January Effect กับ ภูมิทัศน์การลงทุนต้นปี 2569

ปรากฏการณ์ January Effect ที่ตลาดหุ้นมักปรับตัวดีขึ้นในเดือนมกราคม ปัจจุบันมีอิทธิพลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์การลงทุนโดยตรงอีกต่อไป SCB CIO แนะให้นักลงทุนมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยมหภาค ซึ่งมีผลต่อทิศทางตลาดในระยะกลางถึงยาวมากกว่าปรากฏการณ์ตามฤดูกาล
KEY
POINTS
- ปรากฏการณ์ January Effect ที่ตลาดหุ้นมักปรับตัวดีขึ้นในเดือนมกราคม ปัจจุบันมีอิทธิพลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์การลงทุนโดยตรงอีกต่อไป
- SCB CIO แนะให้นักลงทุนมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยมหภาค ซึ่งมีผลต่อทิศทางตลาดในระยะกลางถึงยาวมากกว่าปรากฏการณ์ตามฤดูกาล
- ปัจจัยที่ต้องจับตาในช่วงต้นปี 2569 ได้แก่ แรงกดดันทางการเมืองต่อความเป็นอิสระของ Fed, ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ, การเติบโตของการลงทุนในธีม AI และผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน
- แนวโน้มการลงทุนด้าน AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทในดัชนี S&P 500 คาดว่าจะเติบโต 15% ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อตลาดหุ้น
- สรุปคือนักลงทุนควรบริหารความผันผวนและลงทุนในธีมที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานมากกว่าการยึดติดกับ January Effect เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
การเปิดฉากของตลาดหุ้นโลกในเดือน ม.ค.2569 มาพร้อมกับบรรยากาศเชิงบวกอย่างเห็นได้ชัด ตลาดหุ้นหลายแห่ง โดยเฉพาะในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน (H-Shares) ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ หุ้นในธีมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นศูนย์กลางความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก จากทั้งศักยภาพการเติบโตในระยะยาวและแนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่ง
การฟื้นตัวของตลาดในช่วงต้นปีเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ตลาดกำลังได้รับแรงหนุนจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า January Effect หรือไม่ ซึ่งในเชิงแนวคิด January Effect คือปรากฏการณ์เชิงฤดูกาลที่สะท้อนว่าตลาดหุ้นมักปรับตัวดีขึ้นในช่วงต้นปี จากพฤติกรรมและโครงสร้างของกระแสเงินลงทุน โดยในอดีต January Effect มักเชื่อมโยงกับ 1) การขายหุ้นเพื่อลดภาระภาษีในช่วงปลายปี ซึ่งทำให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นบางส่วนในช่วงต้นปีถัดไป 2) การไหลเข้าของเงินลงทุนใหม่ต้นปี จากทั้งนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อย รวมถึง 3) จิตวิทยาการลงทุนเชิงบวกที่มาพร้อมกับการเริ่มต้นปีใหม่
อย่างไรก็ตาม ในบริบทของตลาดการเงินปัจจุบัน อิทธิพลของ January Effect มีความสำคัญลดลงอย่างมีนัย และไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์การลงทุนโดยตรงอีกต่อไป โดยข้อมูลย้อนหลังในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าผลตอบแทนในเดือน ม.ค.ของดัชนีหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว (MSCI World) ขาดความสม่ำเสมออย่างชัดเจน ตลาดมีทั้งปีที่ปรับขึ้นแรงและปีที่เผชิญแรงขายตั้งแต่ต้นปี ซึ่งหากพิจารณาข้อมูลเชิงฤดูกาลของดัชนี MSCI World ในช่วง 20 ปีผ่านมา จะพบว่า แม้ภาพรวมในช่วงไตรมาสแรกของปีจนถึงเดือน เม.ย.มักให้ผลตอบแทนเป็นบวก แต่เดือน ม.ค. และ ก.พ. กลับเป็นช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวผันผวนมากกว่าปกติ และไม่ได้ให้ผลตอบแทนโดดเด่นอย่างสม่ำเสมอโดยในหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนต้องเผชิญทั้งช่วงที่ตลาดปรับขึ้นแรง และช่วงที่เกิดการปรับฐานตั้งแต่ต้นปี
จากมุมมองของ SCB CIO ในเดือน ม.ค.2569 ปรากฏการณ์ January Effect ควรถูกใช้เป็นเพียงกรอบอธิบายบรรยากาศตลาด มากกว่าการนำมาใช้เป็นกลยุทธ์การลงทุนโดยตรง สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญมากกว่า คือการบริหารความผันผวนในช่วงต้นปี ซึ่งมักได้รับอิทธิพลจากปัจจัยมหภาค เช่น แนวโน้มเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนด้านนโยบาย รวมถึงประเด็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับการมุ่งเน้นบนปัจจัยพื้นฐาน เช่น การลงทุนด้านเทคโนโลยี AI และกำไรของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นตัวกำหนดผลตอบแทนการลงทุนในระยะกลางถึงยาวได้มากกว่า
สำหรับต้นปี 2569 SCB CIO มองว่า ปัจจัยมหภาคและประเด็นในเชิงปัจจัยพื้นฐาน ที่ควรติดตาม มีดังนี้
· แรงกดดันทางการเมืองที่อาจกระทบต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในช่วงต้นปีนี้ จะมีการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งสำคัญภายใน Fed เช่น การเสนอชื่อผู้ว่าการ Fed คนใหม่ แทน Cook ในกรณีที่ 21 ม.ค.นี้ ศาลมีคำตัดสินชี้ว่า Cook ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ การสรรหาประธาน Fed สาขา Atlanta คนใหม่ หลัง Bostic เตรียมเกษียณอายุในวันที่ 28 ก.พ.นี้ รวมทั้ง การเสนอชื่อประธาน Fed คนใหม่ แทน Powell ที่จะครบวาระในเดือน พ.ค. ซึ่งมีแนวโน้มที่ประธานาธิบดี Trump จะเสนอชื่อผู้ที่มีทิศทางผ่อนคลาย (dovish) มากขึ้น โดย SCB CIO มองว่า แม้ Fed ยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 1 ครั้งในปี 2569 แต่แรงกดดันทางการเมืองดังกล่าว จะเพิ่มความกังวลต่อการลดทอนความเป็นอิสระของ Fed และสะท้อนออกมาในรูปของส่วนชดเชยความเสี่ยงสำหรับการถือตราสารหนี้ตัวยาว (term premium) ที่สูงขึ้น และทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนไม่อาจมองข้าม
· ความไม่แน่นอนจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐฯ ต่อการใช้อำนาจจัดเก็บภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมาย IEEPA หากอำนาจดังกล่าวถูกจำกัด ฝ่ายบริหารอาจหันไปใช้เครื่องมือทางการค้าอื่นทดแทน ซึ่งจะทำให้กรอบนโยบายการค้ายังคงมีความไม่แน่นอน แม้ในระยะสั้น อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงและช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่ในระยะกลางถึงยาว ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าอาจกลับมาเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชน และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวทรงตัวในระดับสูง ซึ่งจะกดดันภาพการลงทุนในตลาดการเงินได้
· แนวโน้มการลงทุนด้าน AI ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ซึ่งยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญในกรอบหลายปี ไม่เพียงในสหรัฐฯ แต่ครอบคลุมถึงเอเชียและยุโรปด้วย การใช้จ่ายลงทุนของกลุ่ม hyperscalers ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ขนาดใหญ่ ยังอยู่ในระดับสูง และขยายผลไปสู่ระบบนิเวศที่กว้างขึ้น ทั้งในภาคโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการผลิตไฟฟ้า และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่เพียงหนุนการเติบโตของกำไรบริษัท และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจในระยะกลางถึงยาว
· การประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ SCB CIO มองว่า ภาพรวมผลประกอบการของบจ.ในดัชนี S&P 500 ยังอยู่ในทิศทางที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ Consensus คาดว่า กำไรของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ในปีนี้ จะเติบโตในระดับสองหลักต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 อยู่ที่ 15% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโต 10 ปีที่ 8.6% นำโดยกลุ่ม Magnificent 7 และ จะมีลักษณะกระจายตัวในวงกว้างมากขึ้น ไม่ได้กระจุกอยู่เพียงกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ขณะที่อัตรากำไรสุทธิของดัชนีฯ อยู่ที่ 13.9% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 10 ปีที่ 11.0% สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยรองรับ valuation ที่อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
โดยสรุป แม้ January Effect จะยังมีคุณค่าในฐานะกรอบอธิบายบรรยากาศตลาดในช่วงต้นปี แต่การเคลื่อนไหวของตลาดจะสะท้อนอิทธิพลของปัจจัยมหภาค และประเด็นในเชิงพื้นฐานมากกว่า นักลงทุนควรมุ่งเน้นการบริหารความผันผวน การกระจายความเสี่ยง และการลงทุนในธีมที่สามารถสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืน มากกว่าการยึดติดกับปรากฏการณ์เชิงฤดูกาลที่เริ่มมีผลลดลง ทั้งนี้ นักลงทุนที่โฟกัสปัจจัยพื้นฐานและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้มากกว่าในระยะยาว







