AI, ทองคำ และโลหะอุตสาหกรรม: แกนพอร์ตลงทุนในโลกที่ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์

ทองคำมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) นอกเหนือจากการป้องกันเงินเฟ้อ
KEY
POINTS
- หุ้นเทคโนโลยีและธีม AI ยังคงเป็นแกนหลักของพอร์ต โดยควรมองเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว ซึ่งเชื่อมโยงกับความต้องการโลหะอย่างทองแดงที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์
- ทองคำมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) นอกเหนือจากการป้องกันเงินเฟ้อ
- โลหะอุตสาหกรรม เช่น ทองแดงและอะลูมิเนียม มีความต้องการสูงจากอุปสงค์เชิงโครงสร้างระยะยาวที่ผูกกับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า, พลังงานสะอาด และ AI ซึ่งอุปทานขยายตัวได้ยากและอ่อนไหวต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
- ทั้งทองแดงและอะลูมิเนียมกลายเป็นสินทรัพย์ที่ตอบโจทย์ทั้งในเชิงเติบโตและป้องกันความเสี่ยงในพอร์ตได้พร้อมกัน โดยเฉพาะในโลกที่ความเสี่ยงทางการเมืองสามารถกระทบ supply chain ได้ตลอดเวลา
เปิดปี 2026 การจัดพอร์ตลงทุนมองว่าจะต่างจากช่วงที่ผ่านมาเพราะ “ตัวแปรเสี่ยง” ที่ตลาดต้องรับมือไม่ได้อยู่แค่เรื่องดอกเบี้ยหรือตัวเลขทางเศรษฐกิจเหมือนเดิม แต่เริ่มขยับไปอยู่ในความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ เวเนซุเอลา สะท้อนประเด็นด้านพลังงานและทรัพยากรโดยตรง ขณะที่อีกมุมหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับ เดนมาร์ก ซึ่งมีอธิปไตยเหนือ กรีนแลนด์ ก็ทำให้ตลาดเริ่มเห็นชัดว่า ความขัดแย้งเชิงอำนาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “คู่เดิม” อย่างสหรัฐฯ-จีน หรือรัสเซีย-ยูเครนอีกต่อไป แต่กำลังขยายไปสู่ “คู่ใหม่” และพื้นที่ใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน แร่หายาก เส้นทางเดินเรือ และยุทธศาสตร์ความมั่นคงในระยะยาว
แม้ในระยะสั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดโลกอาจยังจำกัดอยู่ในวงแคบ แต่ประเด็นที่น่ากังวลกว่าคือความเสี่ยงของการยกระดับความขัดแย้ง ซึ่งสามารถลุกลามจากเหตุการณ์เฉพาะจุดไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น ทั้งในด้านการค้า เทคโนโลยี และนโยบายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อมองไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งมีความเปราะบาง และเราได้เห็นการแบ่งขั้วที่ชัดเจนมากขึ้น ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่มีโอกาสพัฒนาเป็นแรงกดดันเชิงระบบต่อการลงทุนในภาพรวม
ปี 2026 ความเสี่ยงด้าน Geopolitical Risk มองว่าไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เชื่อมโยงกัน หากเกิดการปะทะในหลายพื้นที่พร้อมกัน ผลกระทบอาจขยายออกไปไกล และส่งผลต่อ supply chain ในวงกว้าง เหตุการณ์อาจจะคล้ายกับช่วงโควิดที่การผลิต การขนส่ง และโลจิสติกส์สะดุดพร้อมกันหลายจุด ผลลัพธ์สุดท้ายคือแรงกดดันด้าน ต้นทุนถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้า เงินเฟ้อสูงขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่อาหาร พลังงาน ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ตลาดหุ้นร่วง
Asset Allocation View: ไม่ใช่ว่าต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนไปทั้งหมด แต่ควรปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ มองว่าความผันผวนจะเกิดขึ้นเป็นระยะ และแรงกระแทกของตลาดอาจมาจากปัจจัยการเมืองมากกว่าปัจจัยเศรษฐกิจตามวัฏจักรเศรษฐกิจปกติ
ฝั่งหุ้น การลงทุนแบบเก็บทั้งตลาดหรือ broad market exposure เริ่มให้ผลลัพธ์ได้น้อยลง การคัดเลือกหุ้นเชิงคุณภาพและธีมระยะยาวจึงสำคัญกว่าเดิม ตลาดที่พึ่งพา supply chain โลกสูงหรือมี margin ต่ำจะเปราะบางมากขึ้น ขณะที่ตลาดหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอุปสงค์เชิงโครงสร้างในประเทศ หรือสามารถคุมห่วงโซ่อุปทานได้เอง จะได้เปรียบชัดกว่า หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และธีม AI ยังทำหน้าที่เป็นแกนของพอร์ตได้ แต่ควรมองในมุมของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว
ฝั่งตราสารหนี้ บทบาทไม่ได้อยู่แค่การสร้างรายได้สม่ำเสมอ แต่กลับมาเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ตราสารหนี้คุณภาพสูงยังจำเป็นในพอร์ต เพื่อรองรับ shock จากเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง แม้ upside จะไม่หวือหวา แต่ช่วยรักษาเสถียรภาพโดยรวม
สินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะทองคำและเงิน มีบทบาทมากขึ้นในปีนี้ ไม่ใช่แค่ hedge เงินเฟ้อ แต่ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการป้องกันความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศ และ supply chain ที่อาจจะหยุดชะงัก รวมไปถึงโลหะอุตสาหกรรม เช่น ทองแดง อะลูมิเนียม เป็นต้น ที่มีความต้องการไม่ได้มาจากวัฏจักรเศรษฐกิจสั้น ๆ แต่เป็นอุปสงค์เชิงโครงสร้างที่ค่อย ๆ สะสมต่อเนื่อง ทองแดงเป็นเหมือน “เส้นเลือด” ของโลกไฟฟ้า ใช้ตั้งแต่โครงข่ายไฟฟ้า สายส่ง ระบบชาร์จรถ EV ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้าง AI ยิ่งโลกเดินหน้าใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ความต้องการทองแดงก็ยิ่งมากขึ้น
ขณะที่อะลูมิเนียมได้เปรียบเชิงความเบาและประหยัดพลังงาน ใช้มากในรถยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน โครงสร้างอาคาร และอุตสาหกรรมที่ต้องการลดน้ำหนักเพื่อลดการใช้พลังงาน ระยะยาวความต้องการกลุ่มนี้ไม่ได้ผูกกับ GDP ปีต่อปี แต่ผูกกับทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีกด้วย จุดสำคัญคือ ทั้งทองแดงและอะลูมิเนียมเป็นสินค้าที่ฝั่งอุปทานขยายตัวได้ยาก ต้องใช้เวลา ลงทุนสูง และเจอข้อจำกัดด้านภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และแรงงาน พออุปสงค์เชิงโครงสร้างยังเดินหน้า แต่ supply ตอบสนองไม่ทัน สินค้าเหล่านี้จึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีบทบาททั้งในเชิงเติบโตและเชิงป้องกันความเสี่ยงในพอร์ตได้พร้อมกัน โดยเฉพาะในโลกที่ความเสี่ยงทางการเมืองสามารถกระทบ supply chain ได้ตลอดเวลา
โดยสรุป ความผันผวนของตลาดนอกจากเรื่องเศรษฐกิจเพียง ให้น้ำหนักจากความเสี่ยงที่จะมาเป็นช่วงๆ จากข่าวการเมือง การทูต หรือการขยับเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งคาดเดายากและมักกระทบหลายสินทรัพย์พร้อมกัน ดังนั้นการจัดพอร์ตในปีนี้จึงต้องให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น ลดการกระจุกตัวในธีมเดียว และมองพอร์ตในมุมว่า “ทนแรงกระแทกได้แค่ไหน” การจัด Asset Allocation ในปี 2026 ต้องตั้งต้นจากสมมติฐานว่า ความเสี่ยงด้าน Supply Chain ยังอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ และมีโอกาสปะทุขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว พอร์ตจึงควรให้น้ำหนักกับสินทรัพย์หรือกลุ่มธุรกิจที่ช่วย hedge ความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานได้ดีขึ้น เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ หรือบริษัทที่ควบคุม supply chain ได้เองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอกมากเกินไป







