วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ระบบอัตโนมัติ ธีมการลงทุนที่ไม่ควรมองข้าม

ระบบอัตโนมัติ ธีมการลงทุนที่ไม่ควรมองข้าม

ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะหลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้า ทั้งในรูปแบบภาษีเฉพาะสินค้าและมาตรการตอบโต้ ผลกระทบดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อการส่งออก-นำเข้า แต่ยังส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตทั่วโลกอีกด้วย ที่จริงแล้วประเด็น เรื่องห่วงโซ่อุปทานเริ่มชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งทำให้หลายบริษัทในภาคอุตสาหกรรมเริ่มพิจารณาย้ายฐาน การผลิตกลับมาในประเทศ หรืออย่างน้อยก็ภายในภูมิภาคเดียวกัน เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการพึ่งพาสินค้าวัตถุดิบใน การผลิตจากประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมการผลิตแบบดั้งเดิม สู่ระบบอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industry) กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการลงทุนในระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามา มีบทบาทสำคัญ

การลงทุนในระบบอัตโนมัติทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มูลค่าตลาดระบบอัตโนมัติทั่วโลก อยู่ที่ประมาณ 214,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะเติบโตสู่ระดับ 395,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2572 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) ที่ ประมาณ 10.4% ต่อปี อ้างอิงจากรายงานของ Fortune Business Insights ซึ่งการนำระบบอัตโนมัติไปใช้ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ เครื่องจักรในกระบวนการผลิตและการดำเนินงาน โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความรวดเร็ว เพิ่มความแม่นยำ ลดค่าใช้จ่าย ที่ไม่จำเป็น รวมทั้งช่วยลดต้นทุนแรงงาน ในปัจจุบันมีการใช้งานระบบอัตโนมัติในหลากหลายรูปแบบ เช่น หุ่นยนต์ สายพานการผลิต รถขนส่งอัตโนมัติ (AGV) ในภาคอุตสาหกรรม งานด้านไอทีเพื่อการประมวลผลข้อมูลและตัดสินใจ ปัญญาประดิษฐ์ (AI Automation) เพื่อช่วยในการเรียนรู้และการให้ข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจ

การลงทุนในระบบอัตโนัติกำลังขยายตัวในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ เช่น ธุรกิจการเงิน โลจิสติกส์ และการดูแลสุขภาพ แนวโน้มนี้ไม่เพียงกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจที่พัฒนาและให้บริการด้านระบบอัตโนมัติเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติมีบทบาทสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะ บริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ ซอฟต์แวร์ AI เซ็นเซอร์อัจฉริยะ รวมถึงบริษัทที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เช่น IoT และ Cloud Infrastructure ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบอัตโนมัติในยุคใหม่

การเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคธุรกิจเหล่านี้ จึงกลายเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก โดยมองว่าเป็นโอกาสในการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว นักลงทุนจำนวนมากจึงเริ่มวางกลยุทธ์การลงทุนโดยเน้นธีม “Automation & AI” ในพอร์ตการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะยาว และเป็นการกระจายความเสี่ยงการลงทุนจากอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างโอกาสสำคัญให้แก่นักลงทุน

ในการเข้าถึงสินทรัพย์ลงทุนที่หลากหลาย ได้แก่:

๐ การลงทุนในตลาดหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ เป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากบริษัทในกลุ่มนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงจากกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยีทดแทนแรงงานคนในภาคอุตสาหกรรมและบริการเช่น ผู้ผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ระบบ AI และ Machine Learning 

๐ การลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัทเทคโนโลยี ที่มีโอกาสเติบโตสูง แต่มีความเสี่ยงจำกัดกว่าการลงทุนในหุ้น เช่น หุ้นกู้ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หุ้นกู้ของบริษัทเทคโนโลยีดาวรุ่งที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่ยอมรับว่าลงทุนได้ 

๐ สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับระบบอัตโนมัติ เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนในคลังสินค้าอัจฉริยา ศูนย์กระจายสินค้าอัตโนมัติ เป็นต้น และกองทุนโครงสร้างพื้นฐษน ที่ลงทุนในระบบสื่อสารข้อมูล เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) เป็นต้น

๐ กองทุนรวมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และ ETF ที่เน้นลงทุนในธีม “Automation & Robotics” ซึ่งเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

โครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว โดย “ระบบอัตโนมัติ” กลายเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม สำหรับนักลงทุนนี่คือโอกาสในการเข้าถึงเมกะเทรนด์ระดับโลกผ่านสินทรัพย์ลงทุนที่หลากหลาย ทั้งตลาดหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยี หรือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนระบบอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันด้านนวัตกรรม กฎหมายด้านความปลอดภัยไซเบอร์ หรือการกำกับดูแล AI จากภาครัฐ ดังนั้น การวางกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม เช่น การกระจายความเสี่ยง (diversified portfolio) และการติดตามแนวโน้มเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต