เรื่องเล่า 68 ถึง 69 หุ้น ทองคำ ไปแบบไหน

เรื่องเล่า 68 ถึง 69 หุ้น ทองคำ ไปแบบไหน

สำหรับปี 2569 หากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งทางการทหารไม่ขยายวงกว้าง ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมีแนวโน้มจะเข้าสู่ช่วงปรับฐานลงแต่ไม่รุนแรง ตลาดหุ้นไทยยังมีความหวัง ไม่ใช่เพราะราคาถูก แต่จะเป็นทางเลือกใหม่ในการลงทุน เนื่องจากตลาดหุ้นขนาดใหญ่ทั่วโลกจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการลงทุนที่กระจุกตัว (High concentration Risk) และการลงทุนเกินกว่ากระแสเงินสด (Over investment risk)

KEY

POINTS

  • สำหรับปี 2569 หากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งทางการทหารไม่ขยายวงกว้าง ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมีแนวโน้มจะเข้าสู่ช่วงปรับฐานลงแต่ไม่รุนแรง
  • ตลาดหุ้นไทยในปี 2569 ยังมีความหวัง ไม่ใช่เพราะราคาถูก แต่จะเป็นทางเลือกใหม่ในการลงทุน เนื่องจากตลาดหุ้นขนาดใหญ่ทั่วโลกจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการลงทุนที่กระจุกตัว (High concentration Risk) และการลงทุนเกินกว่ากระแสเงินสด (Over investment risk)
  • ภาพรวมตลาดหุ้นต่างประเทศในปี 2568 ค่อนข้างไร้ทิศทางและผันผวนสูงเหมือนรถไฟเหาะ จากนโยบาย Trade war ภาค 2 ของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ด้วย
  • ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปรับตัวลงเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยปี 2568 ปิดลบ 10% ซึ่งเป็นการปรับตัวแย่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีปัจจัยหลักจากการเมืองในประเทศเป็นตัวฉุดรั้ง

ขอสรุปรวมทั้งปี 2568 แบบตามใจผมนะครับ ภาพหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบภาพรวมการลงทุนจะเป็นปัจจัยเดิมไม่มีปัจจัยใหม่ส่วนอุบัติเหตุทางการเมืองโดยเฉพาะในประเทศไทยก็ถือได้ว่าเป็นสีสันที่น่าจับตามองไปยาว ๆ ถือได้ว่าเป็นการเปิดหน้าทางการเมืองฉบับใหม่ก็ว่าได้ครับ

มาเริ่มเรื่องแรกที่ต่างประเทศกันก่อน มาจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เรื่อง Trade war ภาค 2 แต่รบกับทั้งโลกเลย ด้วยการใช้ Reciprocal Tariff (ภาษีนำเข้า) ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นของใหม่ จีน อินเดีย และ รัสเซีย น่าจะโดนหนักสุด ภาษีตัวนี้ ทำให้การพยากรณ์ทางเศรษฐกิจเป็นไปได้ยาก เพราะไม่ใช่ปัจจัยทางสถิติแต่มาจากประธานาธิบดีเพียงคนเดียว ทิศทางเศรษฐกิจก็เซกันไปทั้งโลก ขนาดที่ว่า FED ยังต้องชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพราะกังวลจะควบคุมเงินเฟ้อไม่ได้ สุดท้ายเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปี ใกล้ปี เลือกตั้ง 2569 ปากท้องประชาชนต้องมาก่อน ทำให้ต้องลดภาษีนำเข้าหรือยกเว้นภาษีในรายการที่เป็นปัจจัย 4 เกือบทั้งหมด ก็ทำให้ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ แกว่งไปมาแบบ รถไฟเหาะ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่ว่าเทพทั้ง 7 ก็มีอันผันผวนไปด้วยในช่วงเดือนสุดท้ายของปีผลสรุปตลาดหุ้นต่างประเทศค่อนข้างไร้ทิศทาง

เรื่องที่สอง ต้องยกให้ วาทะกรรมแห่งปี มาจาก นายกรัฐมนตรี หญิง คนแรกของญี่ปุ่นที่แสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวว่า ญี่ปุ่นอาจใช้กองกำลังป้องกันตนเองหากจีนโจมตีไต้หวัน ผลลัพธ์เดือดกันไปทั้งภูมิภาคเอเชีย สั่นคลอนถึงแผนการลงทุนในภูมิภาคแถบนี้ ด้วย กระแสข่าวเหล่านี้ยิ่งทำให้กระทบไปถึงค่าเงินในภูมิภาค

ขณะที่ประเทศไทยของเรา ดูเหมือนปีที่ผ่านมาการเมืองนำมาก่อน ส่วนเศรษฐกิจเหมือนจะเว้นวรรคไป เพราะรัฐบาลเพื่อไทยแทบจะไม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเลย ประกอบกับมีเหตุการณ์คลิปเสียงการเจรจาระหว่างผู้นำไทยและฝ่ายกัมพูชา เลยเป็นที่มาของคำว่า “Uncle” งานนี้สนั่นเมืองมากสุดท้ายเรื่องราวจบที่คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ พ้นการปฎิบัติหน้าที่ และเป็นที่มาของวาทะกรรม MOU 4 เดือน ระหว่างพรรคประชาชน กับพรรคภูมิใจไทย และนำมาซึ่งทางออกของประเทศไทยจบที่เลือกตั้งกันใหม่ กุมภาพันธ์ 2569 แต่ที่ผมอยากจะพูดถึงคือการเกิดกระแสของพรรคตัวแปรที่ค่อย ๆ เข้มแข็งขึ้น ถ้าจำกันได้ พรรคหลัก ก็มีแค่ เพื่อไทย และประชาชน ส่วนภูมิใจไทยเป็นพรรคกลางพรรคเดียว แต่ในสนามการเมืองปีนี้ น่าจะเป็นศึกสามเส้า คือ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย โดยจำนวนที่นั่ง ส.ส. ของทั้งสามพรรคไม่น่าทิ้งกันไกลนัก งานนี้ผมว่าไม่มีแลนด์สไลด์ครับ

มาถึงเรื่องสถิติการลงทุนกันบ้างครับ สรุป SET Index ปิดปี -10.0% เทียบกับปีที่แล้ว และ แย่สุดใน Asia/Pacific ( Bloomberg) โดย SET index ปรับตัวลงมา 3 ปี ติดต่อกัน (ปี 2566 -15%, ปี 2567 -1% และ ปี 2568 -10%) ดัชนี MSCI Asia-Ex Japan +29% และ MSCI ASEAN +12% ตรงข้ามกับ USD/THB ที่แข็งค่าขึ้น +9.3% เทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ ปี 2025 มีมูลค่าการออกหุ้นกู้ระยะยาว 881,083 ล้านบาท ณ สิ้นเดือน ธันวาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 18,043 ล้านบาท ทำให้ยอดถือครองตราสารหนี้ของต่างชาติ ตั้งแต่ต้นปี เท่ากับ 917,959 ล้านบาท พันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ปิดปีที่ 1.13% และ รุ่น 10 ปี 1.66% ลดลงทั้งสองรุ่น โดยเฉพาะรุ่น อายุ 10 ปี ผลตอบแทนปรับตัวลงจากต้นปี เกือบ 0.65% มาที่ 1.69%

คำถามต่อมา ปี 2569 จะเป็นอย่างไร เรื่องการลงทุนแนะนำสั้นๆ ค่าเงินบาทน่าแข็งค่าจนสุดแล้ว แต่ไม่มีแนวอ่อนตัวลงอย่างรุนแรง ทองคำ สินทรัพย์ปลอดภัย ถ้าปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ และสถานะการสู้รบยุติ หรือไม่ขยายวงกว้าง ทองคำน่าจะเข้าสู่ช่วงปรับฐานลงแต่ไม่รุนแรง ด้านตลาดหุ้นไทย ยังมีความหวังแต่ไม่ใช่เพราะราคาถูกแต่จะเป็นเรื่องของทางเลือกใหม่ในการลงทุน เพราะตลาดหุ้นขนาดใหญ่จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจาก Over investment risk (การลงทุนเกินกว่า กระแสเงินสด) และ High concentration Risk (การลงทุนกระจุกตัว)

สำหรับคอลัมน์นี้ ผมขอใช้พื้นที่นี้ตอบข้อสงสัย ซึ่งผมคัดมาบางประเด็น เรื่องแรก ความสงสัยเรื่อง Loan window หรือ Repo rate ซึ่งก็คือตลาดที่ให้สถาบันการเงินเอาพันธบัตรรัฐบาลมาแลกเงินจากธนาคารกลาง เมื่อตอนสิ้นปีมีคนสงสัยว่าในอเมริกาทำไมยอดธุรกรรมตัวนี้สูงมาก คำตอบคือไม่มีอะไรแปลกประหลาดครับ ดอกเบี้ยในระบบสูงและทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าดอกเบี้ยจะลงการถือพันธบัตรไว้ดีกว่า ดังนั้น ถ้าต้องการสภาพคล่อง จำนำดีกว่าขาย ครับ อีกประเด็นคือ เรื่องงบดุล เนื่องจากงบดุลของประเทศกลุ่มยุโรปตะวันตกดูโทรมกันไปหมดเพราะสงคราม ยูเครน รัสเซีย ทำให้กังวลว่าเศรษฐกิจจะพัง ผมตอบนะครับ ตอนวิกฤติ Sub-Prime ดูหนักกว่า งานนี้ยุโรปโดยเฉพาะฝรั่งเศสคงไม่แบก ยูเครน จนวิกฤติหรอก ข่าวดีคือเงินหมด สงครามก็น่าจะใกล้เลิก “ถ้าเรารู้ว่าปัญหาคืออะไร แบบนั้นไม่ใช่วิกฤติครับ”

กลับมาที่ฟากความขัดแย้งของไทย-กัมพูชา ผมต้องขอบคุณ ทหารไทยที่ได้เสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกปักษ์ รักษาผืนแผ่นดินไทยเพื่อพวกเราทุกคน ขอบคุณครับ