background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนไทย ก.ล.ต. ทำอะไรในปี 2567

เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนไทย ก.ล.ต. ทำอะไรในปี 2567

ปี 2567 ก.ล.ต. ได้ดำเนินโครงการและมาตรการสำคัญไปแล้ว 73 โครงการ และยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องทำต่อเนื่อง รวมถึงการประเมินผลมาตรการที่ได้ทำไปแล้ว เช่น มาตรการกำกับดูแลธุรกรรม Short Selling และ Program Trading ที่ดูสถิติในเบื้องต้นพบว่า สัดส่วน Short Selling ลดลงเหลือประมาณ 5% จากประมาณ 15%

ต้องยอมรับว่า ปีที่ผ่านมาตลาดทุนไทยเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน และหลายเรื่องมีผลต่อความเชื่อมั่น ซึ่ง ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับความเชื่อมั่นและส่งเสริมให้ตลาดทุนเติบโตอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่องครับ โดยหลายอย่างมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น จึงขอนำบางโครงการด้าน Trust and Confidence ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ “แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต.” ที่ดำเนินการไปในปี 2567 มาเล่าให้ฟังกันครับ

“โครงการผู้ออกหลักทรัพย์เข้มแข็ง” โดยยกระดับการทำหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องในตลาดทุนทุกกลุ่ม ทั้งการส่งเสริมบทบาทความรับผิดชอบให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (Line of defense) เช่น กรรมการ กรรมการตรวจสอบ กรรมการอิสระ ผู้บริหารและเลขานุการ เพื่อเน้นย้ำความสำคัญในการปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ การยกระดับการกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพ (Gatekeeper) เช่น ผู้สอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริม Investor empowerment เพื่อให้ผู้ลงทุนตระหนักถึงสิทธิ หน้าที่ และสามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้ รวมทั้งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเกี่ยวกับภัยหลอกลวงลงทุน

“การยกระดับคุณภาพตราสารหนี้” ตั้งแต่การเปิดเผยข้อมูล ยกระดับหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ออกและเสนอขายตราสารหนี้ให้เข้มงวดมากขึ้นและปรับปรุงการเปิดเผยข้อมูลสำคัญเพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มประเภท Key financial ratio ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม การกำหนดแนวทางการจัดการตราสารหนี้เสี่ยง กำหนดลักษณะของผู้ออกหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายต้องติดตาม การยกระดับผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน โดยปรับปรุงแนวปฏิบัติและร่วมกับ ThaiBMA จัดทำตัวอย่างสัญญาแต่งตั้งผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และ Credit Rating Agency 

“การสร้างความเป็นธรรมในธุรกรรม Short Selling และ Program Trading และเพิ่มความโปร่งใสของธุรกรรมในตลาดทุน” ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมาตรการกำกับดูแลธุรกรรม Short Selling เป็นการเพิ่มคุณภาพหุ้น non-SET100 ที่สามารถขายชอร์ตได้ให้เป็นหุ้นขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงขึ้น และปรับปรุงเกณฑ์ซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ เพื่อจำกัดความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 และมาตรการกำกับดูแล Program Trading โดยกำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนผู้ลงทุนที่ส่งคำสั่งซื้อขายด้วยความเร็วสูง (HFT) เพื่อให้รู้ตัวตนลูกค้าและตรวจสอบได้ รวมถึงทบทวนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ผ่านการเพิ่มลักษณะคำสั่งซื้อขายที่ไม่เหมาะสมให้ครอบคลุมพฤติกรรมการซื้อขายในปัจจุบัน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการดูแลการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ให้เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น โดยการกำหนดกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band เพื่อช่วยลดความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ระหว่างวันไม่ให้ร้อนแรงเกินไป และการเพิ่มวิธีจับคู่ซื้อขายในคราวเดียว (Auction) สำหรับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายผิดไปจากสภาพปกติ และในด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ ก.ล.ต. ยังกำหนดให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ต้องทำความรู้จักระบบงานของลูกค้า ที่เป็น บล. ต่างประเทศ การปรับปรุงเกณฑ์การให้วงเงินลูกค้าให้เหมาะสมกับความเสี่ยง 

“การใช้เทคโนโลยีในการกำกับดูแล” ซึ่งมีทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีในการกำกับดูแล เพื่อยกระดับการกำกับดูแล เพิ่มความถูกต้อง แม่นยำ และเท่าทันต่อความเสี่ยง เช่น เทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการซื้อขายที่เข้าข่ายการกระทำอันไม่เป็นธรรม ระบบตรวจจับความผิดปกติที่อาจกระทบต่อคุณภาพงานสอบบัญชี และระบบเชื่อมโยงความสัมพันธ์บุคคล/นิติบุคคล รวมทั้งร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ พัฒนาระบบ Health Check เพื่อตรวจจับสัญญาณความเสี่ยงเรื่องทุจริต/การตกแต่งงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน โดยเปิดใช้มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 

“การประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย” นอกจากการใช้เทคโนโลยีในการกำกับดูแลแล้ว ก.ล.ต. ยังมีการปรับกระบวนการในด้านบังคับใช้กฎหมายให้กระชับมากขึ้น ทั้งการปรับกระบวนการทำงาน การปรับโครงสร้างองค์กรและเพิ่มบุคคลากร รวมทั้งการทำงานร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างใกล้ชิด ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น การจัดการเคสได้เร็วขึ้นประมาณ 15% จากปี 2566 ขณะเดียวกันยังคงรักษาคุณภาพการทำงานไว้ด้วย 

ในปี 2567 นอกจากงานด้าน Trust and Confidence แล้ว ในแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ยังมีงานอีก 3 ด้านที่สำคัญ ซึ่งในแต่ละด้านมีโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้วหลายอย่างเลยครับ 

ตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เช่น ดำเนินการโครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล (Digital Infrastructure : DIF) การผลักดันการแก้กฎหมายเพื่อรองรับการแปลงสินทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัล และส่งเสริมการระดมทุนผ่าน Investment token ที่หลากหลาย 

ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญสู่ความยั่งยืน เช่น จัดทำ ESG Product platform และการส่งเสริมผู้ประกอบธุรกิจผนวกปัจจัยด้าน ESG ในกระบวนการวิเคราะห์หลักทรัพย์ การให้คำแนะนำการลงทุนและการบริหารจัดการลงทุน 

ผู้ลงทุนมีศักยภาพในการสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดี เช่น ขยายขอบเขตการลงทุนของกองทุน Thai ESG การปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ ETF และการติดอาวุธความรู้ให้ผู้ลงทุนในช่วงวัยต่าง ๆ

หากนับรวมกันแล้ว เมื่อปี 2567 ก.ล.ต. ได้ดำเนินโครงการและมาตรการสำคัญไปแล้ว 73 โครงการ และยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องทำต่อเนื่อง รวมถึงการประเมินผลมาตรการที่ได้ทำไปแล้ว เช่น มาตรการกำกับดูแลธุรกรรม Short Selling และ Program Trading ที่ดูสถิติในเบื้องต้นพบว่า สัดส่วน Short Selling ลดลงเหลือประมาณ 5% จากประมาณ 15% ขณะที่การซื้อขายด้วย Program trading ลดลงเล็กน้อยในช่วงแรกที่กำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนผู้ลงทุนที่ส่งคำสั่งซื้อขายด้วยความเร็วสูง ซึ่ง ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างประเมินผลร่วมกัน เพื่อนำมาดูว่าหลังจากใช้มาตรการไปแล้ว 6 เดือน ผลเป็นไปตามที่คาดไว้หรือไม่ และยังมีจุดใดที่สามารถปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทในปัจจุบันมากยิ่งขึ้นหรือไม่ครับ

สำหรับปี 2568 ก.ล.ต. จะดำเนินการอะไรต่อไปเพื่อยกระดับ Trust and Confidence ให้เพิ่มมากขึ้น ทุกท่านสามารถรับชม “งานสัมมนาแถลงแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 2568” ซึ่งจะถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ของ “สำนักงาน กลต.” ในวันที่ 30 มกราคม 2568 เริ่มตั้งแต่ 9.30-11.45 น. ครับ

ก.ล.ต. ดูแลตลาดทุน เพื่อให้คุณมั่นใจ