“กรุงเทพธุรกิจ” และศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมนำเสนอข้อมูลสร้างแนวทางป้องกันคอร์รัปชัน
รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และ ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก ร่วมนำเสนอประเด็นการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ โดยระบุถึงข่าวสำคัญเรื่องหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการไทยในช่วงที่ผ่านมา คือประเด็นที่กรุงเทพมหานครออกคำสั่งที่ 2322/2569 เรื่องการเปิดเผยข้อมูลกรุงเทพมหานครเพื่อการเข้าถึงโดยระบบดิจิทัล
โดยกำหนดให้หน่วยงานของ กทม. ยึดหลัก “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น” หรือ Open by Default อย่างเป็นรูปธรรม
หลักการนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะกำลังเปลี่ยน “ความสัมพันธ์ทางข้อมูล” ระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งในทางรัฐประศาสนศาสตร์ ปัญหาสำคัญของการตรวจสอบภาครัฐคือ ความไม่สมมาตรของข้อมูล รัฐเป็นผู้ถือข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณ สัญญา การจัดซื้อจัดจ้าง ใบอนุญาต การใช้ทรัพย์สินสาธารณะ และการตัดสินใจเชิงนโยบาย
ขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้เสียภาษีกลับมีข้อมูลน้อยกว่า เมื่อข้อมูลไม่เท่ากัน ต้นทุนในการตรวจสอบก็สูงขึ้น และพื้นที่สำหรับการใช้อำนาจโดยขาดความรับผิดชอบย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ประเทศไทยมีกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการมาตั้งแต่ พ.ศ.2540 และเจตนารมณ์ของกฎหมายเองก็รับรอง “สิทธิการได้รู้” ของประชาชน ภายใต้หลักเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้นอยู่แล้ว ปัญหาจึงอยู่ที่ช่องว่างระหว่าง หลักการกับการปฏิบัติ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา
การเข้าถึงข้อมูลจำนวนไม่น้อยยังเริ่มจากประชาชนต้องค้นหา ต้องยื่นคำขอ ต้องรอการพิจารณา และบางกรณีต้องอุทธรณ์เมื่อหน่วยงานปฏิเสธ
ควรเปิดข้อมูลสาธารณะของรัฐให้ประชาชนเข้าถึง
Open by Default เปลี่ยนวิธีคิดนี้ โดยตั้งต้นว่าข้อมูลสาธารณะที่รัฐจัดทำขึ้นจากเงินภาษีควรเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ เว้นแต่รัฐมีเหตุผลทางกฎหมายที่ชัดเจนว่าการเปิดเผยจะกระทบสิทธิส่วนบุคคล ความมั่นคง หรือประโยชน์สาธารณะที่จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง ภาระในการอธิบายจึงค่อย ๆ เคลื่อนจาก “ประชาชนต้องบอกว่าต้องการข้อมูลไปทำไม” ไปสู่ “หน่วยงานต้องอธิบายว่าทำไมข้อมูลนี้จึงเปิดไม่ได้”
แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางของรัฐบาลเปิดในระดับสากล และหลัก Open Data Charter ซึ่งวาง Open by Default ไว้เป็นหลักสำคัญ ควบคู่กับการเปิดข้อมูลอย่างทันเวลา เข้าถึงง่าย เชื่อมโยงกันได้ และนำไปใช้ต่อได้จริง สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของไทยเองก็กำหนดมาตรฐานข้อมูลเปิดให้ข้อมูลอยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถเข้าถึง ใช้ วิเคราะห์ และนำไปพัฒนาต่อได้
จุดที่น่าสนใจของคำสั่ง กทม. จึงอยู่ที่การพยายามแปลง “หลักการ” ให้กลายเป็น “ระบบงาน” ข้อมูลต้องอยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ สามารถเชื่อมโยงระหว่างระบบได้ มีการจัดทำบัญชีข้อมูล และให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับข้อมูลงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และรายได้ อีกทั้งกำหนดกรอบเวลาจัดทำบัญชีข้อมูลและระบบติดตามความก้าวหน้า ขณะเดียวกันการเปิดเผยยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
การเปิดเผยข้อมูลต้องเข้าถึงได้จริง
เรื่องนี้สำคัญมากในยุคปัญญาประดิษฐ์เพราะการ “เปิดข้อมูล” ในวันนี้ไม่ควรหมายถึงการนำเอกสารหลายร้อยหน้ามาสแกนเป็น PDF แล้ววางไว้บนเว็บไซต์
หากข้อมูลอยู่ในรูปแบบมาตรฐาน เครื่องมือดิจิทัลสามารถช่วยประชาชน นักข่าว นักวิจัย ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐด้วยกันเองวิเคราะห์งบประมาณ เปรียบเทียบราคาจัดซื้อ ค้นหาความผิดปกติ ติดตามโครงการ และพัฒนาบริการใหม่ได้ การเปิดข้อมูลจึงสร้างทั้ง ความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และมูลค่าทางเศรษฐกิจจากข้อมูลชุดเดียวกัน
จากจุดนี้ ประเทศไทยควรก้าวต่อไปอีกขั้น โดยทำให้ Open by Default กลายเป็น มาตรฐานการบริหารราชการของทุกหน่วยงาน มากกว่าจะเป็นแนวปฏิบัติของบางองค์กร หรือเฉพาะแค่ท้องถิ่น
ก้าวของกรุงเทพมหานครจึงควรถูกมองเป็น จุดเริ่มต้นของการยกระดับรัฐไทย เพราะเป้าหมายสุดท้ายควรเป็นวันที่ประชาชนไม่ต้องเสียเวลาเดินตามหาข้อมูลของภาครัฐ เพราะข้อมูลสาธารณะที่ควรเปิดได้ถูกเปิดไว้ตั้งแต่ต้น รัฐที่โปร่งใสในศตวรรษที่ 21 ไม่ควรวัดจากจำนวนข้อมูลที่ประชาชน “ขอแล้วได้รับ” เพียงอย่างเดียว
หากต้องวัดจากจำนวนข้อมูลที่ประชาชน ไม่จำเป็นต้องขออีกต่อไป เพราะเมื่อข้อมูลเกิดจากอำนาจสาธารณะ ใช้งบประมาณสาธารณะ และส่งผลต่อชีวิตสาธารณะ หลักพื้นฐานก็ควรชัดเจนว่า ข้อมูลนั้นเป็นของประชาชน และการปกปิดต่างหากที่ต้องเป็นข้อยกเว้น





