ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวขึ้นราว 1.5% ในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับสิ้นเดือนก่อนหน้า สะท้อนบรรยากาศการลงทุนที่คลายแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งด้านการค้าระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในระยะถัดไปยังคงไม่หมดไป
ผลกระทบของภาษีการค้ายังต้องจับตามอง
แรงหนุนสำคัญเกิดขึ้นจากความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างไทย–สหรัฐฯ โดยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยลงมาอยู่ที่ 19% มีผลตั้งแต่ 8 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งระดับดังกล่าวใกล้เคียงกับเวียดนาม (20%) และเท่ากับที่เก็บจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
แม้ว่าล่าสุด กระทรวงพาณิชย์รายงานว่ายอดส่งออกเดือนกรกฎาคมยังขยายตัวได้ดี 11.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับ 28,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่แนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี 2568 ยังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการชะลอตัว โดยเฉพาะคำสั่งซื้อล่วงหน้า (Front Loaded Demand) ที่เริ่มทยอยสิ้นสุดลง และภาระภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอาจกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคในสหรัฐฯ
ปิโตรเคมีมีการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป
ปิโตรเคมีเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเอเชียยังคงติดอยู่ในวัฏจักรอุปทานล้นตลาดที่ลากยาวมาหลายปี โดยเฉพาะกลุ่มโอเลฟินส์ (Ethylene, Propylene) หลังจากจีนเร่งขยายกำลังการผลิตตั้งแต่ปี 2018 จนเพิ่มขึ้นมากกว่า 50 ล้านตันต่อปี และเปลี่ยนสถานะจากผู้นำเข้าเป็น “Net Exporter” ภายในเวลาไม่ถึงทศวรรษ ส่งผลให้มาร์จิ้นของ Naphtha Cracker ถูกกดดันลงมาแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่าสิบปี และหลายไตรมาสที่ผ่านมา Integrated PE Margin ยังปรับตัวติดลบ สะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่สูงกว่าราคาขายผลิตภัณฑ์
อย่างไรก็ตาม สัญญาณเชิงบวกเริ่มปรากฎจากสองยักษ์ใหญ่ในภูมิภาค ด้านเกาหลีใต้ ได้ผลักดันให้ผู้ผลิตรายใหญ่ 10 บริษัท (เช่น LG Chem, Lotte Chemical) ให้ลดกำลังการผลิต Naphtha Cracker ลง 2.7–3.7 ล้านตันต่อปี หรือราว 25% ของกำลังการผลิตรวมทั้งประเทศ ขณะที่จีนได้ผลักดันนโยบาย “Anti-Involution” วางแผนปฏิรูปอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ผ่านการทยอยปิดโรงงานขนาดเล็กและเก่า กำหนดให้โรงงานที่มีอายุเกิน 20 ปีต้องผ่านเกณฑ์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และบังคับให้โรงงานอายุเกิน 30 ปี ต้องทยอยปิดก่อนปี 2573 ซึ่งเฉพาะโรงงาน Polyethylene (PE) ที่มีอายุเกิน 20 ปี ในจีนนั้น มีกำลังการผลิตรวมราว 5 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 13.1% ของกำลังผลิต PE ทั้งหมดของประเทศ
แม้การปรับลดกำลังการผลิตและการปฏิรูปโครงสร้างดังกล่าวจะเป็นปัจจัยบวกในเชิง Sentiment แต่เมื่อเทียบกับภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาดโลกซึ่งยังสูงกว่า 33 ล้านตันต่อปีใน PE และ 29 ล้านตันต่อปีใน PP ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังมองว่าการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมจะดำเนินไปอย่างช้า ๆ และ Spread จะไม่กลับสู่ระดับปกติจนกว่าจะหลังปี 2570
การเมืองในประเทศยังเป็นจุดเปราะบาง
ด้านการเมือง แม้ศาลมีคำสั่งยกฟ้องคดีมาตรา 112 ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แต่ความกังวลยังไม่หมดไป โดยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำพิพากษาคดีคลิปเสียงระหว่างนายกฯ แพทองธาร กับผู้นำกัมพูชา ยังรวมถึง คดีชั้น 14 ของคุณทักษิณ ในวันที่ 9 ก.ย. 2568 ซึ่งผลการตัดสินคดีดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและความสามารถในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้
มุมมองการลงทุน
แม้ SET Index จะปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แต่ความเสี่ยงจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและการเมืองในประเทศยังคงมีน้ำหนัก นักลงทุนจึงควรลงทุนด้วยความระมัดระวัง เน้นหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง มีความสามารถแข่งขัน และฐานะทางการเงินมั่นคงเพื่อรองรับความผันผวนที่ยังมีต่อเนื่อง


