หลายปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวภายใต้แรงดึงสองด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอกและในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางดอกเบี้ยโลก โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป รวมทั้งสถานการณ์เฉพาะตัวของเศรษฐกิจไทยเอง
ในมิติของนโยบายการเงินโลก การจัดการดอกเบี้ยของ Fed มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางค่าเงินในตลาดโลก หาก Fed เริ่มลดดอกเบี้ย จะเพิ่มแรงกดดันให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งอาจเอื้อต่อการแข็งค่าของเงินบาท อย่างไรก็ดี ทั้งจังหวะและความเร็วของการลดดอกเบี้ยยังขึ้นอยู่กับเงินเฟ้อและตลาดแรงงาน ทำให้ทิศทางค่าเงินในระยะสั้นยังผันผวนสูง
สำหรับ แนวคิดเรื่องการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (De-dollarization) ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีนและรัสเซีย ที่พยายามเพิ่มการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างประเทศ และกระจายการถือครองทุนสำรองออกจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตร อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังเป็นสกุลเงินที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด และมีบทบาทหลักในระบบการเงินโลก ทำให้การเปลี่ยนไปใช้สกุลเงินอื่นในระดับที่เท่าเทียมกันต้องใช้เวลาอีกมาก
ในเวลาเดียวกัน โลกกำลังอยู่ในช่วง De-globalization ซึ่งสะท้อนผ่านการตั้งกำแพงภาษี การจัดโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด หากไทยสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงได้ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนค่าเงินบาทได้ในระยะกลางยาว
นอกจากนี้ ทองคำยังถือเป็นปัจจัยเฉพาะที่ส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาทในบางช่วง เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในตลาดซื้อขายทองคำที่มีมูลค่าสูง ธุรกรรมทองคำที่เชื่อมโยงกับตลาดอัตราแลกเปลี่ยนสามารถก่อให้เกิดกระแสเงินทุนไหลเข้าออกในระยะสั้น และทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวเร็วหรือเบี่ยงจากปัจจัยพื้นฐานได้
ในประเด็นนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังพิจารณามาตรการดูแลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดเงิน ลดความผันผวนที่ไม่จำเป็น และทำให้การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทสะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ธนาคารกสิกรไทย ประเมินค่าเงินบาท ณ สิ้นปี 2026 ที่ระดับ 32.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ราคาทองคำที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงปัจจัยตามฤดูกาลของไทย เช่น ช่วงการจ่ายเงินปันผลในไตรมาสที่สองและสามของบริษัทต่างชาติที่ต้องการส่งเงินกลับบริษัทแม่ในต่างประเทศ ทำให้ต้องขายเงินบาทซื้อเงินต่างประเทศซึ่งมักกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า ขณะที่ฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้ายของปีมักเป็นช่วงที่เงินตราต่างประเทศไหลเข้าไทยจากนักท่องเที่ยว ซึ่งช่วยพยุงเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นได้
ในด้านความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่อาจต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก อาจทำให้ตลาดกลับมากังวลเรื่องระดับหนี้สาธารณะ และนำไปสู่ความเสี่ยงในการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินบาทในระยะถัดไป
ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปัจจัยกำหนดทิศทางค่าเงินบาทยังมีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยผู้ที่รับความผันผวนได้น้อยควรเน้นการลงทุนในประเทศ หรือเลือกกองทุนต่างประเทศที่มีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ขณะที่นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง อาจลงทุนต่างประเทศแบบไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินในช่วงที่เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า เพื่อเปิดโอกาสรับผลตอบแทนจากทั้งสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับนักลงทุนระยะยาว ค่าเงินควรถูกมองเป็นปัจจัยประกอบมากกว่าปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุน โดยควรให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนไปยังหลายภูมิภาคและหลายสกุลเงิน เพื่อให้พอร์ตสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะบางประเทศหรือบางช่วงเวลาได้ดีขึ้น การมีรายได้หรือผลตอบแทนจากหลายสกุลเงินในพอร์ต ยังช่วยลดการพึ่งพาทิศทางค่าเงินบาทเพียงด้านเดียว ขณะเดียวกัน นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรค่าเงินระยะสั้น หากไม่มีเครื่องมือหรือวินัยในการบริหารความเสี่ยงที่เพียงพอ





