วันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569

Login
Login

นักวิชาการ มธ.ห่วงนำเข้า ‘แนฟทา’ วัตถุดิบผลิตเม็ดพลาสติกขาดแคลน ดันราคาสินค้าพุ่ง

นักวิชาการ มธ.ห่วงนำเข้า ‘แนฟทา’ วัตถุดิบผลิตเม็ดพลาสติกขาดแคลน ดันราคาสินค้าพุ่ง

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผยสถานการณ์นำเข้า “แนฟทา” สำหรับผลิตเม็ดพลาสติกไม่แน่นอนสูง หลังปะทะตะวันออกกลางไม่ยุติ ห่วงขาดแคลนกระทบราคาสินค้าพุ่เท่าตัว แนะรัฐเร่งเจรจานำเข้าจากซาอุฯ โอมาน อินเดีย รัสเซีย มาเลเซีย

รศ.ดร.ปกรณ์ โอภาประกาสิต สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การนำเข้าแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกที่ได้มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบยังคงมีความไม่แน่นอนสูงจากการที่สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะยุติการสู้รบ

รวมถึงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซมากกว่า 50% ของจำนวนทั้งหมด ดังนั้น รัฐบาลไทยจำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขเรื่องนี้ทั้งในระยะสั้น/ระยะเร่งด่วน และระยะยาวไปพร้อมกัน

รศ.ดร.ปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับในระยะสั้น-ระยะเร่งด่วน ทางรัฐบาลต้องเร่งเจรจาเพื่อขอเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ให้มากขึ้น ทั้งจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ยังสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันดิบได้ เช่น

  • ซาอุดีอาระเบียฝั่งตะวันตกและโอมาน ซึ่งใช้เส้นทางขนส่งฝั่งทะเลแดงแทนช่องแคบฮอร์มุซได้
  • อินเดียหรือรัสเซียที่มีกำลังการผลิตสูง
  • มาเลเซีย

ทั้งนี้ ทุกฝ่ายจำเป็นต้องเข้าใจด้วยว่าแม้จะจัดหาวัตถุดิบมาใช้ในการผลิตได้ แต่ราคาจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะน้ำมันดิบที่นำเข้าจากแหล่งอื่นๆ ที่ไม่ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะสูงขึ้นอยู่แล้ว ทั้งจากค่าพลังงานขนส่งจากระยะทางที่ไกลขึ้น ค่าประกันเรือที่สูงขึ้น ประกอบกับปัจจุบันทั่วโลกต้องการน้ำมันดิบและอาจจะต้องแย่งกัน

อีกทั้งแม้จะสามารถนำน้ำมันดิบเข้ามาได้ แต่หอกลั่นหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการกลั่นแนฟทาจากน้ำมันดิบจำเป็นต้องปรับแต่งเพิ่มเติม เพื่อรองรับกับการกลั่นน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ที่มีคุณภาพ และอัตราส่วนของสิ่งที่กลั่นออกมาได้ไม่เหมือนเดิม

"รวมทั้งจะเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของบริษัท เพราะหอกลั่นหรือเครื่องจักรในการกลั่นแนฟทาจะถูกปรับแต่งมาให้ใช้สำหรับวัตถุดิบจากพื้นที่หนึ่งๆ เท่านั้น ส่วนหากเครื่องจักรไม่สามารถปรับแต่งได้ก็ต้องหยุดการใช้งานชั่วคราว ซึ่งจะเสียหายหนัก"

นอกจากการเร่งนำเข้าน้ำมันดิบมาให้ได้แล้ว หลังจากมีการกลั่นเป็นแนฟทา และผ่านกระบวนการจนเป็นเม็ดพลาสติกแล้ว รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญให้ส่วนที่มีความจำเป็นได้นำไปใช้ก่อน เช่น การใช้ทำบรรจุภัณฑ์เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ หรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ฯลฯ เพราะหากเกิดการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ไม่เพียงแต่จะทำให้มีสิ่งเหล่านั้นน้อยลง แต่ราคาจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากบริษัทที่ผลิตเม็ดพลาสติกได้จะต้องหยุดชั่วคราว

แต่ก็ต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาเครื่องจักร หรือค่าอะไรต่างๆ เหมือนเดิม ซึ่งหากหยุดไปชั่วคราวและจะกลับมาดำเนินการผลิตใหม่อีกครั้งรวมแล้วต้องใช้ค่าใช้จ่ายเป็นหลักหลายสิบล้านบาท และความเสียหายเหล่านี้จะต้องถูกบวกไปกับราคาขายแน่นอน

“ทันทีที่เม็ดพลาสติกขาดแคลนราคาขายจะพุ่งขึ้นเลยอย่างน้อย 30-40% เพราะสต๊อกก็มีไม่เยอะ ซึ่งก็จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงกลางน้ำคือผู้ที่เอาเม็ดพลาสติกไปขึ้นรูปเป็นถุง หรือขวดต่างๆ ราคาขายก็จะเพิ่มสูงขึ้นบวกอีก 60-70% และกว่าจะถึงผู้บริโภคราคาอาจขึ้นจากเดิมมาถึงเท่าตัวเลยก็ได้ 100%"

รวมทั้งถ้ายิ่งมีการกักตุนสินค้าที่มีอยู่แล้ว จะยิ่งเห็นผลทันทีเลยอย่างรวดเร็ว แต่จริงๆ ตอนนี้รัฐบาลก็พยายามแก้ปัญหาส่วนนี้อยู่คือทำให้เม็ดพลาสติก กับผลิตภัณฑ์พลาสติกเป็นสินค้าควบคุมซึ่งก็น่าจะช่วยได้ แต่รัฐก็ต้องไปดูสต๊อกให้ได้ด้วย ไม่ให้เกิดการกักตุนและนำมาขายช่วงที่เกิดการขาดแคลนในราคาที่สูงเพื่อเอากำไร

ส่วนระยะยาว ทางรัฐบาล และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ต้องเจรจาและออกแบบมาตรการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีในการผลิตพลาสติกวิธีอื่นนอกจากการใช้แนฟทาให้เข้ามาลงทุนในประเทศ เช่น

  • เทคโนโลยีที่ทำให้อีเทน (Ethane) เปลี่ยนเป็นเอทิลีน (Ethylene) สำหรับใช้ผลิตเม็ดพลาสติก PE
  • เทคโนโลยีการผลิตพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ใช้วัตถุดิบจากการหมักบ่มน้ำตาล มันสำปะหลังหรือข้าวโพดในการมาทำพลาสติกที่ย่อยสลายได้ในสภาวะที่เหมาะสม โดยใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือน

นอกจากนี้ รัฐบาล และ BOI รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีในการรีไซเคิลพลาสติกให้มากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยนอกจากการรีไซเคิลเชิงกล (Mechanical Recycling) ไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิลเชิงเคมี (Chemical Recycling) ที่เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วที่ผสมกันหลายชนิดให้กลายไปเป็นสารตั้งต้นใหม่ในการผลิตพลาสติกคุณภาพสูงเทียบเท่ากับของใหม่ได้

รวมทั้งการใช้พลาสติกที่ผลิตจากฐานชีวภาพ (Bio-based) เช่น Bio-based PE ที่เป็นการผลิตจากเอทานอล ที่ได้จากการหมักบ่มมันสำปะหลัง หรือน้ำตาล ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ แทนการนำมาผสมน้ำมันเป็นแก๊สโซฮอล์

ตลอดจนควรสนับสนุนมาตรการทางภาษีให้พลาสติกรีไซเคิล หรือพลาสติกฐานชีวภาพสามารถขายได้ เพื่อให้เกิดการใช้และรีไซเคิลขยะพลาสติกในไทยที่มีถึง 2.7 ล้านตันต่อปี ซึ่งที่ผ่านมามีการรีไซเคิลได้เพียง 25% เท่านั้น เนื่องจากไม่มีเทคโนโลยีในการรีไซเคิลที่เหมาะสมในการดำเนินการ

"รัฐบาลจำเป็นจะต้องเอาจริงเอาจังกับการส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักแยกขยะพลาสติกให้ถูกต้องมากขึ้นด้วย ซึ่งตัวอย่างที่ดีมาก คือ ประเทศไต้หวัน หรือประเทศญี่ปุ่น"

สิ่งนี้จะช่วยให้การนำขยะพลาสติกมารีไซเคิลทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการนำขยะพลาสติกไปรีไซเคิลเชิงกล เพราะหากเอาพลาสติกที่ต่างชนิดมาปนกันจะทำให้คุณพลาสติกที่รีไซเคิลมาใช้ไม่ได้เลย

“ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่ทั้งรัฐและเอกชนจะหันมามอง และสนับสนุนเรื่องรีไซเคิลให้มากขึ้น เพราะจากการสู้รบของสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันแล้ว แม้จะยุติกันได้แต่น่าจะส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันของโลกลดน้อยลง” รศ. ดร.ปกรณ์ ระบุ

รวมถึงราคาน้ำมันจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอยู่ไปอีกสักพักใหญ่ๆ เนื่องจากกว่าจะใช้เวลาฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จนกลับมาผลิตได้เหมือนเดิมต้องใช้เวลาอีกหลายปี ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้เมื่อเทียบกันแล้ว ราคาพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิลน่าจะถูกกว่าแน่ๆ