ความเสี่ยงของการลงทุนหุ้นต่างประเทศ

ความเสี่ยงของการลงทุนหุ้นต่างประเทศ

การลงทุนผ่าน DR มีความเสี่ยงของผู้ออกตราสาร หาก “สถาบันการเงินผู้ออก” เกิดปัญหาทางการเงิน ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุน

KEY

POINTS

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ผันผวนและคาดเดายาก ซึ่งอาจทำให้มูลค่าพอร์ตลงทุนลดลงได้
  • ความเสี่ยงจากการขาดความรู้ความเข้าใจในบริบทของประเทศที่ลงทุน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของบริษัทได้ยากกว่า
  • ความเสี่ยงด้านภาระภาษีจากกำไรเมื่อนำเงินลงทุนกลับประเทศ ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนในหุ้นไทย และมีความไม่แน่นอนของกฎเกณฑ์ในอนาคต
  • การลงทุนผ่าน DR (Depositary Receipt) มีความเสี่ยงของผู้ออกตราสาร หากสถาบันการเงินผู้ออกเกิดปัญหาทางการเงิน ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุน

การลงทุนในหุ้นต่างประเทศนั้นดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับนักลงทุนไทยที่ “หมดหวัง” กับหุ้นไทยมานาน และดูว่าหุ้นในตลาดต่างประเทศให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและมีตัวเลือกที่มากกว่า นอกจากนั้น อุปสรรคที่เคยมีในการลงทุนหุ้นต่างประเทศก็ลดลงมามากจนบางคนแทบจะไม่รู้สึกเลยว่าการลงทุนในหุ้นต่างประเทศนั้นแตกต่างจากการลงทุนหุ้นในประเทศอย่างไร

แต่ผมเองคิดว่าการลงทุนหุ้นต่างประเทศมี “ความเสี่ยง” บางอย่างสูงกว่าการลงทุนหุ้นไทย โดยที่หลายคนอาจจะไม่ได้คิดหรือไม่ตระหนัก หรืออาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย อาจจะไม่รู้หรือถึงจะรู้คนส่วนใหญ่ก็อาจจะคิดว่ามันคงไม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้ลงทุนระยะยาวมากแบบ “VI”

เรื่องแรกก็คือ ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรและคาดเดาได้ยาก

ผมเองเมื่อไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนก็คิดว่าความเสี่ยงนี้

เป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และถ้าถือหุ้นลงทุนยาว ๆ ก็คงไม่มีปัญหา เพราะในทางทฤษฎี ถ้าประเทศเวียตนามเจริญเติบโตเร็วกว่าไทยต่อเนื่องยาวนานและเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่า ค่าเงินด่องของเวียตนามก็น่าจะแข็งขึ้นเทียบกับเงินบาท เผลอ ๆ เราจะกำไรจากค่าเงินด้วย

แต่ปี 2568 ที่ผ่านมานั้น ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดองถึง 10% ผลก็คือ พอร์ตผมลดลงเฉพาะจากค่าเงินไป 10% ยังไม่นับผลตอบแทนที่ทำได้จากพอร์ตลงทุนที่ย่ำแย่มากซึ่งจะพูดถึงต่อไป แต่ 10% ที่ขาดทุนจากค่าเงินในปี 2568 นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดเป็นปีแรก ว่าที่จริงถ้ามองย้อนหลังไปยาวเป็น 20 ปีนั้น ค่าเงินด่องเมื่อเทียบกับเงินบาทน่าจะอ่อนลงไปประมาณ75% เมื่อเทียบกับเงินบาท ดังนั้น ที่บอกว่า “ระยะยาว” ค่าเงินดองจะแข็งขึ้นก็อาจจะไม่จริง และนี่คือความเสี่ยงที่สำคัญของการลงทุนในต่างประเทศ

ประเด็นที่ 2 ของการลงทุนในต่างประเทศ คือความเสี่ยงที่เกิดจากความ “ไม่รู้” หรือรู้น้อยกว่าตลาดและหุ้นในประเทศไทย นี่รวมไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ของตลาดต่างประเทศ และความไม่รู้หรือไม่เข้าใจนั้น สำคัญต่อการเลือกหุ้นลงทุนค่อนข้างมาก ตัวอย่างเช่น การเมืองของจีนที่อยู่ ๆ ก็มีประกาศเรื่อง “Common Prosperity Policy” หรือนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของรัฐบาล ซึ่งกระทบกับหุ้นโดยเฉพาะที่เป็นผู้นำทางธุรกิจไฮเทคที่รัฐบาลเห็นว่ามีอำนาจมากเกินไปและจะผูกขาดและทำกำไรมากเกินไป เป็นต้น

ผมเองเข้าไปลงทุนในเวียตนามก็คิดว่า เวียดนามนั้น “เหมือนไทยมาก” ในเกือบทุกด้าน เหตุผลหนึ่งก็คือ เป็นประเทศในเขตศูนย์สูตรเดียวกันและอยู่ใกล้กันมาก ประชากรก็มีมากกว่า ในส่วนของวัฒนธรรมเองก็มีศาสนาใกล้เคียงกันและต่างก็ไม่ได้เป็นสังคมที่เข้มงวด แม้ว่าจะปกครองด้วยระบบการเมืองต่างกัน แต่การทำงานของ “รัฐ” ก็ไม่ต่างกันมาก และที่สำคัญ ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบ “ทุนนิยม” ตอนที่ไปครั้งแรกนั้นผมบอกว่า ไทยนั้น รับอิทธิพลของจีนที่เรียกว่า “Sino-sphere” ประมาณเกือบครึ่งหนึ่ง ในขณะที่เวียตนามนั้นประมาณ 2 ใน 3 หรือมากกว่า ดังนั้น เราน่าจะพอเข้าใจเวียดนามได้ดีพอสมควร

แน่นอนว่าผมรู้จักประเทศไทยดีกว่าเวียตนาม ทำให้ผมเสียเปรียบเมื่อไปลงทุนเลือกหุ้นในเวียตนาม แต่ผมก็คิดว่า ความสามารถในการเลือกหุ้นผมน่าจะดีกว่านักลงทุนเวียตนามซึ่งยังไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมาก และพวกเขายังไม่ได้มีนักลงทุนแบบ ”VI” มากหรือเก่งพอ พวกเขายังเป็นนักเก็งกำไรเป็นส่วนใหญ่คล้าย ๆ กับตลาดไทยในสมัยก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง ดังนั้น ความเสี่ยงด้านความรู้เกี่ยวกับประเทศและหุ้นเวียตนามของผมจะได้รับการชดเชยด้วยความรู้ในด้านการลงทุนแบบ VI ของผม

ประเด็นที่ 3 ก็คือ ความเสี่ยงด้านข้อมูล การติดตามผลประกอบการและความสามารถในการแข่งขันรวมถึงตัวผู้บริหาร ที่เรามักจะรู้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นไทย การติดตามข้อมูลรายละเอียดในภาคสนามรวมถึงการตรวจสอบข้อมูลซุบซิบวงในอย่างที่เรียกว่า “Scuttlebutt” ทำได้ยากถ้าเราไม่ได้อยู่ในประเทศนั้นมากพอ

ในประเทศจีนนั้น เคยมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดแนสแด็กสร้างเรื่องลวงโลกว่าเป็นกิจการไฮเท็คล่อให้เซียน VI ไทยบางคนเข้าไปซื้อหุ้น โดยที่เขาพาไปดูห้องแล็ปและร้านค้าปลอมเพื่อสร้างความมั่นใจด้วย ผลก็คือ การลงทุนที่ดูจากตัวเลขทางบัญชี ซึ่งก็เป็นของปลอมเช่นกัน ด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นหุ้นระดับซุปเปอร์ กลายเป็นกิจการที่ล้มละลายและราคาหุ้นเป็นหายนะ

ที่เวียตนามก็เช่นกัน หลายปีก่อน VI ไทยหลายคนก็ถูกหลอกให้เข้าไปลงทุนกิจการขายเครื่องอุปกรณ์การแพทย์ที่

ดูมีอนาคตสดใสและมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่น่าเชื่อถือมาก แต่สุดท้ายก็เกิดเรื่องฉ้อฉลและกิจการก็ล้มละลายหุ้นก็กลายเป็นหายนะ

ส่วนตัวผมเองนั้น ในช่วงแรก ๆ ผมก็ซื้อหุ้นเวียตนามจำนวนมากมายเป็นร้อยตัว จนถึงวันนี้ผมขายไปหมดแล้ว แต่ก็ยังเหลือหุ้นอีก 1 ตัวที่ถูกถอนออกจากตลาดโดยที่ผมไม่ได้ขายเลย เพราะไม่รู้ว่ามันมีปัญหา และก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังถูก Delist ออกจากตลาด และนี่ก็คือ ความเสี่ยงที่เราไม่สามารถติดตามการดำเนินงานของบริษัทได้อย่างใกล้ชิดและรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรในกรณีที่บริษัทกำลังมีปัญหา

เรื่องที่ 4 ก็คือ ภาษีเงินได้จากการลงทุนในต่างประเทศที่จะต้องเสียในอัตราสูงสุดถึง 30% จากกำไรจากการขายหลักทรัพย์ในกรณีที่เรานำเงินกลับประเทศไทย ในขณะที่ลงทุนในหุ้นไทย กำไรจากการขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี นั่นทำให้นักลงทุนหุ้นต่างประเทศต่างก็ไม่นำเงินกลับ แต่นั่นทำให้การบริหารเงินและการลงทุนยากขึ้นและขาดความคล่องตัว และนี่ก็คือความเสี่ยงที่หลายคนอาจจะบอกว่า ยังไงเขาก็ไม่นำเงินกลับหรอก

แต่ความเสี่ยงก็ยังไม่หมดไป เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่เก็บภาษีบางคนก็เคยพูดไว้ว่าเขาคิดจะออกเกณฑ์ใหม่ที่ว่า ไม่ว่าคุณจะนำเงินกลับหรือไม่ ทุกครั้งที่คุณขายหุ้นมีกำไรในต่างประเทศ คุณก็จะต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ซึ่งอาจจะสูงถึง 30% ของกำไร และแม้ว่าความคิดนี้ถูกเบรกไว้ แต่อนาคตก็ไม่มีใครรู้ว่าอาจจะเกิดขึ้นได้อีก

ประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ ในปัจจุบัน บริษัทหลักทรัพย์และสถาบันการเงินจำนวนมากได้ออกตราสารที่เรียกว่า DR (Depositary Receipt) ที่ทำให้นักลงทุนไทยสามารถซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ด้วยเงินบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีเวลามีกำไรจากการขายหุ้น ซึ่งก็ทำให้นักลงทุนสนใจและซื้อ-ขาย DR ซึ่งเป็นเหมือน “ตัวแทน” ของหลักทรัพย์แต่ละตัวในต่างประเทศ นี่ก็ทำให้การลงทุนในหุ้นต่างประเทศสะดวก และไม่ต้องเสี่ยงที่จะต้องเสียภาษีในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ตัว DR นั้น ไม่ใช่หุ้น แต่มันเป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออกให้กับคนถือ DR ว่าคุณเหมือนกับเป็นเจ้าของหุ้นตัวที่กำหนดไว้ส่วนหนึ่ง คุณสามารถจะซื้อหรือขายมันในตลาดหุ้นไทยได้ และราคาที่คุณจะได้ก็จะค่อนข้างสอดคล้องกับราคาหุ้นตัวนั้นที่ซื้อ-ขายอยู่ในตลาดต่างประเทศ แต่ DR ก็ไม่ใช่หุ้นตัวนั้น DR เป็นเหมือนกับสัญญาของบริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออก DR กับคนที่ถือ DR

และนั่นก็คือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออก DR เกิดปัญหาทางการเงินหรือล้มละลาย ไม่สามารถรับผิดชอบตามสัญญาได้ คนที่ถือ DR ก็จะกลายเป็น “เจ้าหนี้” รายหนึ่งของผู้ออก ไม่สามารถที่จะไปขอหุ้นที่เป็นฐานที่ใช้ออก DR ได้

ซึ่งการเป็นเจ้าหนี้บริษัทที่ล้มละลายโดยไม่มีหลักประกันนั้น ปกติก็มักจะได้รับเงินคืนน้อยมาก กลายเป็นว่า การลงทุนใน DR นั้น จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นนอกเหนือไปจากตัวหุ้นแม่ของ DR ดังนั้น การลงทุนซื้อ-ขายหุ้นต่างประเทศผ่าน DR นั้น คนลงทุนก็จะต้องดูสถาบันผู้ออกด้วยว่ามีความมั่นคงทางการเงินมากน้อยแค่ไหน

ทั้งหมดนั้นก็เป็นความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่สูงกว่าหรือเพิ่มขึ้นจากการลงทุนในหุ้นไทยที่เราจะต้องตระหนักและต้องพิจารณาหรือประเมินว่ามันคุ้มไหมที่เราจะไปเลือกหุ้นลงทุนในต่างประเทศที่มีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดหุ้นไทย

นอกเหนือจากนั้นแล้วเรายังควรที่จะต้องดู “Timing” หรือจังหวะเวลาที่จะเข้าลงทุนในตลาดแต่ละแห่งด้วย เฉพาะอย่างยิ่ง ดูว่าตลาดหุ้นโดยรวมมีราคาถูกแค่ไหน เพราะนั่นคือสิ่งที่จะบอกถึงโอกาสการทำผลตอบแทนที่ดีหรือเหมาะสมได้มากกว่าหรือเท่า ๆ กับการเลือกตลาดที่มีศักภาพสูงในระยะยาวแต่เป็นตลาดหุ้นที่แพงเกินไป