วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

ปรับโครงสร้าง-ลดจำนวนราชการ สำเร็จได้ต้องใช้ ‘เจตจำนง’ ทางการเมือง

ตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมานโยบายหนึ่งที่รัฐบาลนี้เดินหน้ามาอย่างต่อเนื่องคือการเริ่มขยับแก้ปัญหาเรื่องรายจ่ายประจำ โดยให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างส่วนราชการ

ทั้งการปรับลดจำนวนข้าราชการ ลดตำแหน่ง อัตรา หน่วยงานที่ซ้ำซ้อน ไปจนถึงการลดส่วนงานราชการที่เป็นหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคที่ซ้ำซ้อนกับส่วนกลาง นโยบายในเรื่องนี้ขับเคลื่อนโดยรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์ มือกฎหมายคนสำคัญของรัฐบาล

รองนายกฯ ปกรณ์เป็นอดีตข้าราชการระดับสูง เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกายาวนานถึง 6 ปีเต็ม นอกจากจะเป็นผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมายดีเยี่ยม ยังเป็นผู้ที่เห็นถึงปัญหาที่สั่งสมในระบบราชการมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะปัญหาการขยายตัวของระบบราชการจนทำให้จำนวนของหน่วยงานราชการ และจำนวนข้าราชการมีจำนวนมากเกินความจำเป็น

สิ่งที่รองนายกฯ ปกรณ์กล่าวในการแถลงที่ทำเนียบรัฐบาลถือเป็นแกนสำคัญในเรื่องนี้ว่าปัจจุบันงบประมาณที่เป็นรายจ่ายประจำมีสูงถึง 73% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งหมด ทำให้เหลืองบประมาณในการลงทุนประมาณ 20% เท่านั้น นอกจากนั้นก็เป็นงบประมาณที่ใช้ไปในเรื่องการชำระหนี้

ซึ่งการจัดสรรงบประมาณแบบนี้ไม่สามารถทำให้ประเทศพัฒนามากขึ้นได้มากนักที่สำคัญถ้าปล่อยให้รายจ่ายประจำพอกพูนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไร้ทิศทางและขาดการจัดการ คนที่ลำบากไม่ใช่คนรุ่นนี้เท่านั้น แต่จะเป็นความยากลำบากของคนรุ่นลูกรุ่นหลาน ในอนาคตจากการทำงานของรัฐบาลร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และ สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาในที่สุดมีมติ ครม.ที่สำคัญออกมา 2 ฉบับ ได้แก่การปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐที่เสนอโดย ก.พ. และการยกเลิกมติ ครม.เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2560 เรื่องการปรับปรุงแนวทางการจัดการส่วนราชการในภูมิภาค

มติที่สำคัญที่เป็นแกนในการปรับปรุงระบบราชการมี 4 ข้อที่สำคัญคือ 1.การตรึงอัตรากำลัง โดยกำหนดให้จำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเพดานอัตรากำลังสูงสุด หรือ Ceiling ของส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐพร้อมขอความร่วมมือให้หน่วยงานอื่นนำแนวทางดังกล่าวไปปรับใช้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

2.การยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งในประเภทวิชาการและประเภททั่วไป โดยจะไม่กระทบต่อผู้ที่ครองตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน

3.การยุบเลิกสายงานที่ไม่จำเป็นต้องมีบุคลากรมาก ซึ่งเป็นการปรับตามภารกิจของหน่วยงาน

4.เป็นการปรับโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานให้ทันสมัยและรัดกุมขึ้น โดยนำเทคโนโลยีมาใช้บริการประชาชนจริงจัง ไม่ใช่เพียงจัดซื้อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เทคโนโลยี

ขณะที่แนวทางที่ ก.พ.ร. มุ่งลดภาระจากโครงสร้างหน่วยงานราชการส่วนกลางที่จัดตั้งในภูมิภาคที่มีจำนวนมากโดยจะยุติตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่ม และกำหนดให้จำนวนปัจจุบันเป็นเพดานสูงสุด ซึ่งจะทบทวนบทบาทและภารกิจก่อนทยอยยุบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบบริการประชาชน

ที่ผ่านมามีหลายรัฐบาลที่พูดถึงเรื่องความจำเป็นในการปฏิรูปราชการลดขนาด และลดงบประจำลง แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรม และเรื่องนี้จะสำเร็จได้รัฐบาลจะต้องเจอกับ “แรงต้าน” มากพอสมควร

กว่าที่เรื่องนี้จะสำเร็จได้ต้องใช้เจตจำนงทางการเมือง (political will) เป็นตัวขับเคลื่อนจึงจะสำเร็จได้อย่างแท้จริง