ตลาดหุ้นไทยเดือนตุลาคม 2568 ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางบวก โดย SET Index ปรับขึ้น 2.75% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า โดยการปรับตัวค่อนข้างเฉพาะกลุ่มโดยเฉพาะหุ้น DELTA ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดในรอบเดือน รวมถึงหุ้นกลุ่มธนาคารเริ่มโดดเด่นจากผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ออกมาดีกว่าคาด
DELTA แบกตลาด
การปรับตัวขึ้นของ DELTA ในเดือนนี้ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด โดยราคาหุ้นพุ่งกว่า 26.9% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า หลังบริษัทแม่ Delta Taiwan รายงานยอดขายเดือนกันยายนเติบโตโดดเด่น ประกอบกับกระแสเชิงบวกในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกจากข่าว Open AI เข้าถือหุ้น 10% ใน AMD ซึ่งส่งผลดีต่อ Sentiment กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แม้ DELTA จะถูกขึ้นบัญชี Trading Alert และ Cash Balance ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม แต่ราคาหุ้นยังแข็งแกร่งตามผลประกอบการไตรมาส 3 ที่มีกำไรสุทธิ 7.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากปีก่อน และ 61% จากไตรมาสก่อน จากแรงหนุนของสินค้ากลุ่ม Data Center ที่เติบโตโดดเด่น ขณะที่การส่งออกไทยเดือนกันยายนขยายตัว 19% สูงสุดในรอบ 42 เดือน หนุนภาพรวมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีการฟื้นตัวต่อเนื่อง
หุ้นธนาคารงบดีเกินคาด
สำหรับกลุ่มธนาคาร ผลประกอบการไตรมาส 3 ส่วนใหญ่ดีกว่าที่ตลาดประเมิน ได้แรงหนุนจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ทั้งจากค่าธรรมเนียมและกำไรจากเงินลงทุน (FVTPL) ประกอบกับการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้กลุ่มธนาคารยังคงเป็น Earning Play ที่ช่วยพยุงภาพรวมของตลาดในช่วงฤดูกาลประกาศงบฯ
ปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตามอง
ในต่างประเทศ ตลาดให้ความสนใจกับการประชุม FOMC ปลายเดือนตุลาคม ซึ่งคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% และหยุดการทำ Quantitative Tightening (QT) เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันความสัมพันธ์การค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีนเริ่มมีทิศทางคลี่คลาย หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกแผนเก็บภาษี 100% ที่เคยประกาศไว้ และเตรียมพบปะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการประชุม APEC วันที่ 30 ตุลาคม อีกทั้งนักลงทุนยังจับตาผลประกอบการของหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่สหรัฐฯ ได้แก่ Microsoft, Meta, Alphabet, Apple และ Amazon ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้นโลกและ Sentiment ของกลุ่มเทคโนโลยีในภูมิภาค
มุมมองการลงทุน
แม้การปรับขึ้นของตลาดในเดือนตุลาคมจะกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ แต่เริ่มเห็นสัญญาณบวกต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามนโยบายการเงินสหรัฐฯ และทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยหลักกำหนดทิศทางตลาดในระยะสั้น โดยในระยะสั้นแนะนำลงทุนในหุ้นที่มีแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยออกมาดี และความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่จะเริ่มมีผลในช่วงปลายปี





