Biodiversity Credit กลไกเครดิตเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ

Biodiversity Credit ช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งเดิมพึ่งพาเพียงงบประมาณจากภาครัฐหรือเงินบริจาคเป็นหลัก

KEY

POINTS

  • Biodiversity Credit คือกลไกทางการเงินและใบรับรองที่สะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพจากการฟื้นฟู, ลดการสูญเสีย และคงสภาพระบบนิเวศ ซึ่งธุรกิจสามารถซื้อเพื่อชดเชยผลกระทบที่สร้างขึ้นได้ คล้ายกับ Carbon Credit
  • กลไกนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับวิกฤตการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั่วโลก และเป็นอีกมิติของความยั่งยืนที่สำคัญนอกเหนือจากปัญหาโลกร้อน
  • Biodiversity Credit ช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งเดิมพึ่งพาเพียงงบประมาณจากภาครัฐหรือเงินบริจาคเป็นหลัก
  • ความท้าทายสำคัญคือการกล่าวอ้างเกินจริง (Greenwashing) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบและรับรองที่น่าเชื่อถือ ทั้งในด้านมาตรฐานการวัดผล การติดตามผลระยะยาว และการเปิดเผยข้อมูล
  • ภาคธุรกิจสามารถเริ่มต้นลดผลกระทบต่อธรรมชาติได้ทันทีด้วยแนวทาง "ACT-D" คือ ประเมินผลกระทบ (Assess), ตั้งเป้าหมาย (Commit), ปรับเปลี่ยนธุรกิจ (Transform) และเปิดเผยข้อมูล (Disclose)

สวัสดีครับ

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า ประเทศไทยยังคงเร่งเครื่องเต็มกำลังในการต่อสู้กับภาวะโลกเดือดครับ ล่าสุด นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศนโยบายผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยการตั้งเป้าให้ไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เร็วขึ้น 15 ปี จากเดิมในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) เป็นภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) ซึ่งการ “เปลี่ยนเกียร์” ประกาศเป้าหมายให้เร็วขึ้นในครั้งนี้นับเป็นการยกระดับความพยายามของประเทศครั้งใหญ่ทีเดียว

ในมิติเรื่องโลกร้อน ถือว่าประเทศไทยมีทิศทางที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว แต่หากเราพูดถึงเรื่องความยั่งยืน ยังมีมิติที่ถูกกล่าวถึงน้อยกว่า แม้ว่ามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน นั่นคือความหลากหลายทางชีวภาพ ในปัจจุบัน แนวคิดที่มีความน่าสนใจและกำลังได้รับการพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ คือ “กลไกเครดิตด้านความหลากหลายทางชีวภาพ” หรือ “Biodiversity Credit” ซึ่งเป็นกลไกทางการเงินที่มีศักยภาพในการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนผ่านการรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติทั้งพืชและสัตว์ให้กับหน่วยงานระดับองค์กรและระดับประเทศ

หากจะมองให้เห็นภาพชัดขึ้น ท่านอาจจะลองเทียบเคียงกับสิ่งที่คุ้นเคยอยู่แล้วคือ Carbon Credit ซึ่งเป็นใบรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่โครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมใดๆ สามารถลดหรือกักเก็บได้ เมื่อได้รับการรับรอง จะสามารถนำไปซื้อขายในตลาดได้ ขณะที่ Biodiversity Credit คือใบรับรองที่สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์เชิงบวกด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่เกิดขึ้นจากการกระทำต่อธรรมชาติที่ต้องสามารถ “ฟื้นฟู (Uplift) ลดการสูญเสีย (Avoided Loss) และคงสภาพ (Maintenance)” ระบบนิเวศนั้นไว้ได้ ธุรกิจสามารถซื้อ Biodiversity Credit เพื่อชดเชยผลกระทบที่ตนสร้างขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งนับเป็นแนวทางที่น่าสนใจที่อาจลดภัยคุกคามต่อความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์จากวิกฤตความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ณ ปัจจุบัน อัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่น่ากังวล โดยข้อมูลจากแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติของไทยระบุว่า สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบนบก ในน้ำจืด และในทะเลทั่วโลก มีอัตราการสูญพันธุ์อยู่ที่ร้อยละ 42, 34 และ 25 ตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2513 - พ.ศ. 2557 พบว่าจำนวนประชากรของสัตว์มีกระดูกสันหลังทั่วโลกลดลงถึงร้อยละ 60 ก่อนหน้านี้ เคยมีการประเมินไว้ว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 ทั่วโลกต้องเร่งระดมทุนให้ได้อย่างน้อย 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีเพื่อให้เพียงพอต่อการดูแลและรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

สำหรับประเทศไทย ภาครัฐได้ตระหนักถึงภัยคุกคามต่อความหลากหลายในแง่พันธุ์พืชและสัตว์ดังกล่าวและได้เร่งการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ พ.ศ. 2566 - พ.ศ. 2570 (National Biodiversity Action Plan 2023-2027) อันประกอบด้วยยุทธศาสตร์หลัก 3 ประการ ได้แก่ 1. อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ 2. ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม และ 3. บูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับการพัฒนาทุกระดับ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายระดับชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ พ.ศ. 2573

ในมุมเอกชน การมีกลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพถือเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญ หากภาคธุรกิจเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพ และเข้าใจการใช้กลไก Biodiversity Credit เชื่อได้ว่าโครงการด้านการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพจะเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติที่เดิมพึ่งพาเพียงงบประมาณจากภาครัฐหรือเงินบริจาค เมื่อผนวกความเชี่ยวชาญของภาคเอกชนกับความเข้าใจในพื้นที่ของคนในท้องถิ่นผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ การปลูกป่าเพื่อฟื้นฟู การป้องกันไฟป่า และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โอกาสในการสร้างความสำเร็จของโครงการเพื่อสร้าง Carbon Credit ย่อมเพิ่มสูงขึ้นครับ

อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมเชิงบวกจะชัดเจน แต่หนึ่งในความท้าทายที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่อง “การกล่าวอ้างเกินจริง” หรือ “Greenwashing” ซึ่งหมายถึงบริษัทอาจเลือกใช้ Biodiversity Credit นี้เป็นเพียง “เครื่องมือ” เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมี ระบบตรวจสอบและรับรองความน่าเชื่อถือของ Biodiversity Credit อย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของมาตรฐานการวัดผล การติดตามผลระยะยาว และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการเงินควรมีบทบาทในการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้เครดิตเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่กลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์

แนวคิดนี้แม้จะฟังดูใหม่ แต่ภาคธุรกิจสามารถเริ่มลดผลกระทบต่อธรรมชาติได้ทันทีจากการใช้แนวทางที่จำได้ง่ายๆ ว่า “ACT-D” นั่นคือ ประเมิน (Assess) ผลกระทบธุรกิจที่มีต่อธรรมชาติ มีเป้าหมาย (Commit) ในการลดผลกระทบดังกล่าว ปรับเปลี่ยน (Transform) แนวทางในการดำเนินธุรกิจเพื่อส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างแท้จริงกับสิ่งแวดล้อม และเปิดเผย (Disclose) ข้อมูลให้ผู้มีส่วนได้เสียได้รับทราบอย่างโปร่งใส เพื่อให้ Biodiversity Credit เป็นเครื่องมือเสริมในการช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้าบนเส้นทางของความยั่งยืนในทุกมิติครับ