ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกต้องเผชิญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจยังไม่สม่ำเสมอ อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์กับนโยบายรัฐยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนแก่ตลาดทุนทั่วโลก ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ กองทุนผสมเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับนักลงทุนในยุคที่ความไม่แน่นอนสูง เพราะช่วยกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย เช่น หุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ และสินทรัพย์ทางเลือก พร้อมกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยง ทำให้ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งและสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้น อีกทั้งยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนตราสารหนี้แบบดั้งเดิม
กองทุนผสมมีหลายรูปแบบเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่มีความเสี่ยงและเป้าหมายต่างกัน อาจแบ่งได้เป็นกลุ่มประเภทดังนี้
กองทุนผสมตามระดับความเสี่ยง
กองทุนแบบอนุรักษ์นิยม (Conservative Funds) เป็นกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อเน้นการรักษาเงินต้นและมีความผันผวนของพอร์ตการลงทุนต่ำ โดยจะลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก ในขณะที่สัดส่วนการลงทุนในหุ้นจะมีเพียงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีเป้าหมายรักษามูลค่าเงินลงทุน ต้องการความมั่นคง และยอมรับผลตอบแทนที่ไม่สูงมาก แต่มีความเสี่ยงต่ำ กองทุนแบบสมดุล (Balanced Funds) เป็นกองทุนที่ผสมการลงทุนระหว่างหุ้นและตราสารหนี้ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อสร้างการเติบโตในระดับปานกลางพร้อมควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในกรอบที่รับได้ โดยหุ้นช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ขณะที่ตราสารหนี้ช่วยลดความผันผวนและรักษาเสถียรภาพของพอร์ต กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนมากกว่ากองทุนตราสารหนี้ แต่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงสูงเหมือนการลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว กองทุนเชิงรุก (Aggressive Funds) เป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ทางเลือกในสัดส่วนที่สูง เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนมากกว่ากองทุนประเภทอื่น โดยมุ่งเน้นการเติบโตของมูลค่าในระยะยาว แม้จะมีความผันผวนสูงและความเสี่ยงมากกว่า แต่ก็เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีระยะเวลาลงทุนยาวและสามารถรับความเสี่ยงได้สูง รวมถึงผู้ที่ต้องการผลตอบแทนที่โดดเด่นในระยะยาวและเข้าใจว่าผลตอบแทนอาจมีความผันผวนในช่วงสั้นเพื่อแลกกับโอกาสเติบโตที่มากกว่า
กองทุนผสมตามวัตถุประสงค์
· เน้นรายได้: มุ่งสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอจากสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยหรือเงินปันผล เช่น พันธบัตร หุ้นปันผล REITs และตราสารเครดิตคุณภาพ โดยกองทุนประเภทนี้มักใช้กลยุทธ์เสริมเพื่อบริหารความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ย เช่น การเลือกตราสารที่มีอายุสั้น (Short Duration) เพื่อลดความผันผวนเมื่อดอกเบี้ยปรับขึ้น หรือการใช้ กลยุทธ์ Covered Call เพื่อเพิ่มรายได้จากค่าใช้จ่ายสิทธิซื้อขายในตลาดหุ้น ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนในรูปกระแสรายรับที่มั่นคง พร้อมลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดตราสารหนี้และหุ้นในระยะสั้น
· เน้นผลตอบแทนรวม (Total return): การบริหารพอร์ตที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างรายได้จากดอกผลหรือเงินปันผล และการเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนรวมที่เหมาะสมในระยะยาว โดยกองทุนประเภทนี้มักมีความยืดหยุ่นสูงในการปรับสัดส่วนสินทรัพย์ตามสภาวะตลาด เช่น เพิ่มหุ้นเมื่อแนวโน้มเศรษฐกิจเป็นบวก หรือเพิ่มตราสารหนี้และสินทรัพย์ปลอดภัยเมื่อความเสี่ยงสูง
· เน้นรักษาเงินต้น/ความผันผวนต่ำ: การจัดพอร์ตที่มุ่งลดความเสี่ยงขาลงและรักษามูลค่าเงินลงทุน โดยเน้นลงทุนใน พันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีคุณภาพสูง ซึ่งมีความมั่นคงและสภาพคล่องดี รวมถึงการถือ เงินสด เพื่อเสริมความปลอดภัย และเพิ่มสัดส่วนใน หุ้นเชิงรับ (Defensive Stocks) ที่มีความผันผวนต่ำและรายได้สม่ำเสมอ
· Risk‑parity/Risk‑budgeted: เป็นแนวทางที่จัดสรรพอร์ตตามสัดส่วนความเสี่ยงของแต่ละสินทรัพย์ ไม่ใช่ตามจำนวนเงินลงทุน โดยมีเป้าหมายให้แต่ละสินทรัพย์มีส่วนร่วมต่อความเสี่ยงรวมของพอร์ตอย่างสมดุล ซึ่งต่างจากการจัดสรรแบบดั้งเดิมที่เน้นตามมูลค่าเงินทุน กลยุทธ์นี้มักใช้ Leverage ในฝั่งพันธบัตร เพื่อเพิ่มน้ำหนักความเสี่ยงให้ใกล้เคียงกับหุ้น เนื่องจากพันธบัตรมีความผันผวนต่ำกว่า วิธีนี้ช่วยให้พอร์ตมีการกระจายความเสี่ยงที่แท้จริงและลดการพึ่งพาสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป
· Absolute return/หลายกลยุทธ์: เป็นแนวทางที่มุ่งสร้างผลตอบแทนบวกอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ยึดติดกับดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ผ่านการผสมผสานกลยุทธ์หลากหลายที่มีลักษณะคล้ายกองทุนเฮดจ์ เช่น Long/Short (ซื้อสินทรัพย์ที่คาดว่าจะขึ้นและขายสินทรัพย์ที่คาดว่าจะลง), Macro (ลงทุนตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงิน), และ Relative Value (หาความแตกต่างของราคาในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องเพื่อทำกำไร) จุดเด่นคือการลดความสัมพันธ์กับตลาดโดยรวม ทำให้พอร์ตมีความยืดหยุ่นและสามารถสร้างผลตอบแทนแม้ในสภาวะตลาดผันผวน เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาทิศทางตลาดเพียงอย่างเดียว
โดยสรุป กองทุนผสมเป็นทางเลือกที่ช่วยให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน โดยไม่ต้องจัดการการลงทุนหลายประเภทด้วยตนเอง สำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและการเติบโต กองทุนผสมถือเป็นทางออกที่เหมาะสมและได้รับการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ ทั้งนี้ นักลงทุนควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ากองทุนมีสัดส่วนหุ้นและตราสารหนี้ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้





