วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เสริมพลังการลงทุนในยุค AI ด้วย Utilities และ Healthcare

เสริมพลังการลงทุนในยุค AI ด้วย Utilities และ Healthcare

โลกกำลังเข้าสู่ “ยุคของ AI” อย่างเต็มตัว เห็นได้จากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Google, Microsoft และ Meta ที่ต่างเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมกันกว่า 213,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินระดับเดียวกับยุคทองของกลุ่มน้ำมันและโทรคมนาคมในอดีต ขณะที่ปัจจุบันการพัฒนา AI เพื่อใช้งานไม่ได้จำกัดอยู่แค่เทคโนโลยีหรือชิปเซต แต่เริ่มกระจายเข้าสู่ทุกภาคธุรกิจ ตั้งแต่การผลิต การบริการ ไปจนถึงการแพทย์ ทำให้ “เศรษฐกิจโลกยุคใหม่” ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของข้อมูลและการประมวลผลอัจฉริยะ

รายงานจาก Globalxetfs ประเมินว่า AI จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจโลกกว่า 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI จะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2030 ซึ่งสะท้อนว่า “AI” ไม่ใช่แค่เทรนด์ระยะสั้น แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างการเติบโตของโลกการลงทุนในระยะยาว โดย 2 ธีมที่น่าสนใจที่ได้ประโยชน์สูงจาก AI ได้แก่ กลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) และกลุ่มสุขภาพ (Healthcare)

กลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities): พลังงานคือหัวใจของโลก AI

หนึ่งในกลุ่มที่มักถูกมองข้ามแต่มีศักยภาพสูง คือ กลุ่มสาธารณูปโภค(Utilities) เพราะโลกของ AI ต้องพึ่งพาพลังงานมหาศาล โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องเปิดใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ข้อมูลจาก GlobalXetfs คาดว่า ภายในปี 2030 ความต้องการใช้ไฟฟ้าในสหรัฐฯจะเพิ่มขึ้นแตะ 37 GW หรือเติบโตกว่า 50% จากปัจจุบัน และพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อน AI จะไม่ได้จำกัดแค่ในพลังงานฟอสซิล แต่รวมถึงพลังงานสะอาดและพลังงานนิวเคลียร์รุ่นใหม่(Next-gen energy) และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกในอนาคต

FactSet คาดว่าในไตรมาส 3/2025 กำไรต่อหุ้น (EPS) ของกลุ่ม Utilities จะเติบโตสูงถึง 17%YoY เป็นอันดับสองรองจากกลุ่มเทคโนโลยี(+21%) โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (Net Profit margin) ที่ 16.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา และด้วยลักษณะธุรกิจที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ทำให้กลุ่มนี้เป็นเป้าหมายของเงินลงทุนในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับลดอีกด้วย

กลุ่มสุขภาพ (Healthcare): เมื่อ AI เข้ามาช่วยชีวิตมนุษย์

อีกกลุ่มที่ได้รับแรงหนุนจากเทคโนโลยี AI อย่างชัดเจน คือ กลุ่มการดูแลสุขภาพ (Healthcare) ซึ่งนำ AI มาใช้ตั้งแต่การวินิจฉัยโรค การพัฒนายา ไปจนถึงหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด โดยเฉพาะในกระบวนการค้นคว้ายา (Drug Discovery) ที่ AI ช่วยลดต้นทุนได้กว่า 75% ช่วยลดเสี่ยงของการพัฒนายาอย่างมากและจะช่วยหนุนกำไรในอนาคต โดยในปี 2025 FDA ได้อุนมัติยาใหม่ 36 รายการ ใกล้เคียงกับปี 2024 และยารุ่นใหม่มักผลิตโดยเทคโนโลยีชีวภาพทางชีวภาพ (Biotechnology)

แม้ที่ผ่านกลุ่ม Healthcare จะเผชิญแรงกดดันจากนโยบายควบคุมราคายา ส่งผลให้ราคาหุ้นซื้อขายในระดับที่ “ถูกกว่าตลาด” โดยมีส่วนลดจากดัชนี S&P500 ถึง 15% และค่า Forward P/E เพียง 17.4 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดสหรัฐฯ ที่ 22.4 เท่า นอกจากนี้ ลักษณะของธุรกิจที่เป็น “Defensive Growth” ยังช่วยลดความผันผวนของพอร์ตในช่วงตลาดที่มีมูลค่าสูงได้ดี

นอกจากสองกลุ่มหลักนี้แล้ว ยังมีธีมการลงทุนอื่นที่น่าสนใจและเติบโตไปกับ AI อีกมาก เช่น กลุ่มดาต้าเซนเตอร์ ที่เปรียบเสมือนที่อยู่อาศัยสำหรับ Data ทั่วโลกที่กำลังขยายตัวต่อเนื่อง กลุ่มยานยนต์อัตโนมัติและหุ่นยนต์ ที่เริ่มเห็นการนำมาใช้งานจริงมากขึ้น โดยทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่สำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ไม่ได้เปลี่ยนแค่เทคโนโลยีด้าน AI แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างการทำธุรกิจทั้งระบบ ทำให้การลงทุนในธีมที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนตามกระแสแต่คือการลงทุนตามการเติบโตพร้อมกับโลกในระยะยาว