“2026 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน: เมื่อโลกไม่ยอมให้ดอลลาร์กำหนดชะตาเพียงผู้เดียว”

“2026 ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน: เมื่อโลกไม่ยอมให้ดอลลาร์กำหนดชะตาเพียงผู้เดียว”

วิกฤตการณ์ในเวเนซุเอลาเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงทั่วโลก เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้สกุลเงินเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ กระตุ้นให้หลายประเทศหาทางลดการพึ่งพา กลุ่มประเทศ BRICS+ และตลาดเกิดใหม่มองว่าดอลลาร์ไม่ใช่สินทรัพย์ที่เป็นกลางอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สามารถ "ปิดสวิตช์" การเข้าถึงระบบการเงินโลกได้ ทำให้การถือครองดอลลาร์เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ

KEY

POINTS

  • วิกฤตการณ์ในเวเนซุเอลาเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงทั่วโลก เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้สกุลเงินเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ กระตุ้นให้หลายประเทศหาทางลดการพึ่งพา
  • กลุ่มประเทศ BRICS+ และตลาดเกิดใหม่มองว่าดอลลาร์ไม่ใช่สินทรัพย์ที่เป็นกลางอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สามารถ "ปิดสวิตช์" การเข้าถึงระบบการเงินโลกได้ ทำให้การถือครองดอลลาร์เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ
  • โลกกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินทางเลือก เช่น ระบบ mBridge และ BRICS Pay เพื่อข้ามผ่านระบบของสหรัฐฯ และเพิ่มการใช้สกุลเงินอื่นในการค้า โดยเฉพาะการค้าน้ำมัน
  • สกุลเงินอื่น ๆ เช่น ยูโร และหยวนของจีน กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยหยวนกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการเป็นทางเลือกให้แก่ประเทศที่ถูกคว่ำบาตร
  • ธนาคารกลางทั่วโลกหันมาสะสมทองคำเป็นประวัติการณ์ในฐานะ "สินทรัพย์ปลอดภัย" ที่แท้จริง เนื่องจากไม่สามารถถูกอายัดหรือแทรกแซงโดยรัฐบาลต่างชาติได้ ซึ่งสะท้อนการสูญเสียความเชื่อมั่นในเงินกระดาษ
  • แนวโน้มสู่โลกการเงินหลายขั้ว (multi-polar) ดูเหมือนจะย้อนกลับไม่ได้แล้ว แม้ดอลลาร์จะยังคงเป็นสกุลเงินหลัก แต่ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงเพื่อไม่ให้ชะตากรรมของตนถูกกำหนดโดยผู้อื่น

วิกฤติเวเนซุเอลาอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเงินโลก เมื่อสหรัฐฯใช้ดอลลาร์เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่มันกลับกลายเป็นการกระตุ้นให้โลกสร้างระบบคู่ขนานขึ้นมา

ในสัปดาห์แรกของปี 2026 ระเบียบการเงินโลกกำลังเผชิญกับการทดสอบครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ความตกลงเบรตตันวูดส์ในปี 1944 เหตุการณ์ความขัดแย้งและการแทรกแซงในเวเนซุเอลาได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดโลก แต่ผลกระทบที่ลึกซึ้งที่สุดไม่ได้วัดกันที่จำนวนถังน้ำมันหรือการเคลื่อนกำลังพล ทว่าวัดกันที่ความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐ (USD) ในฐานะสกุลเงินสำรองหลักของโลกที่กำลังถูกกัดกร่อนลงอย่างต่อเนื่อง

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ระบบ “ปิโตรดอลลาร์” (Petro-dollar) ทำให้เงินกรีนแบ็คกลายเป็นสื่อกลางที่ขาดไม่ได้ในการค้าพลังงานทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินอย่างรุนแรงและการอายัดทรัพย์สินของรัฐบาลเวเนซุเอลา ได้บีบให้ธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบันทั่วโลกต้องประเมินยุทธศาสตร์ใหม่ทั้งหมด

เวเนซุเอลาในฐานะตัวเร่งปฏิกิริยา: เมื่อดอลลาร์กลายเป็นอาวุธ

สถานการณ์ในเวเนซุเอลากลายเป็นจุดชนวนสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อ “ลดบทบาทเงินดอลลาร์” (De-dollarization) การที่สหรัฐฯพยายามควบคุมรายได้จากการขายน้ำมันของเวเนซุเอลา เพื่อนำไปชดเชยให้แก่บริษัทสหรัฐฯ ที่เคยถูกยึดทรัพย์ในอดีต ได้สร้างความกังวลเรื่อง “อำนาจทางการเงินที่ล้นขอบเขต” (Monetary Extraterritoriality)

สำหรับหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม BRICS+ (บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน, แอฟริกาใต้ และสมาชิกใหม่) เงินดอลลาร์ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงสื่อกลางที่เป็นกลางอีกต่อไป แต่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง เมื่อสหรัฐฯ สามารถ “ปิดสวิตช์” การเข้าถึงระบบการเงินโลกหรืออายัดทรัพยากรผ่านเครือข่าย SWIFT ได้ ความเสี่ยงในการถือครองสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์ เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จึงกลายเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติมากกว่าแค่กลยุทธ์ทางการเงิน

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นระดับโลก

ความเสี่ยงของอธิปไตย: ธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่เริ่มตั้งคำถามถึงสถานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ของดอลลาร์ หากทุนสำรองสามารถถูกระงับได้จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทุนสำรองนั้นก็ไม่ใช่ “ทุนสำรอง” ที่แท้จริงอีกต่อไป

โครงสร้างพื้นฐานทางเลือก: วิกฤติเวเนซุเอลาได้เร่งการพัฒนาโครงการ mBridge (ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกที่กำลังลองใช้อยู่) และ BRICS Pay ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อข้ามผ่านระบบธนาคารของสหรัฐฯ

การกระจายความเสี่ยงในการค้า: ในปี 2025 เกือบ 20% ของการค้าน้ำมันทั่วโลกถูกชำระด้วยสกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่ดอลลาร์ และคาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นในปีนี้

การตอบโต้ของสหรัฐฯ: มาตรการที่รุนแรงหรือการทูตที่นุ่มนวล?

รัฐบาลวอชิงตันกำลังเผชิญกับทางเลือกสองทางในการปกป้องอำนาจสูงสุดของดอลลาร์

1. เส้นทางที่แข็งกร้าว: ภาษีและการลงโทษ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณพร้อมใช้มาตรการทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรงเพื่อยับยั้งการเลิกใช้ดอลลาร์ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขู่ว่าจะตั้งภาษีศุลกากรสูงถึง 100% ต่อประเทศใดก็ตามที่พยายามตีตัวออกห่างจากดอลลาร์ในการค้าต่างประเทศ กลยุทธ์นี้มุ่งหมายที่จะทำให้ “ต้นทุน” ของการเลิกใช้ดอลลาร์สูงกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับจากอธิปไตยทางการเงิน

2. เส้นทางทางการทูต: เสถียรภาพและสภาพคล่อง ในทางกลับกัน นักวิเคราะห์บางส่วนเสนอว่าควรใช้การทูตเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น เช่น การยืนยันหลักนิติธรรมในการจัดการทรัพย์สินต่างชาติ และการขยายวงเงิน Currency Swap Lines เพื่อให้พันธมิตรเข้าถึงสภาพคล่องดอลลาร์ได้ง่ายขึ้น เพื่อรักษาให้ดอลลาร์ยังคงเป็นสกุลเงินที่มีประโยชน์และมีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก

ผู้ท้าชิง: สกุลเงินใดจะมีโอกาสในปีนี้?

คำถามในปี 2026 ไม่ใช่ว่าดอลลาร์จะถูกแทนที่โดยสิ้นเชิงหรือไม่ เพราะดอลลาร์ยังคงครองสัดส่วนธุรกรรมเงินตราต่างประเทศเกือบ 90% แต่คำถามคือใครจะมาแย่งชิงส่วนแบ่งที่กำลังลดลงนี้ไป

เงินยูโร (EUR): ยังคงเป็นทางเลือกหลักแม้จะมีปัญหาเชิงโครงสร้างภายในยุโรป แต่ยูโรมีสภาพคล่องมากพอที่จะเป็นอันดับสองรองจากดอลลาร์ โดยมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในปีนี้

เงินหยวนของจีน (CNY): แม้จะมีสัดส่วนในทุนสำรองโลกไม่มาก (ราว 2-3%) แต่บทบาทในการชำระค่าสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จีนนำเสนอระบบ CIPS เพื่อเป็นทางออกให้กับประเทศที่ถูกคว่ำบาตร ทำให้หยวนกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากวิกฤติเวเนซุเอลา

สกุลเงิน BRICS : ยังคงมีความพยายามในการสร้างสกุลเงินร่วมที่มีทองคำหนุนหลัง แม้จะยังไม่เกิดเป็นรูปธรรมในปีนี้ แต่การหันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (เช่น เรียล, รูปี) ในการค้าทวิภาคีก็เป็นการกัดเซาะส่วนแบ่งของดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง

การแห่ซื้อทองคำปี 2026: ปราการด่านสุดท้าย

ทองคำกลายเป็นคำตอบเมื่อโลกเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในธนบัตรกระดาษ โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา ความต้องการทองคำพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และปี 2026 นี้ก็ยังคงมีแนวโน้มเช่นนั้น

ธนาคารกลางในจีน อินเดีย และตุรกี กลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ โดยมองว่าทองคำคือ “ประกันภัย” เนื่องจากทองคำไม่มีความเสี่ยงด้านคู่สัญญา (Counterparty Risk) และไม่สามารถถูกสั่งระงับหรือยกเลิกโดยรัฐบาลต่างชาติได้ นอกจากนี้ กฎระเบียบ Basel III ยังจัดให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ระดับ 1 (Tier 1 Asset) ทำให้ทองคำมีความดึงดูดใจเท่ากับเงินสดในงบดุลของธนาคาร

ในปี 2025 ราคาทองคำได้ทำลายสถิติทะลุ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในปี 2026 ราคาอาจพุ่งเป้าไปที่ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น

ไม่ว่าวอชิงตันจะใช้ไม้นวมหรือไม้ตายในการตอบโต้ แนวโน้มไปสู่โลกการเงินหลายขั้วดูเหมือนจะย้อนกลับไม่ได้แล้ว ในปี 2026 เงินดอลลาร์อาจยังคงเป็น “ราชา” แต่เป็นราชาที่เหล่าบริวารเริ่มมองหาทางหนีทีไล่ กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนและนานาชาติในปีนี้จึงชัดเจนยิ่งขึ้น: “ต้องกระจายความเสี่ยง มิฉะนั้นจะถูกกำหนดชะตาโดยผู้อื่น”