นกัน แต่เราได้ตั้งข้อสังเกตต่างๆ เช่น การติดตาม Fund Flow ของนักลงทุนซึ่งเริ่มมองหาทางเลือกอื่นในการกระจายการลงทุน และอาจกำลังมองหาตลาดหุ้นที่มี Upside มากกว่า

จากการปรับกลยุทธ์การลงทุนที่เคยกระจุกตัวอยู่ในหุ้นสหรัฐ บนแนวคิด US Exceptionalism ในตลอดช่วง 6-12 เดือนที่ผ่านมา เราได้เห็น Fund Flow ของนักลงทุนเริ่มไหลออกไปยังตลาดหุ้นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นหลักกลุ่ม Developing Market (DM) อย่างยุโรป และญี่ปุ่น และตลาดหุ้นกลุ่ม Emerging Market (EM) โดยเฉพาะกลุ่ม EM-Asia/EM-Latam อาทิ เกาหลีใต้, ไต้หวัน และกลุ่มลาตินอเมริกาอย่าง บราซิล เป็นต้น ทั้งนี้สำหรับการลงทุนในปี 2026 เราประเมินว่าตลาดหุ้นกลุ่ม EM มีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนได้ดีไม่แพ้ตลาดหุ้นหลัก โดยเราประเมินโอกาส และมุมมองเชิงเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐ ดังนี้

· ระดับ Valuation ถูกกว่า และอาจมี Upside ที่มากกว่าสำหรับการลงทุนรายประเทศ

· แนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนสูงกว่า โดยนักวิเคราะห์ใน Bloomberg Consensusคาดการณ์ EPS Growth ของดัชนีหุ้นกลุ่ม EM อิง MSCI Emerging Market ปี 2026-2027E เติบโต +24%YoY และ +14%YoY ตามลำดับ

· ความเสี่ยงจากการขึ้นภาษี (Reciprocal Tariff) จากสหรัฐ กับคู่ค้าทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเจรจาการค้าที่มีความคืบหน้าเชิงบวก อีกส่วนหนึ่งเรามองว่าเป็นการชะลอ/ยับยั้งการใช้อำนาจของทรัมป์เพิ่มเติมในอนาคต

· การผ่อนคลายมาตรการการเงินของประเทศในกลุ่ม EM มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่า (ไม่รวมประเทศที่มีปัญหาเฉพาะตัว เช่น อาร์เจนตินา) โดยประเทศในแถบนี้มีแนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อปี 2026-2027 ที่ลดลงต่อเนื่องจากปี 2024-2025 อิงรายงานของ IMF ในเดือนต.ค.2025 และหากมองไปยังประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจ/ประชากรใหญ่อย่างจีน และอินเดีย ทั้ง 2 ประเทศมีทิศทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นตลอดช่วง 2 ปีข้างหน้า

ความเสี่ยงที่สำคัญของการลงทุนในกลุ่ม EM

· ตลาดยังมีความอ่อนไหวต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเปลี่ยนไปเป็นนโยบายคว่ำบาตร ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนให้ลดลง

· ประเด็นเรื่องเสถียรภาพของค่าเงินในกลุ่ม EM อย่างไรก็ตามหลายปัจจัยซึ่งเราได้กล่าวไปข้างต้น ในปัจจุบันมีทิศทางที่ดีขึ้นแต่เรายังต้องติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ต่างๆ อยู่เป็นระยะๆ

อย่างไรก็ดี หากต้องพิจารณาลงทุนในกลุ่ม EM ประเทศไหนน่าสนใจและมีวิธีการคัดเลือกแบบไหน เรามาสรุปกัน ดังนี้

1. นักลงทุนที่มุ่งหาตลาดที่มี Growth สูง (EPS) พิจารณาลงทุนในหุ้นเกาหลีใต้, ไต้หวัน และบราซิล แต่ตลาดหุ้นเหล่านี้อาจจะมีระดับ Valuation ที่ตึงตัวเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของตัวเองในช่วง 5 ปี อิง 12 Month Forward P/E ที่ระดับบวกมากกว่า 1 S.D. ดังนั้นความผันผวนที่เกิดขึ้นจะสูงกว่า และควรทยอยลงทุนหรือหาจังหวะซื้อ

2. นักลงทุนที่เน้นการลงทุนระยะยาว (ถือมากกว่า 3 ปี) โดยต้องการลงทุนในประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับที่สูง และมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ให้พิจารณาลงทุนในตลาดหุ้นจีน และอินเดีย ส่วนที่เหมือนกันอย่างโดดเด่นคือ ประชากรมากที่สุดในโลก ดังนั้นหากภาคบริโภคในประเทศมีการขยายตัวในระดับที่ดีจะส่งผลกระทบทางตรงต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน (ไม่ว่าจะดีขึ้น/หรือแย่ลง) อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นนโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับภาคบริโภคจึงมีผลต่อตลาดหุ้นสูง

3. นักลงทุนที่มองหาตลาดหุ้นที่ระดับ Valuation ที่ถูก และต้องการได้รับปันผลจากการลงทุน เน้นถือมากกว่า 1-2 ปี ในกรณีนี้เรามองว่าตลาดหุ้นไทยเป็นทางเลือกที่ดี เพราะปัจจุบัน SET Index เป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีระดับ Forward P/E ที่ติดลบมากกว่า -1 S.D. และมี Dividend Yield ในหุ้นกลุ่ม Defensive อย่างธนาคารพาณิชย์ในระดับที่สูง (มากกว่า 4% โดยเฉพาะธนาคารใหญ่) อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของการเมืองในประเทศ และแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ต่ำอาจทำให้ตลาดหุ้นมี Upside ที่จำกัดดังนั้นการลงทุนในหุ้นไทยควรพิจารณาซื้อเมื่อตลาดหุ้นมีการย่อตัวลงมาเช่น รอตั้งรับเมื่อ SET Index ปรับฐานในกรอบ 1,150 – 1,200 จุด เป็นต้น

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์