สรุปตัวเลขสถิติสำคัญ ตลาดทุนไทยและตลาดทุนโลก ปี 2025

ดัชนี SET Index ของไทยให้ผลตอบแทนรวมติดลบ 10.4% โดยมีจุดสูงสุดของปีที่ 1,409 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,053 จุด ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในตลาดหุ้นไทยลดลงเหลือประมาณ 40,000 - 50,000 ล้านบาท
KEY
POINTS
- ดัชนี SET Index ของไทยให้ผลตอบแทนรวมติดลบ 10.4% โดยมีจุดสูงสุดของปีที่ 1,409 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,053 จุด
- ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในตลาดหุ้นไทยลดลงเหลือประมาณ 40,000 - 50,000 ล้านบาท
- ตลาดตราสารหนี้ไทยทำสถิติใหม่ (New High) ด้วยยอดการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 17.6 ล้านล้านบาท หรือ 93% ของ GDP
- ตลาดหุ้นเกาหลีใต้สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดในโลก โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 60% ขณะที่ตลาดหุ้นจีนให้ผลตอบแทนประมาณ 16-18%
- NVIDIA กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกที่ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แซงหน้า Apple และ Microsoft
- ราคาทองคำในตลาดโลกทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- ราคาบิทคอยน์ทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) โดยพุ่งทะลุ 100,000 ดอลลาร์ต่อ 1 BTC เป็นครั้งแรก
ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่านนะครับ ขอให้สิ่งไม่ดีผ่านพ้นไปกับปีเก่า และมีสิ่งดีดีมาในตลอดปีใหม่นี้นะครับ ในปีที่ผ่านมาหลายๆท่านที่ได้ตามข่าวเศรษฐกิจต่างๆ คงได้เห็นความตื่นเต้นตลอดปีที่ผ่านมากันแล้วใช่มั้ยครับ วันนี้ผมจะขอให้คุณปิติพงษ์ รุ่งเรืองวุฒิกุล CFP® ผู้เชี่ยวชาญในด้านการวางแผนการเงินของบริษัท Wealth Creation International Investment Advisory Security Co., Ltd. จะมาสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2025 ให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันนะครับ
“ปี 2025 ที่พึ่งผ่านพ้นไปนี้ ถือเป็นปีที่สร้างสถิติใหม่ ๆ ให้กับโลกการเงินอย่างมาก โดยภาพรวมตลอดทั้งปีเราได้เห็นทั้งจุดสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ในสินทรัพย์ทางเลือก และความซบเซาที่น่ากังวลในบางตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตลาดหุ้นไทยที่ในปี 2025 นี้ ตัวเลขผลตอบแทนรวมของดัชนี SET Index ทำได้ค่อนข้างน่าผิดหวังด้วยการติดลบไปประมาณ 10.4% ซึ่งหากเรามาไล่ดูสถิติการเคลื่อนไหวตลอดทั้งปีจะพบว่าดัชนีมีความผันผวนสูงมาก โดยจุดสูงสุดของปีขยับขึ้นไปแตะระดับ 1,409 จุด แต่ในจังหวะที่ตลาดเผชิญมรสุมดัชนีก็ได้ร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 1,053 จุดเลยทีเดียว
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยไม่สามารถไปต่อได้ ส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างกลุ่มพลังงานและกลุ่มปิโตรเคมีที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดในปีนี้ โดยกลุ่มพลังงานได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ไม่เป็นใจ ประกอบกับทิศทางความต้องการใช้พลังงานแบบดั้งเดิมที่เริ่มชะลอตัวลง กลายเป็นตัวหลักฉุดดัชนีลง ในขณะที่กลุ่มที่พอจะช่วยพยุงตลาดไว้ได้บ้างคือกลุ่มการเงินที่ยังคงรักษาการเติบโตได้ สำหรับหุ้นรายตัวที่สร้างผลตอบแทนได้ดีในปีนี้ส่วนใหญ่จึงกลายเป็นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีข่าวเฉพาะตัวหรือเกี่ยวข้องกับการส่งออกเป็นหลัก ส่วนหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติกลับถูกขายออกมาตามภาวะตลาดโลก
นอกจากราคาหุ้นแล้ว ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในตลาดหุ้นไทยปี 2025 ก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยตัวเลขเฉลี่ยต่อวันเหลือเพียงประมาณ 40,000 ถึง 50,000 ล้านบาทเท่านั้น ภาพรวมวอลุ่มที่หายไปส่วนหนึ่งเกิดจากการที่นักลงทุนโยกเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ก็ยังมีบางวันที่ตลาดกลับมาคึกคักเป็นพิเศษ โดยวันที่มีการซื้อขายมากที่สุดมักจะตรงกับช่วงที่มีการปรับน้ำหนักหุ้นในดัชนี MSCI ของกองทุนต่างชาติ และช่วงที่รัฐบาลประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ส่วนวันที่เงียบเหงาที่สุดมักจะเกิดในช่วงรอยต่อวันหยุดยาวที่นักลงทุนเลือกจะหยุดดูสถานการณ์มากกว่าจะส่งคำสั่งซื้อขาย
ในทางกลับกัน ตลาดตราสารหนี้และหุ้นกู้ของไทยในปี 2025 กลับกลายเป็นพระเอกตัวจริง โดยมียอดการจำหน่ายหุ้นกู้ภาคเอกชนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์หรือทำ New High ด้วยยอดรวมการออกหุ้นกู้ใหม่สูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท ส่งผลให้มูลค่ารวมของตลาดตราสารหนี้ไทยพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 17.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 93% ของ GDP ประเทศไทย การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้เกิดจากการที่บริษัทเอกชนหันมาออกหุ้นกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้เดิมและมีการออกหุ้นกู้ด้านความยั่งยืนหรือ ESG Bond มากขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคม
เมื่อเราหันไปมองภาพใหญ่ในตลาดทุนโลกปี 2025 จะพบว่า ประเทศที่ตลาดหุ้นสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดคือเกาหลีใต้ ซึ่งราคาหุ้นพุ่งทะยานขึ้นไปกว่า 60% จากอานิสงส์ของอุตสาหกรรมชิปประมวลผลและกระแส AI ส่วนตลาดหุ้นของประเทศขนาดใหญ่ที่ทำผลงานได้ค่อนข้างน่าผิดหวังคือจีน โดยทำผลตอบแทนได้เพียงประมาณ 16% ถึง 18% ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับความคาดหวังในการฟื้นตัว สำหรับบริษัทที่ครองตำแหน่งมูลค่าสูงสุดในโลกในปีนี้คือ NVIDIA โดยมีมูลค่าบริษัทพุ่งทะลุ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แซงหน้า Apple และ Microsoft ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งตอกย้ำว่าปี 2025 คือปีของเทคโนโลยี AI และกลุ่มชิปประมวลผลชั้นสูงอย่างแท้จริง
นอกเหนือจากหุ้นแล้ว ปี 2025 ยังเป็นปีทองของสินทรัพย์ทางเลือก โดยราคาทองคำในตลาดโลกทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงปลายปี เนื่องจากความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทั่วโลกทำให้คนหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่นเดียวกับบิทคอยน์ที่สร้างสถิติ New High โดยราคาพุ่งทะลุ 100,000 ดอลลาร์ต่อ 1 BTC ได้เป็นครั้งแรกจากการที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่เริ่มเข้ามาลงทุนอย่างจริงจัง
ในฐานะนักวางแผนการเงิน (CFP) เมื่อเรามองเห็นตัวเลขสถิติเหล่านี้แล้ว สิ่งที่ผมอยากฝากไว้สำหรับปี 2026 คือการ “จัดทัพลงทุนใหม่” หรือการทำ Rebalancing พอร์ตการลงทุนครับ จากตัวเลขที่หุ้นไทยติดลบขณะที่สินทรัพย์โลกพุ่งทะยาน อาจทำให้สัดส่วนในพอร์ตของคุณเพี้ยนไปจากแผนเดิมมาก บางคนอาจจะมีสัดส่วนทองคำหรือหุ้นเทคโนโลยีสูงเกินไปจนเสี่ยง หรือบางคนอาจจะจมอยู่กับหุ้นไทยที่ราคาต่ำจนสัดส่วนน้อยเกินไป ปีหน้าไม่ใช่ปีของการ “ซื้อแล้วถือลืม” แต่เป็นปีของการตรวจสอบว่าสินทรัพย์แต่ละอย่างยังทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่หรือไม่ การปรับสัดส่วนให้กลับมาอยู่ในจุดที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พอร์ตของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความผันผวนที่ยังมีอยู่ต่อเนื่องครับ”







