background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

10 เรื่องลงทุนต้องรู้ ฉบับปี 2024

10 เรื่องลงทุนต้องรู้ ฉบับปี 2024

เกือบครึ่งเดือนภาพรวมหุ้นโลกผ่านดัชนี MSCI All Country World ยังผันผวนในกรอบแคบ ซึ่ง 10 เรื่องลงทุนต้องรู้ ฉบับปี 2024 ทีนักลงทุนควรรู้

ก้าวเข้าสู่ปี 2024 มาเกือบครึ่งเดือนแล้ว มองภาพรวมหุ้นโลกผ่านดัชนี MSCI All Country World ยังผันผวนในกรอบแคบ ส่วนหนึ่งมาจากการขายทำกำไรหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ 7 นางฟ้าที่ราคาพุ่งขึ้นแรงในปีที่แล้ว ด้านตลาดหุ้นจีนยังปรับลงต่อหลังสถาบันเงินที่ไม่ใช่ธนาคารแห่งหนึ่งยื่นล้มละลาย แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังประเมินว่าจะไม่ลามเป็นความเสี่ยงในระบบการเงิน

10 เรื่องลงทุนต้องรู้ในปี 2024 คือ

1. เศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้ในอัตราที่ชะลอลงและมีโอกาสน้อยที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย สนับสนุนจากสหรัฐฯ ที่การบริโภคภาคครัวเรือนยังแข็งแกร่ง ค่าแรงเพิ่มขึ้น ภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัวตามการค้าโลก และที่สำคัญคือแรงฉุดจากนโยบายการเงินที่เคยเข้มงวดมากจะลดลง สอดคล้องกับทิศทางของธนาคารกลางทั่วโลกที่ได้สิ้นสุดการขึ้นดอกเบี้ยและส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังมีความท้าทาย ต้องอาศัยมาตรการกระตุ้นทั้งด้านการเงินและการคลังให้มากเพียงพอที่จะเรียกความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ภาคธุรกิจ รวมทั้งนักลงทุน กลับคืนมาให้ได้

2. เงินเฟ้อในสหรัฐฯ และยุโรป จะลดลง จากทั้งราคาสินค้าและบริการที่ลดลง อย่างไรก็ตามราคาพลังงานจะเป็นความเสี่ยงที่อาจผลักให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นจนกระทบการผลิตหรือการขนส่งน้ำมัน

3. นโยบายการเงินกลับทิศ ธนาคารกลางสหรัฐฯ และยุโรป หยุดขึ้นดอกเบี้ยแล้วและคาดว่าจะลดดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2024 แต่อัตราการดอกเบี้ยจะไม่ลดลงไปต่ำเท่าระดับก่อนโควิด ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจจะขึ้นดอกเบี้ยและนำเศรษฐกิจออกจากยุคดอกเบี้ยติดลบในช่วงไตรมาส 2 ส่วนจีนจะยังดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อหนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

4. ปีแห่งการเลือกตั้ง ปีนี้จะมีการเลือกตั้งใน 76 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุม 50% ของประชากรโลก และ 60% ของขนาดเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ จุดสนใจของโลกคือการเลือกตั้งไต้หวันในช่วงต้นปีและการเลือกตั้งสหรัฐฯ ช่วงปลายปี

5. การเลือกหุ้นมีความสำคัญมากโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากราคาหุ้นเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก จึงควรเน้นหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ต้านทานกับระดับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้ และยังมีมูลค่า (Valuation) ที่สมเหตุสมผลกับการเติบโตของกำไรในอนาคต

6. หุ้นตลาดเกิดใหม่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี จาก (1) แนวโน้มการลดลงของดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ที่จะทำให้ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าและหนุนเม็ดเงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ (2) นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย (3) หากเศรษฐกิจจีนพลิกกลับมาฟื้นตัวได้ ก็จะหนุนเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะในเอเชีย และ (4) กระแสการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนจะสร้างเม็ดเงินลงทุนมหาศาล โดยเฉพาะเวียดนามและอินเดีย

7. พันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนสูง หลังจากที่ธนาคารกลางทั่วโลกขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรงตั้งแต่ปี 2022 ทำให้ยีลด์หรือผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต นอกจากนี้ พันธบัตรอายุยาวยังมีโอกาสได้กำไรจากส่วนต่างราคาหากดอกเบี้ยตลาดปรับลดลงในอนาคตด้วย

8. เน้นลงทุนหุ้นกู้คุณภาพดี ภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและระดับดอกเบี้ยที่สูงกว่าช่วงก่อนโควิดส่งผลกระทบต่อผลดำเนินงานของบริษัทเอกชนและอาจมีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้หุ้นกู้ของบริษัทที่ฐานะการเงินอ่อนแอ จึงควรเลือกหุ้นกู้ของบริษัทที่กระแสเงินสดดีและฐานะการเงินแข็งแกร่งเท่านั้น

9. สินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวผันผวนตลอดทั้งปี ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจะกดดันราคา แต่ความไม่แน่นอนจากกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ และความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นได้ สำหรับโภคภัณฑ์ที่จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้นคือทองคำ เพราะดอกเบี้ยที่แท้จริง (ดอกเบี้ย-เงินเฟ้อ) จะลดลง

10. การกระจายการลงทุนยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แม้แรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยจะลดลง แต่เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว ความเสี่ยงด้านนโยบายระหว่างประเทศทั้งด้านการค้าและการเมืองยังคงมีอิทธิพลต่อกระแสเงินลงทุนระยะสั้นและการปรับกลยุทธ์ธุรกิจในระยะยาว การจัดสรรเงินลงทุนแบบคำนึงถึงความเสี่ยงหรือ Risk-based allocation ที่มีความยืดหยุ่นสูง ปรับพอร์ตเชิงรุกอย่างสม่ำเสมอให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจและตลาดลงทุน ยังเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ